ก่อนซื้อ กล้องสองตา ตอนที่ 1
กล้องสองตา หรือกล้องส่องทางไกล หรือไบน็อค (BINOCULAR) คือกล้องแบบเดียวกัน นับเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์อย่างหนึ่งเพราะนอกจากจะได้ส่องดูสิ่งต่าง ๆ บนโลก ไม่ว่าจะเป็น นก หมู หนู แมลง การแสดงคอนเสิร์ต ยังสามารถใช้ส่องดูดาว ตรวจหาความเร้นลับของจักรวาลด้วยสนนราคาที่พอแคะกระปุกซื้อได้
กล้องสองตาสำหรับดูดาวเป็นการลงทุนซื้ออุปกรณ์ดูดาวที่คุ้มค่าคุ้มราคา กล้องขนาดไม่ต้องใหญ่นัก ก็สามารถส่องเห็นหลุมลึกบนดวงจันทร์ได้ ส่องเห็นกาแล็กซีอันไกลโพ้นอย่างงดงาม กระทั่งกวาดหาดาวหางได้ทั้งหัวและหางเต็มจอสวยงาม และนับเป็นการเริ่มต้นการสำรวจท้องฟ้าที่น่ามหัศจรรย์อย่างถูกวิธีอีกด้วย
กล้องสองตา Prakfica Sport เคลือบเลนส์ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต เหมาะกับการใช้ในเวลากลางวัน
ตัวแรกบ่งบอกถึงกำลังขยายของกล้อง ตัวหลังคือความกว้างของหน้ากล้องแต่ละข้าง หน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่น 7x50 คือกล้องสองตาที่มีกำลังขยาย 7 เท่า มีความกว้างหน้ากล้อง (เส้นผ่านศูนย์กลางของเลนส์วัตถุ) 50 มิลลิเมตร
ความกว้างของหน้ากล้อง ( aperture) บ่งบอกถึงปริมาณแสงที่ผ่านเข้ากล้องได้มากน้อยแค่ไหนที่มีความกว้างหน้ากล้องใหญ่ จะยอมให้แสงผ่านเข้าได้มากกว่า ภาพที่ส่องดูจะสว่างกว่า แต่สำหรับกล้องสองตาที่มีความกว้างหน้ากล้องใหญ่จะมีน้ำหนักมาก เนื่องจากจะต้องใช้เลนส์ขนาดใหญ่สำหรับกล้องสองตาที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ดูกีฬา ดูคอนเสิร์ต ใช้ในเวลากลางวันควรเป็นแบบพกพาสะดวกน้ำหนักเบา ขนาด หน้ากล้องประมาณ 20 มม.ถึง 35 มม. เป็นขนาดที่เหมาะสมดีแต่ถ้าต้องการกล้องสองตาที่เหมาะสมสำหรับใช้ดูดาวจะต้องมีหน้ากล้องไม่ต่ำกว่า 40 มม.
กำลังขยาย (magniflcation) โดยทั่วไปเรามักจะคิดว่ากำลังขยายยิ่งมากคุณภาพของกล้องยิ่งดี ยิ่งสามารถเห็นวัตถุไกล ๆ ได้ชัดขึ้น ความจริงไม่ใช่ กำลังขยาย 7 เท่า ( 7x ) ในกล้องสองตาหมายความว่า เราสามารถเห็นวัตถุระยะไกลใกล้เข้ามา 7 เท่าตัวซึ่งเป็นกำลังขยายที่เหมาะสมสำหรับกล้องสองตา กำลังขยายที่มากกว่า 7 เท่า สำหรับกล้องสองตา จะเพิ่มความลำบากในการส่องดูมากขึ้น เนื่องเพราะมือคนเราไม่เที่ยง หากส่องด้วยกล้องกำลังขยายสูงภาพมักสั่นไหวเกิดอาการเวียนศีรษะได้ง่าย แต่กล้องสองตาในท้องตลาดก็มีที่ใช้กำลังขยาย 10x, 16x, หรือแม้แต่ 20x และ 30x ก็มี ซึ่งกล้องระดับนี้เวลาใช้ต้องมีขาตั้งกล้อง
นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเลขหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกว้างของหน้ากล้องและกำลังขยายนั่นคือ ม่านตา (exitpupil) ซึ่งหมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของลำแสงที่ผ่านเลนส์ตาเข้าสู่ตาของผู้สังเกตการณ์ ตัวเลขม่านตานั้นสามารถหาได้โดยนำเอาตัวเลขความกว้างของหน้ากล้องหารด้วยกำลังขยาย เช่น กล้องสองตา 7x50 จะมีค่าม่านตา เท่ากับ 50/7 เท่ากับ 7 มม. โดยประมาณ กล้องสองตา 7x42 จะมีค่าม่านตาเท่ากับ 6 มม.
