สุริยุปราคาวงแหวน 26 ธันวาคม 2562
ถ่ายทอดสด สุริยุปราคาวงแหวน จาก อูตี้ ประเทศอินเดีย โดยทีมงานสมาคมดาราศาสตร์ไทย
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 เกิดสุริยุปราคาวงแหวน ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกจนมีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ บังดวงอาทิตย์ไม่มิด มีลักษณะปรากฏคล้ายวงแหวน เราเห็นสุริยุปราคาชนิดนี้ได้เมื่ออยู่ในแนวเส้นทางแคบ ๆ ตามศูนย์กลางเงาดวงจันทร์ที่ลากผ่านผิวโลก สุริยุปราคาครั้งนี้แนวคราสวงแหวนเริ่มต้นในตะวันออกกลาง ผ่านซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน จากนั้นลงสู่ทะเลอาหรับ
แนวคราสวงแหวนเคลื่อนผ่านอินเดียและศรีลังกา หลังจากผ่านมหาสมุทรอินเดียจะไปขึ้นฝั่งที่อินโดนีเซีย ผ่านมาเลเซีย สิงคโปร์ ทางใต้สุดของเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์ สิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยผ่านเกาะกวม จุดกลางคราสของสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้อยู่ในทะเลใกล้อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ที่นั่นเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 3 นาที 40 วินาที (สิงคโปร์อยู่ในแนวที่ขอบเขตด้านทิศเหนือของแนวคราสวงแหวนลากผ่าน จะเห็นสุริยุปราคาวงแหวนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ทางตอนใต้ของเกาะ หากอยู่ทางตอนเหนือจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน) สำหรับที่จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวคราสเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 3 นาที
สุริยุปราคาครั้งนี้เงามัวของดวงจันทร์สัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 09:30 - 15:06 น. ตามเวลาประเทศไทย ศูนย์กลางเงาที่ทำให้เกิดคราสวงแหวนสัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 10:36 - 13:59 น. บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วน ได้แก่ ตะวันออกกลาง ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา ส่วนใหญ่ของเอเชียและมหาสมุทรอินเดีย บางส่วนทางเหนือและตะวันตกของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
ประเทศไทยสามารถสังเกตสุริยุปราคาในวันนี้ได้โดยเห็นเป็นแบบบางส่วน คือ ดวงอาทิตย์แหว่งเนื่องจากถูกดวงจันทร์บังไปบางส่วน โดยต้องใช้แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ เส้นทางคราสวงแหวนอยู่ห่างไปทางทิศใต้ของประเทศไทย ภาคใต้จึงเห็นดวงอาทิตย์แหว่งลึกมากกว่าภาคอื่น กรุงเทพฯ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนระหว่างเวลา 10:18 – 13:58 น. ดวงอาทิตย์แหว่งลึกที่สุดในเวลา 12:05 น. โดยดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ไปเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 วัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือคิดเป็นพื้นที่ 57% ของวงกลมดวงอาทิตย์
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเมื่อสังเกตที่กรุงเทพฯ และอำเภอเมืองของทุกจังหวัด
หมายเหตุ :
- มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า จุดจอมฟ้าหรือจุดเหนือศีรษะมีมุมเงย = 90°
- มุมทิศ คือ มุมที่วัดจากทิศเหนือ กวาดไปทางขวามือ ทิศเหนือ = 0° ทิศตะวันออก = 90° ทิศใต้ = 180° และทิศตะวันตก = 270°
- ขนาด คือ ขนาดความลึกของสุริยุปราคา แสดงสัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์โดยวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
- พื้นที่ คือ พื้นที่วงกลมของดวงอาทิตย์ในส่วนที่ถูกดวงจันทร์บัง
โดยทั่วไป ไม่ว่าในยามปรกติ ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน ห้ามดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้าสามารถทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ แต่บางครั้งเราอาจสังเกตดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลาสั้น ๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกลกว่าเมื่ออยู่สูงบนท้องฟ้า
สุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ประเทศไทยเกิดสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าจนมีความสว่างมากแล้ว จึงห้ามดูด้วยตาเปล่า และอย่าดูผ่านกล้องที่ไม่มีแผ่นกรองแสงปิดหน้ากล้อง วิธีการสังเกตที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสง ได้แก่ แว่นสุริยะ หน้ากากหรือแว่นตาที่ช่างเชื่อมโลหะใช้ (ต้องทึบมากพอ ดูแล้วสบายตา - ที่แนะนำคือเบอร์ 14 ขึ้นไป) ฟิล์มเอกซ์เรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และอย่าดูต่อเนื่องเป็นเวลานาน
วัสดุกรองแสงที่ไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน (เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำกันในอดีต แต่ในทางปฏิบัติ การรมควันอาจไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดรอยขีดข่วน หรือเสี่ยงต่อการแตก) แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ตต์ แผ่นซีดี ฟิล์มเอกซ์เรย์ส่วนที่มีภาพ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ อย่านำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะมีความสามารถในการกรองแสงย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านได้ ไม่ปลอดภัยต่อดวงตา รวมทั้งให้ภาพที่ไม่คมชัด
นอกจากการสังเกตทางตรง ยังมีวิธีสังเกตทางอ้อม คือการให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาไปตกที่ฉากรับภาพ หากไม่มีกล้องโทรทรรศน์ สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการของกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะเป็นรูขนาด 1 เซนติเมตร แล้วเอาไปประกบกับกระจกเงาด้วยเทปกาว จากนั้นนำกระจกที่ปิดให้เหลือช่องขนาดเล็กนี้ไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปที่ผนัง ดวงกลมที่ปรากฏบนผนังคือภาพดวงอาทิตย์ มีลักษณะแหว่งเว้าตามสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
ขนาดของภาพดวงอาทิตย์บนฉากแปรผันตามระยะห่างระหว่างกระจกกับฉากรับภาพ โดยที่ระยะ 1 เมตรจะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ดังนั้นที่ระยะห่าง 10 เมตร จะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาด 9 เซนติเมตร วิธีนี้ทำให้เราสามารถสังเกตสุริยุปราคาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่พึงระวังอย่าให้ใครที่เดินผ่านไปมามีโอกาสหันมามองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
สุริยุปราคาวงแหวนมีโอกาสเกิดได้มากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวง สถิติสุริยุปราคาในระยะเวลา 5,000 ปี นับตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000 มีสุริยุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 11,898 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาบางส่วน 35.3% สุริยุปราคาวงแหวน 33.2% สุริยุปราคาเต็มดวง 26.7% และแบบผสม (พื้นที่บางส่วนในแนวเส้นทางสุริยุปราคาเห็นเป็นแบบเต็มดวง ที่เหลือเห็นเป็นแบบวงแหวน) 4.8% ส่วนระยะเวลาที่เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดคือ 12.4 นาที
สุริยุปราคาวงแหวนอาจไม่น่าสนใจเท่าสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แผ่นกรองแสงช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าไม่มืดสลัวลงอย่างในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อย่างในช่วงที่เริ่มและสิ้นสุดการเป็นวงแหวน ขณะที่ขอบดวงจันทร์แตะขอบดวงอาทิตย์ หลายครั้งเราจะสังเกตได้ว่าพื้นผิวที่ไม่เรียบบนดวงจันทร์ก่อให้เกิดแนวสว่างของขอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ในสุริยุปราคาเต็มดวงรู้จักกันดีในชื่อลูกปัดเบลี โดยมองเห็นจุดสว่างหลายจุดตรงบริเวณแนวรอยต่อระหว่างขอบดวงจันทร์กับขอบดวงอาทิตย์เรียงต่อกันดูคล้ายลูกปัด
