ภารกิจของยานเจเนซิส

9 สิงหาคม 2544
ปรับปรุงครั้งล่าสุด 27 ธันวาคม 2559
โดย: วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@yahoo.com)

จรวดเดลตา ของบริษัทโบอิ้ง ได้นำยานเจเนซิสขึ้นจากฐานส่งยานเมื่อวันที่ สิงหาคม เวลา 23:13:40 น. ตามเวลาในประเทศไทย ขณะที่จรวดทะยานขึ้นจากฐานส่งยานหมายเลข 17A ที่สถานีฐานทัพอากาศแหลมแคนาเวอรัลในฟลอริดา กล้องวีดีทัศน์ที่ติดอยู่ด้านข้างของจรวดได้ส่งภาพความเคลื่อนไหวต่างๆ กลับมายังสถานีภาคพื้นดิน กล้องถ่ายภาพที่เรียกว่า "rocketcam" นี้สร้างโดย CrossLink Inc. ในโคโลราโด ใช้ในภารกิจของจรวดเดลตา แอตลาส ไททัน และยานขนส่งอวกาศ หลังจากจรวดออกจากฐานแล้ว 64 นาที ขณะที่จรวดโคจรอยู่เหนือออสเตรเลีย ยานเจเนซิสได้ถูกปล่อยออกสู่อวกาศเพื่อเดินทางออกไปหาคำตอบเกี่ยวกับสสารที่ก่อกำเนิดระบบสุริยะ รายงานล่าสุดระบุว่ายานอยู่ในสภาพปกติดี หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการณ์ ยานเจเนซิสจะกลับมายังโลกในเดือนกันยายน 2547 พร้อมกับอนุภาคราว 10-20 ไมโครกรัมที่เก็บได้จากลมสุริยะ การส่งยานด้วยจรวดเดลตาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 287 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และเป็นครั้งที่ 271 ที่ประสบความสำเร็จ แปลและเรียบเรียงจาก: SpaceflightNow.com 


ยานเจเนซิสเป็นยานอวกาศมูลค่า 259 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะถูกส่งออกสู่อวกาศด้วยจรวดเดลตา จากแหลมแคนาเวอรัล ฟลอริดา ในวันที่ สิงหาคม 2544 ภารกิจของเจเนซิสคือการเก็บอนุภาคในลมสุริยะ ที่จะช่วยให้เราทราบถึงองค์ประกอบภายในลมสุริยะที่แม่นยำขึ้น และทำให้เราสามารถเข้าใจการก่อกำเนิดของระบบสุริยะได้ดียิ่งขึ้น

เส้นทางการเคลื่อนที่ของยานเจเนซิสในภารกิจเก็บตัวอย่างอนุภาคในลมสุริยะ NASA/JPL 

ยานเจเนซิสจะเดินทางไปยังตำแหน่งที่อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ที่ระยะห่างประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตรจากโลก เป็นตำแหน่งที่มีเสถียรภาพภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกและดวงอาทิตย์ เรียกว่าจุด L1 ณ ตำแหน่งนี้ ยานจะอยู่นอกบรรยากาศโลกและห่างไกลจากสนามแม่เหล็กโลกมากพอที่จะสามารถเก็บอนุภาคในลมสุริยะได้ หลังจากออกเดินทางจากโลก ยานจะเดินทางไปเคลื่อนรอบจุด L1 เป็นจำนวน รอบ ระหว่างนี้อุปกรณ์บนยานจะเปิดแผงรับอนุภาค นักวิทยาศาสตร์เรียกการโคจรรอบจุดๆ หนึ่งในอวกาศนี้ว่าวงโคจรฮาโล (halo orbit) หลังจากนั้นยานจะเคลื่อนมายังตำแหน่ง L2 ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม วนรอบตำแหน่งนี้เพื่อปรับตำแหน่งก่อนจะนำอนุภาคเหล่านั้นกลับสู่โลก

หากเป็นไปตามกำหนดการ ยานจะออกเดินทางในเดือนสิงหาคม 2544 แล้วเคลื่อนไปใกล้ตำแหน่ง L1 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2544 แล้วทำการเก็บอนุภาคในลมสุริยะไปจนถึงเดือนเมษายน 2547 แค็ปซูลเก็บตัวอย่างนี้จะถูกนำกลับมายังโลกในเดือนกันยายน 2547 ด้วยการถูกสลัดเข้าสู่บรรยากาศโลกเหนือท้องฟ้ารัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา โดยมีเฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการฝึกฝนไปรับแค็ปซูลกลางอากาศขณะที่แค็ปซูลหล่นลงสู่โลก การที่ต้องทำเช่นนี้เนื่องจากเป็นการป้องกันการกระทบกระเทือนหากปล่อยให้ตกกระแทกลงสู่พื้นดิน

ภาพกราฟิกของยานเจเนซิส NASA/JPL 

หนึ่งในแผงเก็บตัวอย่างอนุภาคบนยานเจเนซิส NASA/JPL 

การทดสอบรับแค็ปซูลเก็บตัวอย่างด้วยเฮลิคอปเตอร์ NASA/JPL  

เจเนซิสจะเป็นยานอวกาศลำแรกที่นำตัวอย่างจากอวกาศกลับมายังโลกนับจากอะพอลโล 17 ในปี พ.ศ. 2515 นาซาหวังว่าแผงเก็บอนุภาคที่เป็นสารกึ่งตัวนำผลิตจากโลหะบริสุทธิ์ของซิลิกอน เพชร แซฟไฟร์ ทอง อะลูมิเนียม และเจอร์เมเนียมบนยาน จะสามารถเก็บอะตอมในลมสุริยะที่จะฝังตัวลงในแผงดังกล่าวได้ องค์ประกอบในลมสุริยะนี้เป็นสารแบบเดียวกับเนบิวลารอบดวงอาทิตย์ที่ก่อกำเนิดดาวเคราะห์และเทหวัตถุทั้งหมดในระบบสุริยะ หลังจากกลับสู่โลกในปี 2547 เช่นเดียวกับหินดวงจันทร์ อนุภาคเหล่านี้จะถูกเก็บและวิเคราะห์ที่ศูนย์อวกาศจอห์นสันในฮูสตัน อุปกรณ์อื่นๆ บนยานจะบันทึกอัตราเร็ว ความหนาแน่น อุณหภูมิ และองค์ประกอบในลมสุริยะ

เจเนซิสเป็นยานอวกาศที่ควบคุมโดย JPL ในพาซาดีนา แคลิฟอร์เนีย และเป็นยานอวกาศลำหนึ่งในโครงการดิสคัฟเวอรี ซึ่งเป็นโครงการสร้างยานอวกาศต้นทุนต่ำ นอกเหนือจากเจเนซิส ยานสตาร์ดัสต์ซึ่งส่งออกไปเมื่อปี 2542 ก็จะเก็บตัวอย่างจากฝุ่นของดาวหางกลับมายังโลกในเดือนมกราคม 2549