ตัวเลขจะสัมพันธ์กับรูม่านตาของคนเรา คือในขณะที่เราอยู่ในที่มืดม่านตาของคนเราจะเปิดออกได้กว้างที่สุด 7มม. เพื่อที่จะสามารถส่งผ่านแสงเข้าสู่รูม่านตาได้ทั้งหมดโดยไม่ตกหล่น ภาพที่ปรากฏจะคมชัดที่สุด แต่ในเวลากลางวันรูม่านตาของคนเราจะเปิดกว้างไม่ถึง 7 มม. กล้องสองตาก็ไม่จำเป็นต้องให้กว้างถึง 7 มม. แต่การเลือกซื้อกล้องสองตาที่มีค่าม่านตาสูงจะใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น หากไม่มีความแตกต่างของราคามากนัก
กล้องสองตาที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในสภาพแสงน้อย มักจะมีค่าม่านตาเท่ากับ 7 มม. หรือ 10x15 เป็นต้น
ขนาดหน้ากล้องเล็กหรือใหญ่ มีความสำคัญต่อการรวมแสง กล้องที่มีขนาดหน้ากล้องใหญ่จะรวมแสงได้ดีกว่า แต่น้ำหนักจะมากกว่า
รูม่านตาหรือ exit pupil ใหญ่หรือเล็กให้ผลแตกต่างกันมาก รูม่านตาขนาดใหญ่จะยอมให้แสงผ่านเข้าตาได้ง่ายกว่ารูม่านตาขนาดเล็ก
ระยะสบายตา หรือ eye relief สามารถทดลองได้ด้วยตนเอง โดยให้แสงผ่านหน้ากล้อง ทะลุผ่านเลนส์ตาแล้วหาฉากมารับ ระยะจากเลนส์ตาถึงฉากเรียกว่า ระยะสบายตา
ในกรณีที่ไม่ต้องการถอดแว่นโดยใช้กล้องสองตาเห็นได้เต็มจอ ต้องเลือกระยะสบายตาที่มีค่าอย่างน้อยที่สุด 14 มม. หรือ 15 มม. วัดจากขอบเลนส์ใกล้ตาออกมา
กล้องสองตาบางรุ่นมีค่าระยะสบายตาถึง 18 มม. หรือ 23 มม. สามารถดูห่าง ๆ ตาได้สบาย ๆ ขณะที่บางรุ่นมีระยะสบายตาแค่ 8 มม. หรือ 9 มม. ซึ่งจะต้องเอาตาจ่อติดเลนส์จึงจะเห็นเต็มจอทั้งปวดตาและขนตาจะไปขีดข่วนเลนส์ได้ง่ายอีกด้วย
ในการสังเกตการณ์ระยะไกลความกว้างของจอมักนิยมใช้มุมองศาเป็นตัวกำหนดแทนระยะฟุตหรือเมตร เช่น ขนาดของดวงจันทร์ ห่างจากโลกประมาณ 380,000 กิโลเมตร จันทร์เต็มดวงมีมุมกว้าง ? องศาหมายความว่าถ้ากล้องสองตามีมุมกว้าง 7 องศา ก็คือ สามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวง 14 ดวงเรียงต่อกันได้ในจอเดียวกัน กล้องสองตาส่วนใหญ่จะมีมุมกว้างเท่ากับ 7 องศา ยกเว้นรุ่นที่มีกำลังขยายสูง ๆ จะมีมุมกว้างเพียง 3 องศาถึง 5 องศา แต่ก็ยังมีกล้องสองตาที่มีมุมกว้างมาก ๆ โดยมีมุมกว้างถึง 8 องศา และ 10 องศา
การเปลี่ยนค่าระยะทางฟุตต่อ 1,000 หลา มาเป็นองศาทำได้ไม่ยาก โดยการนำค่าระยะทางเป็นฟุตหารด้วย 52.5 และการเปลี่ยนเมตร ต่อ 1,000 เมตร เป็นองศาก็โดยการหารด้วย 17 เช่น กล้องสองตาที่มีความกว้างของจอ 367 ฟุตต่อ 1,000 หลา จะมีมุมกว้างเท่ากับ 367/52.5 หรือ 7 องศากล้องสองตาที่มีความกว้างของจอ 120 เมตร ต่อ 1,000 เมตร จะมีมุมกว้างเท่ากับ 120/17 หรือ 7 องศา
กล้องสองตามี แบ่งงตามลักษณะการจัดวางตัวของปริซึม คือ แบบรูฟ ปริซึม และแบบพอร์โรปริซึม
ต้องเลือกปริซึมแบบไหนดี