ประเทศไทยเห็นสุริยุปราคาวงแหวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยแนวคราสวงแหวนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในประเทศไทยนานประมาณ 3 นาทีครึ่ง ครั้งถัดไปจะเห็นได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2574 โดยบริเวณที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ผ่านตอนล่างสุดของตรัง ส่วนใหญ่ของสตูลและสงขลา ทางใต้ของปัตตานี ยะลา และเกือบทั้งหมดของนราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในยะลานานประมาณ 4 นาทีครึ่ง
แนวคราสวงแหวนผ่านประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 โดยแนวคราสเกือบจะซ้อนทับกับเมื่อปี 2574 แต่เห็นได้เป็นบริเวณกว้างกว่า เริ่มตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของสุราษฎร์ธานีลงไป และเกิดหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน ที่เส้นกลางแนวคราสบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 6 นาทีเศษ
หลังจากครั้งนี้ สุริยุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปเป็นสุริยุปราคาในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนอีกเช่นเดียวกัน ครั้งนั้นดวงจันทร์อยู่ห่างโลก ทำให้เกิดเป็นสุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ภายในแนวแคบ ๆ ลากผ่านทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย จีน และไต้หวัน
● สุริยุปราคา จันทรุปราคา และดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี 2562
● กิจกรรมการสังเกตสุริยุปราคาบางส่วน วันที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 เกิดสุริยุปราคาวงแหวน ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกจนมีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ บังดวงอาทิตย์ไม่มิด มีลักษณะปรากฏคล้ายวงแหวน เราเห็นสุริยุปราคาชนิดนี้ได้เมื่ออยู่ในแนวเส้นทางแคบ ๆ ตามศูนย์กลางเงาดวงจันทร์ที่ลากผ่านผิวโลก สุริยุปราคาครั้งนี้แนวคราสวงแหวนเริ่มต้นในตะวันออกกลาง ผ่านซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน จากนั้นลงสู่ทะเลอาหรับ
แนวคราสวงแหวนเคลื่อนผ่านอินเดียและศรีลังกา หลังจากผ่านมหาสมุทรอินเดียจะไปขึ้นฝั่งที่อินโดนีเซีย ผ่านมาเลเซีย สิงคโปร์ ทางใต้สุดของเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์ สิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยผ่านเกาะกวม จุดกลางคราสของสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้อยู่ในทะเลใกล้อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ที่นั่นเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 3 นาที 40 วินาที (สิงคโปร์อยู่ในแนวที่ขอบเขตด้านทิศเหนือของแนวคราสวงแหวนลากผ่าน จะเห็นสุริยุปราคาวงแหวนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ทางตอนใต้ของเกาะ หากอยู่ทางตอนเหนือจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน) สำหรับที่จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวคราสเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 3 นาที
สุริยุปราคาครั้งนี้เงามัวของดวงจันทร์สัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 09:30 - 15:06 น. ตามเวลาประเทศไทย ศูนย์กลางเงาที่ทำให้เกิดคราสวงแหวนสัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 10:36 - 13:59 น. บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วน ได้แก่ ตะวันออกกลาง ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา ส่วนใหญ่ของเอเชียและมหาสมุทรอินเดีย บางส่วนทางเหนือและตะวันตกของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
| เหตุการณ์ | เวลา | พิกัด |
