สมาคมดาราศาสตร์ไทย

อธิบายศัพท์พื้นฐานของนักดูดาว (ฉบับรวบรัด)

รวมศัพท์ดาราศาสตร์ต่าง ๆ ที่มักพบในคู่มือดูดาว
เวลาอ่านบทความเกี่ยวกับปรากฏการณ์ท้องฟ้า เช่นในคู่มือดูดาว หรือในเพจ "ปรากฏการณ์ท้องฟ้า" ในเว็บไซต์สมาคมดาราศาสตร์ไทย จะพบกับศัพท์แสงต่าง ๆ มากมาย

Solar cycle
sunspot
Elongation
Zodiacal constellation
รว่มทิศ
Conjunction
มุมห่างจากดวงอาทิตย์
Equinox (ตตตำแหน่ง. วัน.)
opposition
bayer



การสังเกตการณ์ท้องฟ้า เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ การบอกตำแหน่งบนท้องฟ้า สิ่งแรกที่ควรทราบเมื่อจะเรียนรู้เกี่ยวกับการบอกตำแหน่งบนท้องฟ้าคือ แม้อวกาศจะเป็นปริภูมิ 3 มิติ แต่การบอกตำแหน่งบนฟ้า จะมองว่าท้องฟ้าไม่มีมิติด้านความลึก โดยสมมุติว่าดวงดาวและวัตถุต่าง ๆ อยู่ห่างจากโลกเท่ากันหมด ท้องฟ้าเหมือนเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มโลกอยู่ ลองนึกถึงโลกของเราที่มีลูกโป่งขนาดใหญ่ครอบอยู่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดวงดาวทั้งหลายแปะอยู่บนลูกโป่งใบนี้ ลูกโป่งที่ว่านี้เรียกว่า ทรงกลมท้องฟ้า (celestial sphere)

การบอกขนาดปรากฏของวัตถุ รวมถึงระยะห่างระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ บนทรงกลมท้องฟ้า จะบอกด้วยระยะเชิงมุม (angular distance) ไม่ใช่ระยะที่แท้จริง ขนาดปรากฏ (apparent size) หน่วยของระยะห่างจึงเป็นหน่วยของมุม ได้แก่ องศา ลิปดา พิลิปดา เช่นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏ 31 ลิปดา ระยะห่างของสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า ก็บอกเป็นระยะเชิงมุมเช่นกัน เช่น คืนนี้ดาวศุกร์ปรากฏอยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดี 1.3 องศา ดาวเหนืออยู่สูงจากขอบฟ้า 14 องศา

การระบุตำแหน่งบนท้องฟ้า

ซึ่งหนีไม่พ้นการระบุโดยการใช้ระบบพิกัด ระบบพิกัดท้องฟ้ามีสองแบบ แบบแรกคือระบบพิกัดขอบฟ้า (…) ที่แสดงตำแหน่งด้วยมุมสองมุม คือ มุมทิศ (azimuth) และ มุมเงย (altitude) มุมทิศ หรือบางที่เรียก มุมราบ วัดจากทิศเหนือไปทางตะวันออก กวาดไปจนครบรอบ มีค่า 0-360 องศา ส่วนมุมเงยวัดจากระดับขอบฟ้าขึ้นไปตามแนวดิ่งจนถึง จุดเหนือศีรษะหรือ จุดจอมฟ้า (zenith) คือจุดบนทรงกลมฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตพอดี ซึ่งก็คือจุดที่มีมุมเงย 90 องศา

[รูประบบพิกัดขอบฟ้า]

การใช้ระบบพิกัดขอบฟ้าเป็นเรื่องง่าย เพราะมุมเงยและมุมทิศเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่ระบบนี้มีข้อจำกัด เป็นระบบที่ยึดกับผู้สังเกตไม่ผูกติดกับท้องฟ้า เช่น ณ เวลาเดียวกัน ผู้สังเกตที่อยู่ต่างสถานที่บอกพิกัดของดาวดวงเดียวกันก็จะได้ค่าต่างกัน ยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ดาวย่อมเคลื่อนตำแหน่งไปตามการหมุนของโลก พิกัดตำแหน่งก็จะเปลี่ยนไปด้วย