แท่งแก้วทรงปริซึมแทรกตัวอยู่ระหว่างเลนส์หน้ากล้องกับเลนส์ตาเป็นตัวหักเหแสงกลับภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งนับว่าเจ้าแท่งปริซึมนี้เป็นกลไกลที่สำคัญตัวหนึ่งของกล้องสองตา
ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทการเรียงตัวของปริซึมในกล้องสองตา สามารถแบ่งกล้องสองตาออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ แบบพอร์ โร ปริซึม ( porro prism )และ แบบรูฟ ปริซึม (roof prism )
ข้อแตกต่างของกล้องสองตาทั้งสองแบบสังเกตง่าย ๆ คือ กล้องสองตาแบบพอร์โร ปริซึม ตัวกล้องจะมีการซิกแซกตรงกลางลำกล้องหรือ มีการหยักเป็นตัว N ขณะที่กล้องสองตาแบบ รูฟ ปริซึม ลำกล้องจะตรงเหมือนกระบอกข้าวหลามสองท่อนมาประกบกัน
โดยทั่วไปกล้องสองตาแบบ พอร์ ปริซึม จะมีราคาต่ำกว่ารูฟ ปริซึม เพราะการประกอบปริซึมแบบรูฟต้องอาศัยความเที่ยงสูงกว่าอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า ทั้งขนาดและรูปร่างของรูฟ ปริซึมก็กะทัดรัดกว่าด้วย
สำหรับเนื้อแก้วที่นำมาทำปริซึมมีอยู่ 2 ประเภทคือ แก้วแบเรียมคราวน์ ( เรียกย่อว่า Bak 4 ) เป็นแก้วคุณภาพสูงอีกประเภทคือ แก้งบอโรชิ ลิเกต ( Bk7) เป็นแก้วกรดต่ำกว่า แต่ในทางปฏิบัติความสว่างของภาพไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
กล้องสองตายี่ห้อ Tasco Futura ตัวกล้องมียางหุ้ม ช่วยให้การจับยึดมั่นคงขึ้น
ในรุ่นราคาต่ำอาจเคลือบสารเฉพาะผิวหน้าของเลนส์วัตถุ แต่ในรุ่นราคาสูงการเคลือบเลนส์มักจะทำทุกชิ้นทั้งผิวนอกและผิวใน และในรุ่นดี ๆ การเคลือบจะเคลือบทั้งตัวเลนส์และปริซึม และเคลือบหลายชั้นที่เรียกว่า multilayer coating หรือ multicoat รุ่นดังกล่าวแสงที่เข้ากล้องจะสะท้อนแสงกลับเพียง 5 เปอร์เซ็นเท่านั้น
การสังเกตว่าเลนส์ของกล้องดูดาวผ่านการเคลือบสารมาหรือไม่ ให้ดูจากสีของเลนส์ เลนส์ที่ถูกเคลือบจะมีสีออกสีฟ้าอมม่วง และเลนส์ที่ถูกเคลือบหลายชั้นจะมีสีเข้มจัดกว่า
กล้องสองตาหลากหลายขนาดของ Pentax
กล้อง Steiner จากเยอรมัน เคลือบสารป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต โดยใช้แหวนสีส้มเป็นสัญลักษณ์
Minolta ออกแบบกล้องสองตาที่กันน้ำได้ ตัวเรือนสีเหลืองสดแตกจากรุ่นทั่ว ๆ ไป
กล้องสองตายี่ห้อ Vixen จากประเทศญี่ปุ่นมีหลายรุ่นให้เลือก
สำหรับกล้องสองตาที่มีกำลังสูง ๆ ควรมีช่องเสียบต่อกับขาตั้งสามขาเอาไว้ด้วยหรือไม่ก็สามารถใส่แถบหรือตัวล็อกกับสามขาได้ด้วย
ส่วนกล้องที่ต้องใช้กับงานภาคสนามที่ต้องผจญกับน้ำก็ควรพิจารณารุ่นที่กันน้ำได้ด้วย
กล้องสองตาที่มีแหวนพับได้รอบตา สามารถใช้ได้ทั้งกรณีที่สวมแว่น หรือถอดแว่นเมื่อต้องการสวมแว่นให้กดวงแหวนพับลง
ฟิลด์สโคป
กล้องสองตาสำหรับดูดาวเป็นการลงทุนซื้ออุปกรณ์ดูดาวที่คุ้มค่าคุ้มราคา กล้องขนาดไม่ต้องใหญ่นัก ก็สามารถส่องเห็นหลุมลึกบนดวงจันทร์ได้ ส่องเห็นกาแล็กซีอันไกลโพ้นอย่างงดงาม กระทั่งกวาดหาดาวหางได้ทั้งหัวและหางเต็มจอสวยงาม และนับเป็นการเริ่มต้นการสำรวจท้องฟ้าที่น่ามหัศจรรย์อย่างถูกวิธีอีกด้วย