|---|---|---|
| 1. เงามัวเริ่มสัมผัสผิวโลก | 09:29:51.0 | ละติจูด 17° 47.3′ N ลองจิจูด 60° 33.8′ E |
| 2. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนเริ่มสัมผัสผิวโลก | 10:36:03.8 | ละติจูด 25° 59.1′ N ลองจิจูด 48° 12.3′ E |
| 3. กึ่งกลางคราส (ขนาดอุปราคา = 0.97010) | 12:17:43.3 | ละติจูด 1° 00.5′ N ลองจิจูด 102° 14.9′ E |
| 4. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนออกจากผิวโลก | 13:59:25.5 | ละติจูด 18° 54.0′ N ลองจิจูด 156° 42.4′ E |
| 5. เงามัวออกจากผิวโลก | 15:05:43.5 | ละติจูด 10° 37.3′ N ลองจิจูด 143° 59.8′ E |
ประเทศไทยสามารถสังเกตสุริยุปราคาในวันนี้ได้โดยเห็นเป็นแบบบางส่วน คือ ดวงอาทิตย์แหว่งเนื่องจากถูกดวงจันทร์บังไปบางส่วน โดยต้องใช้แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ เส้นทางคราสวงแหวนอยู่ห่างไปทางทิศใต้ของประเทศไทย ภาคใต้จึงเห็นดวงอาทิตย์แหว่งลึกมากกว่าภาคอื่น กรุงเทพฯ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนระหว่างเวลา 10:18 – 13:58 น. ดวงอาทิตย์แหว่งลึกที่สุดในเวลา 12:05 น. โดยดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ไปเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 วัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือคิดเป็นพื้นที่ 57% ของวงกลมดวงอาทิตย์
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเมื่อสังเกตที่กรุงเทพฯ และอำเภอเมืองของทุกจังหวัด
| สถานที่ | เริ่ม | บังเต็มที่ | สิ้นสุด | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เวลา | มุมเงย | เวลา | มุมเงย | มุมทิศ | ขนาด | พื้นที่ | เวลา | มุมเงย | |
| กระบี่ | 10:12 | 45° | 12:02 | 58° | 170° | 0.811 | 75.2% | 14:00 | 51° |
| กรุงเทพมหานคร | 10:18 | 43° | 12:05 | 53° | 175° | 0.659 | 56.8% | 13:58 | 46° |
| กาญจนบุรี | 10:16 | 42° | 12:02 | 52° | 172° | 0.658 | 56.7% | 13:54 | 46° |
| กาฬสินธุ์ | 10:30 | 44° | 12:17 | 50° | 184° | 0.583 | 48.0% | 14:03 | 41° |
| กำแพงเพชร | 10:18 | 40° | 12:01 | 50° | 172° | 0.599 | 49.9% | 13:50 | 45° |
| ขอนแก่น | 10:28 | 43° | 12:14 | 50° | 182° | 0.585 | 48.2% | 14:01 | 42° |
| จันทบุรี | 10:23 | 45° | 12:12 | 54° | 180° | 0.680 | 59.3% | 14:05 | 45° |
| ฉะเชิงเทรา | 10:20 | 43° | 12:08 | 53° | 177° | 0.657 | 56.6% | 14:00 | 45° |
| ชลบุรี | 10:20 | 44° | 12:07 | 53° | 177° | 0.666 | 57.6% | 14:00 | 45° |
| ชัยนาท | 10:18 | 41° | 12:03 | 51° | 174° | 0.626 | 53.0% | 13:54 | 45° |
| ชัยภูมิ | 10:25 | 43° | 12:11 | 51° | 180° | 0.603 | 50.2% | 14:00 | 43° |
| ชุมพร | 10:13 | 43° | 12:02 | 56° | 171° | 0.747 | 67.4% | 13:58 | 49° |
| เชียงราย | 10:23 | 38° | 12:01 | 47° | 173° | 0.519 | 40.8% | 13:45 | 42° |
| เชียงใหม่ | 10:19 | 38° | 11:58 | 47° | 171° | 0.549 | 44.1% | 13:44 | 44° |
| ตรัง | 10:14 | 46° | 12:05 | 59° | 172° | 0.820 | 76.4% | 14:02 | 51° |
| ตราด | 10:24 | 46° | 12:14 | 54° | 181° | 0.687 | 60.2% | 14:06 | 45° |
| ตาก | 10:17 | 39° | 11:59 | 49° | 171° | 0.592 | 49.0% | 13:48 | 45° |
| นครนายก | 10:21 | 43° | 12:08 | 52° | 177° | 0.644 | 55.1% | 13:59 | 45° |
| นครปฐม | 10:17 | 42° | 12:04 | 53° | 174° | 0.659 | 56.9% | 13:56 | 46° |
| นครพนม | 10:36 | 44° | 12:21 | 49° | 187° | 0.557 | 45.1% | 14:05 | 39° |
| นครราชสีมา | 10:24 | 44° | 12:11 | 52° | 180° | 0.622 | 52.5% | 14:01 | 43° |
| นครศรีธรรมราช | 10:15 | 46° | 12:06 | 58° | 174° | 0.795 | 73.3% | 14:03 | 50° |
| นครสวรรค์ | 10:19 | 41° | 12:03 | 51° | 174° | 0.614 | 51.6% | 13:53 | 45° |