มีระบบพิกัดอีกระบบหนึ่งที่ไม่อิงตำแหน่งของผู้สังเกต แต่อิงกับทรงกลมฟ้า เรียกว่า ระบบพิกัดศูนย์สูตร (equatorial coordinates) ระบบพิกัดแบบนี้คล้ายกับระบบพิกัดภูมิศาสตร์ที่ระบุด้วยละติจูดกับลองจิจูด พิกัดภูมิศาสตร์มีเส้นศูนย์สูตรเป็นเส้นอ้างอิงที่แบ่งโลกเป็นซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ ระบบพิกัดศูนย์สูตรก็มี เส้นศูนย์สูตรฟ้า (celestial equator) เป็นเส้นอ้างอิงเหมือนกัน เส้นศูนย์สูตรฟ้าอยู่ในระนาบเดียวกับเส้นศูนย์สูตรบนโลก แบ่งท้องฟ้าออกเป็นซีกฟ้าเหนือกับซีกฟ้าใต้ เส้นศูนย์สูตรฟ้าเป็นเส้นอ้างอิงของพิกัด เดคลิเนชัน (declination) ซึ่งเทียบได้กับพิกัดละติจูด มุมที่วัดจากเส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางเหนือมีค่าเป็นบวก มีค่าสูงสุดที่ + 90 องศา ซึ่งเป็นตำแหน่งของ ขั้วฟ้าเหนือ (north celestial pole) มุมที่วัดจากเส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางใต้มีค่าเป็นลบ มีค่ำต่ำสุดที่ -90 องศา ซึ่งเป็นตำแหน่งของ ขั้วฟ้าใต้ (south celestial pole)

[รูประบบพิกัดศูนย์สูตร แสดงแค่เดคลิเนชัน]

อีกพิกัดหนึ่งคือพิกัด ไรต์แอสเซนชัน (right ascension) ซึ่งตั้งฉากกับพิกัดเดคลิเนชัน เทียบได้กับลองจิจูดของระบบพิกัดภูมิศาสตร์ เส้นเริ่มต้นของพิกัดไรต์แอสเซนชันคือแนวเส้นที่ลากจากจุดขั้วฟ้าเหนือไปยังขั้วฟ้าใต้โดยตัดผ่านจุดวสันตวิษุวัต ถ้ายังไม่รู้จักจุดวสันตวิษุวัตไม่เป็นไร ให้เข้าใจแค่ว่าเป็นจุด ๆ หนึ่งบนทรงกลมฟ้าไปก่อนก็ได้ ตำแหน่งที่อยู่บนเส้นนี้จึงมีค่าไรต์แอสเซนชันเป็น 0 ค่าพิกัดของไรต์แอสเซนชันจะเพิ่มขึ้นนับจากเส้นนี้แล้วกวาดไปทางตะวันออก แม้ไรต์แอสเซนชันจะมีค่าเป็นมุม แต่กลับบอกค่าเป็นชั่วโมง นาที วินาที เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการหมุนของโลก มุม 1 ชั่วโมงในแนวไรต์แอสเซนชันมีค่าเท่ากับ 15 องศา เมื่อกวาดจนครบรอบจึงมีค่า 24 ชั่วโมงพอดี

[รูประบบพิกัดศูนย์สูตร แสดงแค่ไรต์แอสเซนชัน]

การระบุตำแหน่งบนท้องฟ้าในระบบพิกัดศูนย์สูตร จะบอกเป็นค่าไรต์แอสเซนชันกับเดคลิเนชัน เช่น ดาวซิริอัส มีตำแหน่งอยู่ที่ ไรต์แอสเซนชัน 16 ชั่วโมง 45 นาที 8.91728 วินาที เดคลิเนชัน -16 องศา 42 ลิปดา 58.071 พิลิปดา เขียนในรูปแบบสัญลักษณ์ได้ว่า 16h 45m 08.91728-16° 42′ 58.0171″

[รูประบบพิกัดศูนย์สูตร แสดงทั้ง RA และ Dec]

เมื่อเราสังเกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทุกวัน แล้วบันทึกตำแหน่งลงบนแผนที่ฟ้าหรือทรงกลมฟ้า จะพบว่าดวงอาทิตย์เปลี่ยนตำแหน่งไปทุกวัน ความจริงดวงอาทิตย์ไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่ง แต่โลกเราต่างหากที่เปลี่ยน ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ตำแหน่งปรากฏของดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ฉากหลังจึงเปลี่ยนไป เมื่อลากเส้นที่แสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในหนึ่งปี ก็จะครบรอบ ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ก็กลับมาที่เดิมพอดี เส้นที่แสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในแผนที่ฟ้านี้เรียกว่า เส้นสุริยวิถี (ecliptic)