กล้องสองตา Prakfica Sport เคลือบเลนส์ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต เหมาะกับการใช้ในเวลากลางวัน
หลักพื้นฐานกล้องสองตา
ก่อนจะไปถึงการเลือกกล้องสองตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ จำเป็นจะต้องรู้หลักพื้นฐานของกล้องสองตากันก่อน เวลาเราไปซื้อกล้องสองตาต้องพบตัวเลขอย่างน้อย 2 ตัว พิมพ์ติดอยู่ที่ตัวกล้องเช่น 7x42, 7x50, 8x30 ตัวเลขสองตัวนี้เป็นตัวเลขพื้นฐานของกล้องสองตาที่ต้องรู้ตัวแรกบ่งบอกถึงกำลังขยายของกล้อง ตัวหลังคือความกว้างของหน้ากล้องแต่ละข้าง หน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่น 7x50 คือกล้องสองตาที่มีกำลังขยาย 7 เท่า มีความกว้างหน้ากล้อง (เส้นผ่านศูนย์กลางของเลนส์วัตถุ) 50 มิลลิเมตร
ความกว้างของหน้ากล้อง ( aperture) บ่งบอกถึงปริมาณแสงที่ผ่านเข้ากล้องได้มากน้อยแค่ไหนที่มีความกว้างหน้ากล้องใหญ่ จะยอมให้แสงผ่านเข้าได้มากกว่า ภาพที่ส่องดูจะสว่างกว่า แต่สำหรับกล้องสองตาที่มีความกว้างหน้ากล้องใหญ่จะมีน้ำหนักมาก เนื่องจากจะต้องใช้เลนส์ขนาดใหญ่สำหรับกล้องสองตาที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ดูกีฬา ดูคอนเสิร์ต ใช้ในเวลากลางวันควรเป็นแบบพกพาสะดวกน้ำหนักเบา ขนาด หน้ากล้องประมาณ 20 มม.ถึง 35 มม. เป็นขนาดที่เหมาะสมดีแต่ถ้าต้องการกล้องสองตาที่เหมาะสมสำหรับใช้ดูดาวจะต้องมีหน้ากล้องไม่ต่ำกว่า 40 มม.
กำลังขยาย (magniflcation) โดยทั่วไปเรามักจะคิดว่ากำลังขยายยิ่งมากคุณภาพของกล้องยิ่งดี ยิ่งสามารถเห็นวัตถุไกล ๆ ได้ชัดขึ้น ความจริงไม่ใช่ กำลังขยาย 7 เท่า ( 7x ) ในกล้องสองตาหมายความว่า เราสามารถเห็นวัตถุระยะไกลใกล้เข้ามา 7 เท่าตัวซึ่งเป็นกำลังขยายที่เหมาะสมสำหรับกล้องสองตา กำลังขยายที่มากกว่า 7 เท่า สำหรับกล้องสองตา จะเพิ่มความลำบากในการส่องดูมากขึ้น เนื่องเพราะมือคนเราไม่เที่ยง หากส่องด้วยกล้องกำลังขยายสูงภาพมักสั่นไหวเกิดอาการเวียนศีรษะได้ง่าย แต่กล้องสองตาในท้องตลาดก็มีที่ใช้กำลังขยาย 10x, 16x, หรือแม้แต่ 20x และ 30x ก็มี ซึ่งกล้องระดับนี้เวลาใช้ต้องมีขาตั้งกล้อง
นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเลขหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกว้างของหน้ากล้องและกำลังขยายนั่นคือ ม่านตา (exitpupil) ซึ่งหมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของลำแสงที่ผ่านเลนส์ตาเข้าสู่ตาของผู้สังเกตการณ์ ตัวเลขม่านตานั้นสามารถหาได้โดยนำเอาตัวเลขความกว้างของหน้ากล้องหารด้วยกำลังขยาย เช่น กล้องสองตา 7x50 จะมีค่าม่านตา เท่ากับ 50/7 เท่ากับ 7 มม. โดยประมาณ กล้องสองตา 7x42 จะมีค่าม่านตาเท่ากับ 6 มม.
ตัวเลขจะสัมพันธ์กับรูม่านตาของคนเรา คือในขณะที่เราอยู่ในที่มืดม่านตาของคนเราจะเปิดออกได้กว้างที่สุด 7มม. เพื่อที่จะสามารถส่งผ่านแสงเข้าสู่รูม่านตาได้ทั้งหมดโดยไม่ตกหล่น ภาพที่ปรากฏจะคมชัดที่สุด แต่ในเวลากลางวันรูม่านตาของคนเราจะเปิดกว้างไม่ถึง 7 มม. กล้องสองตาก็ไม่จำเป็นต้องให้กว้างถึง 7 มม. แต่การเลือกซื้อกล้องสองตาที่มีค่าม่านตาสูงจะใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น หากไม่มีความแตกต่างของราคามากนัก
กล้องสองตาที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในสภาพแสงน้อย มักจะมีค่าม่านตาเท่ากับ 7 มม. หรือ 10x15 เป็นต้น
ขนาดหน้ากล้องเล็กหรือใหญ่ มีความสำคัญต่อการรวมแสง กล้องที่มีขนาดหน้ากล้องใหญ่จะรวมแสงได้ดีกว่า แต่น้ำหนักจะมากกว่า
รูม่านตาหรือ exit pupil ใหญ่หรือเล็กให้ผลแตกต่างกันมาก รูม่านตาขนาดใหญ่จะยอมให้แสงผ่านเข้าตาได้ง่ายกว่ารูม่านตาขนาดเล็ก
ระยะสบายตา หรือ eye relief สามารถทดลองได้ด้วยตนเอง โดยให้แสงผ่านหน้ากล้อง ทะลุผ่านเลนส์ตาแล้วหาฉากมารับ ระยะจากเลนส์ตาถึงฉากเรียกว่า ระยะสบายตา
คุณมีปัญหาเรื่องสายตาหรือเปล่า
สำหรับผู้ที่ต้องใส่แว่นก่อนจะเลือกซื้อกล้องสองตาจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่า eye relief หรือระยะสบายตา หรือระยะที่จะบอกว่าคุณต้องจรดลูกตาของคุณห่างจากเลนส์ตาใกล้แค่ไหน จึงจะสามารถมองภาพได้เต็มจอระยะสบายตานี้สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องสวมใส่แว่นตาเป็นอันมาก แม้ว่าคนใส่แว่นตาและใช้กล้องสองตาได้เหมือนเช่นคนสายตาปกติ โดยการปรับระยะชัดใหม่ที่ตัวกล้องได้ก็ตาม แต่จะก่อความรำคาญมากเพราะต้องใส่ถอดแว่นบ่อย ๆในกรณีที่ไม่ต้องการถอดแว่นโดยใช้กล้องสองตาเห็นได้เต็มจอ ต้องเลือกระยะสบายตาที่มีค่าอย่างน้อยที่สุด 14 มม. หรือ 15 มม. วัดจากขอบเลนส์ใกล้ตาออกมา
กล้องสองตาบางรุ่นมีค่าระยะสบายตาถึง 18 มม. หรือ 23 มม. สามารถดูห่าง ๆ ตาได้สบาย ๆ ขณะที่บางรุ่นมีระยะสบายตาแค่ 8 มม. หรือ 9 มม. ซึ่งจะต้องเอาตาจ่อติดเลนส์จึงจะเห็นเต็มจอทั้งปวดตาและขนตาจะไปขีดข่วนเลนส์ได้ง่ายอีกด้วย
ต้องการจอกว้างแค่ไหน