| นนทบุรี | 10:18 | 43° | 12:05 | 53° | 175° | 0.657 | 56.6% | 13:58 | 46° |
| นราธิวาส | 10:20 | 49° | 12:14 | 60° | 180° | 0.839 | 78.7% | 14:10 | 49° |
| น่าน | 10:24 | 40° | 12:05 | 48° | 176° | 0.539 | 43.0% | 13:50 | 42° |
| บึงกาฬ | 10:33 | 43° | 12:16 | 48° | 184° | 0.538 | 42.9% | 14:00 | 40° |
| บุรีรัมย์ | 10:28 | 45° | 12:16 | 52° | 183° | 0.618 | 52.0% | 14:04 | 42° |
| ปทุมธานี | 10:19 | 43° | 12:05 | 53° | 175° | 0.652 | 56.0% | 13:57 | 45° |
| ประจวบคีรีขันธ์ | 10:15 | 43° | 12:03 | 55° | 173° | 0.710 | 62.9% | 13:58 | 48° |
| ปราจีนบุรี | 10:21 | 43° | 12:09 | 53° | 178° | 0.647 | 55.5% | 14:00 | 45° |
| ปัตตานี | 10:18 | 48° | 12:11 | 60° | 178° | 0.830 | 77.6% | 14:08 | 49° |
| พระนครศรีอยุธยา | 10:19 | 42° | 12:05 | 52° | 175° | 0.644 | 55.1% | 13:57 | 45° |
| พะเยา | 10:22 | 39° | 12:01 | 47° | 173° | 0.535 | 42.5% | 13:46 | 43° |
| พังงา | 10:11 | 44° | 12:00 | 58° | 169° | 0.803 | 74.3% | 13:58 | 51° |
| พัทลุง | 10:15 | 47° | 12:06 | 59° | 174° | 0.816 | 75.8% | 14:04 | 50° |
| พิจิตร | 10:20 | 41° | 12:04 | 50° | 175° | 0.595 | 49.4% | 13:53 | 44° |
| พิษณุโลก | 10:20 | 40° | 12:03 | 50° | 174° | 0.587 | 48.4% | 13:52 | 44° |
| เพชรบุรี | 10:16 | 43° | 12:03 | 53° | 173° | 0.678 | 59.0% | 13:57 | 47° |
| เพชรบูรณ์ | 10:23 | 42° | 12:07 | 50° | 177° | 0.592 | 49.0% | 13:56 | 43° |
| แพร่ | 10:21 | 40° | 12:02 | 48° | 174° | 0.557 | 45.0% | 13:49 | 43° |
| ภูเก็ต | 10:10 | 44° | 12:00 | 58° | 168° | 0.819 | 76.2% | 13:58 | 52° |
| มหาสารคาม | 10:29 | 44° | 12:16 | 50° | 183° | 0.589 | 48.7% | 14:03 | 41° |
| มุกดาหาร | 10:35 | 45° | 12:21 | 50° | 187° | 0.578 | 47.4% | 14:07 | 40° |
| แม่ฮ่องสอน | 10:16 | 37° | 11:54 | 47° | 168° | 0.545 | 43.6% | 13:40 | 44° |
| ยโสธร | 10:32 | 45° | 12:19 | 51° | 186° | 0.596 | 49.5% | 14:06 | 41° |
| ยะลา | 10:18 | 49° | 12:12 | 60° | 178° | 0.838 | 78.6% | 14:09 | 49° |
| ร้อยเอ็ด | 10:30 | 44° | 12:17 | 51° | 184° | 0.591 | 48.9% | 14:04 | 41° |
| ระนอง | 10:11 | 43° | 12:00 | 56° | 169° | 0.764 | 69.5% | 13:57 | 50° |
| ระยอง | 10:20 | 44° | 12:09 | 54° | 178° | 0.682 | 59.5% | 14:02 | 46° |
| ราชบุรี | 10:16 | 42° | 12:03 | 53° | 173° | 0.668 | 57.9% | 13:56 | 47° |
| ลพบุรี | 10:20 | 42° | 12:05 | 52° | 175° | 0.633 | 53.8% | 13:57 | 45° |
| ลำปาง | 10:20 | 39° | 12:00 | 48° | 172° | 0.557 | 45.0% | 13:47 | 44° |
| ลำพูน | 10:19 | 38° | 11:58 | 48° | 171° | 0.553 | 44.6% | 13:45 | 44° |
| เลย | 10:26 | 42° | 12:09 | 49° | 178° | 0.565 | 45.9% | 13:56 | 42° |
| ศรีสะเกษ | 10:32 | 46° | 12:20 | 51° | 186° | 0.612 | 51.3% | 14:08 | 41° |
| สกลนคร | 10:33 | 44° | 12:19 | 49° | 185° | 0.564 | 45.8% | 14:04 | 40° |
| สงขลา | 10:16 | 47° | 12:09 | 59° | 176° | 0.824 | 76.9% | 14:06 | 50° |
| สตูล | 10:15 | 47° | 12:07 | 60° | 174° | 0.842 | 79.1% | 14:05 | 51° |
| สมุทรปราการ | 10:19 | 43° | 12:06 | 53° | 175° | 0.662 | 57.2% | 13:58 | 46° |
| สมุทรสงคราม | 10:17 | 42° | 12:04 | 53° | 174° | 0.670 | 58.1% | 13:57 | 46° |
| สมุทรสาคร | 10:18 | 43° | 12:05 | 53° | 174° | 0.665 | 57.6% | 13:57 | 46° |
| สระแก้ว | 10:23 | 44° | 12:12 | 53° | 180° | 0.650 | 55.8% | 14:03 | 44° |
| สระบุรี | 10:20 | 43° | 12:07 | 52° | 176° | 0.638 | 54.3% | 13:58 | 45° |
| สิงห์บุรี | 10:19 | 42° | 12:05 | 52° | 175° | 0.632 | 53.6% | 13:56 | 45° |
| สุโขทัย | 10:19 | 40° | 12:02 | 49° | 173° | 0.585 | 48.2% | 13:50 | 44° |