เนื่องจากแกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา เส้นสุริยวิถีจึงเบี่ยงจากแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้าเป็นุม 23.5 องศาด้วย ดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะล้วนเคลื่อนที่ในระนาบใกล้เคียงกับระนาบวงโคจรของโลก ตำแหน่งปรากฏของดาวเคราะห์จึงอยู่ในแนวใกล้เคียงกับเส้นสุริยวิถี เป็นแถบที่มีความกว้างประมาณ 16 องศา เรียกว่า แถบจักรราศี (zodiacal band) เราจะไม่มีโอกาสมองเห็นดาวเคราะห์อยู่นอกแถบจักรราศีเลย

[รูปเส้นสุริยวิถี] [รูปแถบจักรราศี]

เมื่อดาวบังกัน

เมื่อดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันหรือใกล้เคียง ก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า อุปราคา (eclipse) หากเป็นการเรียงกันโดยโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เงาของโลกจึงทอดไปที่ดวงจันทร์ ทำให้ดวงจันทร์ดูคล้ำลง เรียกว่า จันทรุปราคา (lunar eclipse) จันทรุปราคาเงามัว (penumbra eclipse) เกิดขึ้นเมื่อโลกบังแสงอาทิตย์เพียงบางส่วน หากโลกบังแสงอาทิตย์ที่ที่จะตกดวงจันทร์ได้ทั้งหมด ก็จะเรียกว่า จันทรุปราคาเต็มดวง (total lunar eclipse) จันทรุปราคาบางส่วน (partial lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อเงามืดของโลกบังดวงจันทร์เพียงบางส่วน

อีกกรณีหนึ่ง เมื่อดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ พื้นที่ใดบนโลกที่เห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ ก็จะเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคา (solar eclipse) หากดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดดวง เรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง (total solar eclipse) หากดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ก็จะเห็นเพียง สุริยุปราคาบางส่วน (partial solar eclipse)

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี ช่วงที่อยู่ใกล้ขนาดปรากฏของดวงจันทร์ก็จะใหญ่กว่าปกติ ช่วงที่อยู่ไกลขนาดปรากฏของดวงจันทร์ก็จะเล็กกว่าปกติ ช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก จะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์ หากดวงจันทร์มาผ่านกึ่งกลางดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงบังดวงอาทิตย์ได้ไม่หมดดวง ยังเห็นขอบดวงอาทิตย์รอบดวงจันทร์สีดำดูเหมือนแหวนเรืองแสง เรียกว่า สุริยุปราคาวงแหวน (annular solar eclipse)

พึงสังเกตว่า คำว่าอุปราคาใช้เรียกปรากฏการณ์การบังที่เกี่ยวกับวัตถุที่มีขนาดปรากฏไม่ต่างกันมาก เช่น ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ รวมถึงเรียกฤกษ์ในระบบดาวคู่ที่บังกันด้วย

บางครั้ง ดวงจันทร์ก็เคลื่อนที่บังดาวฤกษ์ดวงอื่นหรือดาวเคราะห์ ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เรียกว่าอุปราคา แต่เรียกว่า การบังดาว (occultation)

แต่ถ้าวัตถุที่มาอยู่ระหว่างกลางมีขนาดปรากฏเล็กกว่าวัตถุที่ถูกบังมาก ๆ เช่น ดาวพุธกับดาวศุกร์ มีวงโคจรเล็กกว่าวงโคจรของโลก จึงมีโอกาสที่มาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดวงจันทร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่เรียกว่าอุปราคา แต่เรียกว่า การผ่านหน้า (transit) มีเพียงดาวพุธกับดาวศุกร์เท่านั้นที่มีโอกาสผ่านหน้าดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก บางครั้งการผ่านหน้าก็ใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ดวงอื่น เคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวเคราะห์ได้เหมือนกัน เช่น ดวงจันทร์ไอโอผ่านหน้าดาวพฤหัสบดี รวมถึงใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ดาวเคราะห์บริวารของดาวฤกษ์ดวงอื่นเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ด้วย