บนกล้องสองตาทุกตัวจะต้องมีตัวเลขบอกความกว้างของจอภาพ( field of view) เอาไว้ด้วยตัวเลข เช่น 367 ฟุต ต่อ 1,000 หลา หรือ 120 เมตร ต่อ 1,000 เมตร ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงกล้องสองตาดังกล่าว สามารถมองทิวทัศน์ระยะห่าง 1,000 หลา หรือ 1,00 เมตร ได้กว่างถึง 367 ฟุต และ 120 เมตร ตามลำดับในการสังเกตการณ์ระยะไกลความกว้างของจอมักนิยมใช้มุมองศาเป็นตัวกำหนดแทนระยะฟุตหรือเมตร เช่น ขนาดของดวงจันทร์ ห่างจากโลกประมาณ 380,000 กิโลเมตร จันทร์เต็มดวงมีมุมกว้าง ? องศาหมายความว่าถ้ากล้องสองตามีมุมกว้าง 7 องศา ก็คือ สามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวง 14 ดวงเรียงต่อกันได้ในจอเดียวกัน กล้องสองตาส่วนใหญ่จะมีมุมกว้างเท่ากับ 7 องศา ยกเว้นรุ่นที่มีกำลังขยายสูง ๆ จะมีมุมกว้างเพียง 3 องศาถึง 5 องศา แต่ก็ยังมีกล้องสองตาที่มีมุมกว้างมาก ๆ โดยมีมุมกว้างถึง 8 องศา และ 10 องศา
การเปลี่ยนค่าระยะทางฟุตต่อ 1,000 หลา มาเป็นองศาทำได้ไม่ยาก โดยการนำค่าระยะทางเป็นฟุตหารด้วย 52.5 และการเปลี่ยนเมตร ต่อ 1,000 เมตร เป็นองศาก็โดยการหารด้วย 17 เช่น กล้องสองตาที่มีความกว้างของจอ 367 ฟุตต่อ 1,000 หลา จะมีมุมกว้างเท่ากับ 367/52.5 หรือ 7 องศากล้องสองตาที่มีความกว้างของจอ 120 เมตร ต่อ 1,000 เมตร จะมีมุมกว้างเท่ากับ 120/17 หรือ 7 องศา
กล้องสองตามี แบ่งงตามลักษณะการจัดวางตัวของปริซึม คือ แบบรูฟ ปริซึม และแบบพอร์โรปริซึม
ต้องเลือกปริซึมแบบไหนดี
แท่งแก้วทรงปริซึมแทรกตัวอยู่ระหว่างเลนส์หน้ากล้องกับเลนส์ตาเป็นตัวหักเหแสงกลับภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งนับว่าเจ้าแท่งปริซึมนี้เป็นกลไกลที่สำคัญตัวหนึ่งของกล้องสองตา
ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทการเรียงตัวของปริซึมในกล้องสองตา สามารถแบ่งกล้องสองตาออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ แบบพอร์ โร ปริซึม ( porro prism )และ แบบรูฟ ปริซึม (roof prism )
ข้อแตกต่างของกล้องสองตาทั้งสองแบบสังเกตง่าย ๆ คือ กล้องสองตาแบบพอร์โร ปริซึม ตัวกล้องจะมีการซิกแซกตรงกลางลำกล้องหรือ มีการหยักเป็นตัว N ขณะที่กล้องสองตาแบบ รูฟ ปริซึม ลำกล้องจะตรงเหมือนกระบอกข้าวหลามสองท่อนมาประกบกัน
โดยทั่วไปกล้องสองตาแบบ พอร์ ปริซึม จะมีราคาต่ำกว่ารูฟ ปริซึม เพราะการประกอบปริซึมแบบรูฟต้องอาศัยความเที่ยงสูงกว่าอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า ทั้งขนาดและรูปร่างของรูฟ ปริซึมก็กะทัดรัดกว่าด้วย
สำหรับเนื้อแก้วที่นำมาทำปริซึมมีอยู่ 2 ประเภทคือ แก้วแบเรียมคราวน์ ( เรียกย่อว่า Bak 4 ) เป็นแก้วคุณภาพสูงอีกประเภทคือ แก้งบอโรชิ ลิเกต ( Bk7) เป็นแก้วกรดต่ำกว่า แต่ในทางปฏิบัติความสว่างของภาพไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
กล้องสองตายี่ห้อ Tasco Futura ตัวกล้องมียางหุ้ม ช่วยให้การจับยึดมั่นคงขึ้น