| สุพรรณบุรี | 10:18 | 42° | 12:04 | 52° | 174° | 0.643 | 55.0% | 13:55 | 46° |
| สุราษฎร์ธานี | 10:13 | 45° | 12:03 | 57° | 171° | 0.781 | 71.5% | 14:00 | 50° |
| สุรินทร์ | 10:29 | 45° | 12:17 | 52° | 184° | 0.620 | 52.2% | 14:06 | 42° |
| หนองคาย | 10:29 | 42° | 12:13 | 49° | 181° | 0.552 | 44.4% | 13:58 | 41° |
| หนองบัวลำภู | 10:28 | 42° | 12:12 | 50° | 180° | 0.569 | 46.4% | 13:58 | 42° |
| อ่างทอง | 10:19 | 42° | 12:05 | 52° | 175° | 0.639 | 54.5% | 13:56 | 45° |
| อำนาจเจริญ | 10:34 | 45° | 12:21 | 51° | 187° | 0.594 | 49.2% | 14:08 | 40° |
| อุดรธานี | 10:29 | 43° | 12:13 | 49° | 181° | 0.562 | 45.6% | 13:59 | 41° |
| อุตรดิตถ์ | 10:21 | 40° | 12:02 | 49° | 174° | 0.569 | 46.4% | 13:50 | 44° |
| อุทัยธานี | 10:18 | 41° | 12:03 | 51° | 174° | 0.622 | 52.5% | 13:54 | 45° |
| อุบลราชธานี | 10:34 | 46° | 12:23 | 51° | 188° | 0.608 | 50.9% | 14:09 | 40° |
หมายเหตุ :
- มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า จุดจอมฟ้าหรือจุดเหนือศีรษะมีมุมเงย = 90°
- มุมทิศ คือ มุมที่วัดจากทิศเหนือ กวาดไปทางขวามือ ทิศเหนือ = 0° ทิศตะวันออก = 90° ทิศใต้ = 180° และทิศตะวันตก = 270°
- ขนาด คือ ขนาดความลึกของสุริยุปราคา แสดงสัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์โดยวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
- พื้นที่ คือ พื้นที่วงกลมของดวงอาทิตย์ในส่วนที่ถูกดวงจันทร์บัง
การสังเกตสุริยุปราคา
โดยทั่วไป ไม่ว่าในยามปรกติ ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน ห้ามดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้าสามารถทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ แต่บางครั้งเราอาจสังเกตดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลาสั้น ๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกลกว่าเมื่ออยู่สูงบนท้องฟ้า
สุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ประเทศไทยเกิดสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าจนมีความสว่างมากแล้ว จึงห้ามดูด้วยตาเปล่า และอย่าดูผ่านกล้องที่ไม่มีแผ่นกรองแสงปิดหน้ากล้อง วิธีการสังเกตที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสง ได้แก่ แว่นสุริยะ หน้ากากหรือแว่นตาที่ช่างเชื่อมโลหะใช้ (ต้องทึบมากพอ ดูแล้วสบายตา - ที่แนะนำคือเบอร์ 14 ขึ้นไป) ฟิล์มเอกซ์เรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และอย่าดูต่อเนื่องเป็นเวลานาน
วัสดุกรองแสงที่ไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน (เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำกันในอดีต แต่ในทางปฏิบัติ การรมควันอาจไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดรอยขีดข่วน หรือเสี่ยงต่อการแตก) แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ตต์ แผ่นซีดี ฟิล์มเอกซ์เรย์ส่วนที่มีภาพ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ อย่านำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะมีความสามารถในการกรองแสงย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านได้ ไม่ปลอดภัยต่อดวงตา รวมทั้งให้ภาพที่ไม่คมชัด
นอกจากการสังเกตทางตรง ยังมีวิธีสังเกตทางอ้อม คือการให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาไปตกที่ฉากรับภาพ หากไม่มีกล้องโทรทรรศน์ สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการของกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะเป็นรูขนาด 1 เซนติเมตร แล้วเอาไปประกบกับกระจกเงาด้วยเทปกาว จากนั้นนำกระจกที่ปิดให้เหลือช่องขนาดเล็กนี้ไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปที่ผนัง ดวงกลมที่ปรากฏบนผนังคือภาพดวงอาทิตย์ มีลักษณะแหว่งเว้าตามสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