ในแต่ละปี มีวันสำคัญที่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์อยู่หลายวัน ที่ควรรู้จักไว้เช่น วันวิษุวัต (equinox) หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์ข้ามผ่านเส้นศูนย์สูตรฟ้าหรือผ่านตำแหน่งวิษุวัต เป็นวันที่เวลาระหว่างกลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่สุด เกิดขึ้นปีละสองครั้ง วันที่ดวงอาทิตย์ข้ามจากซีกฟ้าใต้ไปซีกฟ้าเหนือ เรียกว่าวัน วสันตวิษุวัต (autumnal equinox) เกิดขึ้นราววันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี ส่วนวันที่ดวงอาทิตย์ข้ามจากซีกฟ้าเหนือไปซีกฟ้าใต้ เรียกว่าวัน ศารทวิษุวัต (vernal equinox) (อ่านว่า สา-ระ-ทะ-วิ-สุ-วัด) ส่วนวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ค่อนไปทางเหนือมากที่สุด เรียกว่าวัน ครีษมายัน (summer solstice) (อ่านว่า ครีด-สะ-มา-ยัน) เกิดขึ้นราววันที่ .... มิถุนายนของทุกปี วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ค่อนไปทางใต้มากที่สุด เรียกว่าวัน เหมายัน (winter solstice) (อ่านว่า เห-มา-ยัน) เกิดขึ้นราววันที่ ... ธันวาคมของทุกปี

การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้ระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปทุกวัน วันที่โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด เรียกว่า พสุสงกรานต์ใต้ (perihelion) ตรงกับประมาณวันที่ 3 มกราคม ส่วนวันที่โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ที่สุด เรียกว่า พสุสงกรานต์เหนือ (aphelion) ตรงกับประมาณวันที่ 4 กรกฎาคม
คำสองคำนี้หากไปเปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภา จะพบว่าเขียนไว้สลับจากที่กล่าวถึงข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ทางราชบัณฑิตยสภาก็ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดจริง และจะแก้ไขให้ถูกต้องในการพิมพ์ฉบับต่อไป


Equinox (ตตตำแหน่ง. วัน.)
opposition
bayer

ดิถีจันทร์

จันทร์ดับ (new moon) คือดวงจันทร์ขณะที่อยู่ที่ตำแหน่งลองจิจูดฟ้าเท่ากับดวงอาทิตย์ เป็นช่วงที่มีส่วนสว่างน้อยที่สุดในรอบเดือน หรืออาจจะไม่มีส่วนสว่างเลย จันทร์เพ็ญ (full moon) คือดวงจันทร์ที่สว่างเต็มดวง หรือส่วนสว่างมากที่สุดในรอบเดือน เกิดขึ้นขณะที่อยู่ที่ตำแหน่งลองจิจูดฟ้าตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ จะเห็นว่าคำว่าจันทร์เพ็ญและจันทร์ดับในทางดาราศาสตร์ จะอ้างอิงถึงดิถีของดวงจันทร์เป็นสำคัญ ไม่ได้อิงถึงระบบปฏิทินจันทรคติแต่อย่างใด ดังนั้นเราอาจพบว่าวันที่จันทร์ดับดังที่แสดงในคู่มือดูดาวนี้ อาจไม่ตรงกับแรม 15 ค่ำหรือแรม 14 ค่ำในปฏิทิน และวันที่จันทร์เพ็ญก็อาจไม่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำในปฏิทินเสมอไป ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดวันของปฏิทินจันทรคติใช้กฎเกณฑ์บางอย่างที่อาจทำให้ดิถีกับวันมีความคลาดเคลื่อนได้บ้าง

ความสว่าง

โชติมาตร, อันดับความสว่าง (magnitude) คือมาตรวัดความส่องสว่างของวัตถุท้องฟ้า ระบุด้วยตัวเลข ไม่มีหน่วย ตัวเลขยิ่งต่ำ ความสว่างยิ่งมาก ค่าโชติมาตรที่ต่างกัน 1 อันดับมีความสว่างต่างกันประมาณ 2.5 เท่า
ความส่องสว่างของวัตถุที่รู้จักกันดี เช่น ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืนคือดาวซิริอัส มีโชติมาตร -1.44 ดาวเหนือมีโชติมาตร … ดาวศุกร์ช่วงที่สว่างที่สุดมีโชติมาตร -4.6 ดาวที่ริบหรี่ที่สุดเท่าที่มนุษย์ปกติจะมองเห็นได้คือ โชติมาตร 6 ดวงจันทร์วันเพ็ญมีโชติมาตร -12.7 ดวงอาทิตย์มีโชติมาตร -26.7

[seealso]brightness-of-star[/seealso]