เลนส์ดีต้องมีเคลือบ
กล้องสองตาส่วนใหญ่เลนส์จะต้องเคลือบสารแมกนีเซียม ฟลูออไรด์อย่างน้อย ๆ 1 ชั้น เพื่อลดการสะท้อนกลับภายในเนื้อแก้วและให้แสงผ่านเข้ากล้องได้สูงสุดในรุ่นราคาต่ำอาจเคลือบสารเฉพาะผิวหน้าของเลนส์วัตถุ แต่ในรุ่นราคาสูงการเคลือบเลนส์มักจะทำทุกชิ้นทั้งผิวนอกและผิวใน และในรุ่นดี ๆ การเคลือบจะเคลือบทั้งตัวเลนส์และปริซึม และเคลือบหลายชั้นที่เรียกว่า multilayer coating หรือ multicoat รุ่นดังกล่าวแสงที่เข้ากล้องจะสะท้อนแสงกลับเพียง 5 เปอร์เซ็นเท่านั้น
การสังเกตว่าเลนส์ของกล้องดูดาวผ่านการเคลือบสารมาหรือไม่ ให้ดูจากสีของเลนส์ เลนส์ที่ถูกเคลือบจะมีสีออกสีฟ้าอมม่วง และเลนส์ที่ถูกเคลือบหลายชั้นจะมีสีเข้มจัดกว่า
กล้องสองตาหลากหลายขนาดของ Pentax
กล้อง Steiner จากเยอรมัน เคลือบสารป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต โดยใช้แหวนสีส้มเป็นสัญลักษณ์
Minolta ออกแบบกล้องสองตาที่กันน้ำได้ ตัวเรือนสีเหลืองสดแตกจากรุ่นทั่ว ๆ ไป
กล้องสองตายี่ห้อ Vixen จากประเทศญี่ปุ่นมีหลายรุ่นให้เลือก
โฟกัสเดี่ยวหรือโฟกัสแยกดีกว่ากัน
กล้องสองตาส่วนใหญ่มีระบบโฟกัสเดี่ยว คือหมุนเลื่อนทีเดียวปรับโฟกัสได้ทั่งกล้องซ้ายขวาซึ่งใช้งานได้สะดวก ส่วนกล้องสองตาที่ทำแบบโฟกัสแยกทีละข้างมักเป็นรุ่นที่ป้องกันความชื้นได้ดีกว่า แม้ว่าจะไม่สะดวกแต่สำหรับงานบางประเภทที่ไม่ต้องโฟกัสบ่อยมากนัก เช่น การดูดาวโดยมากก็ตั้งระยะโฟกัสอนันต์อยู่แล้วสำหรับกล้องสองตาที่มีกำลังสูง ๆ ควรมีช่องเสียบต่อกับขาตั้งสามขาเอาไว้ด้วยหรือไม่ก็สามารถใส่แถบหรือตัวล็อกกับสามขาได้ด้วย
ส่วนกล้องที่ต้องใช้กับงานภาคสนามที่ต้องผจญกับน้ำก็ควรพิจารณารุ่นที่กันน้ำได้ด้วย
คุณลักษณะพิเศษที่มองข้ามไปได้
ในเอกสารแนะนำกล้องสองตาแต่ละตัว ยังมีการแสดงค่าต่าง ๆ อีกมากมายอาทิเช่น ค่า twilight factor หรือค่า relative brightness index ( RBI ) ซึ่งเป็นค่าเปรียบเทียบคุณลักษณะของกล้องในขณะที่ใช้ในภาวะแสงต่ำ แต่ในทางปฏิบัติค่านี้ไม่เป็นผลต่อการใช้งานเลยจุดสำคัญของการเลือกซื้อกล้องสองตา ควรพิจารณาเรื่องของความกว้างของหน้ากล้องกำลังขยาย ขนาดม่านตา ตรวจดูเลนส์ว่าเคลือบหรือไม่ เลนส์ยิ่งเคลือบดีเพียงไรภาพก็ยิ่งคมชัดเท่านั้น เหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการเลือกซื้อกล้องสองตาที่ควรรู้กล้องสองตาที่มีแหวนพับได้รอบตา สามารถใช้ได้ทั้งกรณีที่สวมแว่น หรือถอดแว่นเมื่อต้องการสวมแว่นให้กดวงแหวนพับลง
ฟิลด์สโคป