ขนาดของภาพดวงอาทิตย์บนฉากแปรผันตามระยะห่างระหว่างกระจกกับฉากรับภาพ โดยที่ระยะ 1 เมตรจะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ดังนั้นที่ระยะห่าง 10 เมตร จะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาด 9 เซนติเมตร วิธีนี้ทำให้เราสามารถสังเกตสุริยุปราคาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่พึงระวังอย่าให้ใครที่เดินผ่านไปมามีโอกาสหันมามองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
สถิติการเกิดสุริยุปราคาวงแหวน
สุริยุปราคาวงแหวนมีโอกาสเกิดได้มากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวง สถิติสุริยุปราคาในระยะเวลา 5,000 ปี นับตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000 มีสุริยุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 11,898 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาบางส่วน 35.3% สุริยุปราคาวงแหวน 33.2% สุริยุปราคาเต็มดวง 26.7% และแบบผสม (พื้นที่บางส่วนในแนวเส้นทางสุริยุปราคาเห็นเป็นแบบเต็มดวง ที่เหลือเห็นเป็นแบบวงแหวน) 4.8% ส่วนระยะเวลาที่เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดคือ 12.4 นาที
สุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 (จาก Brocken Inaglory)
สุริยุปราคาวงแหวนอาจไม่น่าสนใจเท่าสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แผ่นกรองแสงช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าไม่มืดสลัวลงอย่างในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อย่างในช่วงที่เริ่มและสิ้นสุดการเป็นวงแหวน ขณะที่ขอบดวงจันทร์แตะขอบดวงอาทิตย์ หลายครั้งเราจะสังเกตได้ว่าพื้นผิวที่ไม่เรียบบนดวงจันทร์ก่อให้เกิดแนวสว่างของขอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ในสุริยุปราคาเต็มดวงรู้จักกันดีในชื่อลูกปัดเบลี โดยมองเห็นจุดสว่างหลายจุดตรงบริเวณแนวรอยต่อระหว่างขอบดวงจันทร์กับขอบดวงอาทิตย์เรียงต่อกันดูคล้ายลูกปัด
สุริยุปราคาวงแหวนในประเทศไทย
ประเทศไทยเห็นสุริยุปราคาวงแหวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยแนวคราสวงแหวนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในประเทศไทยนานประมาณ 3 นาทีครึ่ง ครั้งถัดไปจะเห็นได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2574 โดยบริเวณที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ผ่านตอนล่างสุดของตรัง ส่วนใหญ่ของสตูลและสงขลา ทางใต้ของปัตตานี ยะลา และเกือบทั้งหมดของนราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในยะลานานประมาณ 4 นาทีครึ่ง
แนวคราสวงแหวนผ่านประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 โดยแนวคราสเกือบจะซ้อนทับกับเมื่อปี 2574 แต่เห็นได้เป็นบริเวณกว้างกว่า เริ่มตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของสุราษฎร์ธานีลงไป และเกิดหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน ที่เส้นกลางแนวคราสบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 6 นาทีเศษ
สุริยุปราคาครั้งถัดไป
หลังจากครั้งนี้ สุริยุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปเป็นสุริยุปราคาในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนอีกเช่นเดียวกัน ครั้งนั้นดวงจันทร์อยู่ห่างโลก ทำให้เกิดเป็นสุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ภายในแนวแคบ ๆ ลากผ่านทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย จีน และไต้หวัน
ดูเพิ่ม
● สุริยุปราคา จันทรุปราคา และดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี 2562
● กิจกรรมการสังเกตสุริยุปราคาบางส่วน วันที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)