เมื่อหินหล่นใส่โลก

ดาวตก (meteor) คือแสงสว่างวาบบนท้องฟ้าที่เกิดขึ้นคล้ายดาวพุ่งผ่านไป บางดวงช้า บางดวงเร็ว เกิดจากวัตถุจำพวกหินขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอวกาศที่เรียกว่า สะเก็ดดาว (meteoroid) พุ่งฝ่าบรรยากาศโลกเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงดันที่เกิดขึ้นจากการปะทะอากาศทำให้เกิดความร้อนและส่องสว่างขึ้น
สะเก็ดดาวที่พุ่งเข้าสู่โลกส่วนใหญ่จะมอดไหม้ไปหมดก่อนตกถึงพื้น แต่หากสะเก็ดดาวมีขนาดใหญ่ ก็จะมีชิ้นส่วนเหลือตกถึงพื้น ก้อนวัตถุที่ตกมานั้นเรียกว่า อุกกาบาต (meteorite)

[seealso]spacerock[/seealso]

ในภาวะปกติ เราอาจมองเห็นดาวตกได้ราว 10 ดวงต่อชั่วโมง แต่บางคืนอาจเกิดดาวตกเป็นจำนวนมาก จนอาจมากถึงหลายสิบดวงหรือหลายร้อยดวงต่อชั่วโมง ซ้ำดาวตกที่เกิดขึ้นดูเหมือนมีทิศทางมาจากจุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้า ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ฝนดาวตก (meteor shower) และตำแหน่งที่ดูเหมือนเป็นจุดต้นกำเนิดของดาวตกเรียกว่า จุดกระจายฝนดาวตก (radiant) ฝนดาวตกแต่ละชุดมีชื่อเรียกตามตำแหน่งของจุดกระจายฝนดาวตกนั้น เช่น ฝนดาวตกที่มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวนายพราน ก็เรียกว่าฝนดาวตกนายพราน

ฝนดาวตกที่มีจำนวนดาวตกมาก ๆ มักเป็นที่น่าสนใจเสมอเพราะดูสวยงามตระการตา ฝนดาวตกแต่ละชุดมีอัตราตกต่างกันไป อัตราการเกิดดาวตกของฝนดาวตกวัดกันด้วยตัวเลขที่เรียกว่า อัตราตกสูงสุดเทียบจุดจอมฟ้า (Zenithal Hourly Rate – ZHR) ซึ่งมีนิยามว่า เป็นอัตราตกต่อชั่วโมงในอุดมคติของฝนดาวตกโดยสมมุติว่าจุดกระจายฝนดาวตกอยู่ที่จุดจอมฟ้า และท้องฟ้ามืดสนิทจนสามารถมองเห็นดาวที่มีโชติมาตร 6.5 ได้ การที่เงื่อนไขของการกำหนดอัตราตกสูงสุดต่างจากสภาพท้องฟ้าจริง เช่นจุดกระจายไม่ได้อยู่ที่จุดจอมฟ้า หรือท้องฟ้ามีแสงรบกวน ทำให้จำนวนดาวตกที่เห็นจริงมักน้อยกว่าอัตราตกสูงสุดค่อนข้างมาก คู่มือดูดาวของสมาคมดาราศาสตร์ไทย มีตารางแสดงข้อมูลฝนดาวตกประจำปีไว้ให้ด้วย ตัวเลขในช่อง “อัตราตกสูงสุดในประเทศไทย” ไม่ใช่อัตราตกสูงสุด เพราะมีการปรับค่าโดยคำนึงถึงเงื่อนไขด้านเวลา แสงรบกวนจากดวงจันทร์ และตำแหน่งของประเทศไทยไว้ด้วย ตัวเลขในตารางนี้จึงใกล้เคียงกับความเป็นจริงของฟ้าเมืองไทยมากกว่าตัวเลขอัตราตกสูงสุดเทียบจุดจอมฟ้า

[seealso]is-perseids-worth-watching[/seealso]

ดาวเคราะห์แบ่งชั้น

ระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์แปดดวง เรียงตามวงโคจรจากในสุดไปนอกสุดคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และ ดาวเนปจูน

ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรเล็กกว่าวงโคจรของโลก เรียกว่าดาวเคราะห์ใน (inferior planet) ได้แก่ ดาวพุธ และดาวศุกร์
ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรใหญ่กว่าวงโคจรของโลก เรียกว่าดาวเคราะห์นอก (superier planet) ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน