แอนนี จัมป์ แคนนอน ผู้คิดค้นวิธีจำแนกดาวด้วยสเปกตรัม
คนที่เคยเรียนดาราศาสตร์ จะจำได้ว่าในบทแรก ๆ ต้องมีเรื่องของการจำแนกประเภทของดาวตามสเปกตรัมหรืออุณหภูมิ โดยมีมีชื่อเรียกเป็นตัวอักษรแทนแต่ละชั้นสเปกตรัม ไล่ตั้งแต่สีฟ้า (ร้อนที่สุด) ไปยังสีแดง (เย็นที่สุด) ดังนี้ O, B, A, F, G, K, M และมีประโยคช่วยจำที่สุดเท่ว่า "Oh! Be A Fine Girl, Kiss Me."
วิธีการจำแนกดาวตามสเปกตรัมแบบนี้เรียกว่าการจำแนกฮาร์เวิร์ด มีใช้กันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และยังคงใช้กันอยู่ถึงปัจจุบัน
หลายคนอาจไม่ทราบว่า ผู้ที่คิดค้นวิธีจำแนกนี้เป็นผู้หญิง เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน นามว่า แอนนี จัมป์ แคนนอน (Annie Jump Cannon)
แอนนี จัมป์ แคนนอน เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1863 ในโดเวอร์ เดอลาแวร์ เป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้องสามสาว พ่อของแอนนีคือ วิลสัน แคนนอน เป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดอลาแวร์และนักต่อเรือ แม่ของแอนนีคือ แมรี เอลิซาเบธ จัมป์ แมรีเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาแก่แอนนีตั้งแต่ยังเล็ก ในวัยเด็ก แอนนีมักดูดาวกับแม่จากห้องใต้หลังคาบ้านที่มีการดัดแปลงเป็นหอดูดาวประจำบ้าน นอกจากนี้แมรียังสนับสนุนให้แอนนีเลือกเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
แอนนีศึกษาที่วิลมิงตันคอนเฟอเรนซ์อาคาเดมี (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเวสลีย์) เธอมีผลการเรียนดีเยี่ยมในวิชาคณิตศาสตร์ ใน ค.ศ. 1880 เธอเข้าศึกษาต่อในสาขาดาราศาสตร์และฟิสิกส์ที่วิทยาลัยเวลเลสลีย์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยสำหรับสตรีที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา และจบการศึกษาในปี 1884 ด้วยผลการเรียนสูงสุด
แอนนีเข้าทำงานที่เวลเลสลีย์ในตำแหน่งครูฟิสิกส์ ทำให้เธอได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อไปด้วยในสาขาฟิสิกส์ สเปกโทรสโกปี และดาราศาสตร์
ความสนใจในดาราศาสตร์ของแอนนีไม่อาจหยุดเธอไว้ที่เวลเลสลีย์ได้นานนัก ความต้องการเข้าถึงกล้องโทรทรรศน์ที่มีคุณภาพสูงทำให้แอนนีต้องย้ายไปทำงานที่วิทยาลัยแรดคลิฟฟ์ โดยทำงานเป็นครูและผู้ช่วยของ เอ็ดเวิร์ด ชารลส์ พิกเคอริง นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น
งานใหญ่ของพิกเกอริงในขณะนั้นคือการเรียบเรียงบัญชีดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า บัญชีเฮนรีเดรเปอร์ ซึ่งเป็นการรวบรวมเรียบเรียงดาวฤกษ์ทั้งหมดบนท้องฟ้าที่เก็บดาวที่จางที่สุดถึงอันดับความสว่าง 9 งานนี้เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้แรงงานและมันสมองของนักดาราศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแอนนีเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้
ความท้าทายหนึ่งของนักดาราศาสตร์ในการทำบัญชีดาวนี้ก็คือ จะจำแนกประเภทของดาวฤกษ์ได้อย่างไร มีผู้เสนอแนวทางการจำแนกมาหลายแบบ แอนนีเสนอวิธีของตัวเองขึ้นมาโดยใช้สเปกตรัมเป็นเกณฑ์ โดยแบ่งสเปกตรัมออกเป็นชั้นต่าง ๆ แต่ละช่วงแทนด้วยอักษร เรียกว่าชั้นสเปกตรัม เรียงตามลำดับตั้งแต่ชั้นที่ร้อนที่สุดไปยังชั้นที่เย็นที่สุดคือ O, B, A, F, G, K, M แนวทางของแอนนีได้รับการยอมรับและยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
ใน ค.ศ. 1907 เธอสำเร็จปริญญาโทจากวิทยาลัยเวลเลสลีย์ ต่อมาในปี 1911 เธอได้เป็นภัณฑารักษ์ของคลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ของฮาร์เวิร์ด และถัดมาอีกสามปี เธอก็ได้รับเกียรติเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมดาราศาสตร์หลวงแห่งสหราชอาณาจักร
แม้จะมีผลงานอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ แต่แอนนีที่ดูเหมือนจะเกิดเร็วเกินไปอยู่ในยุคที่คำว่าสิทธิสตรีหรือความเท่าเทียมทางเพศยังสะกดกันไม่เป็น เธอมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าผู้หญิงควรเป็นแม่บ้านมากกว่ามาเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งค่าแรงที่ได้รับก็ไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณงานและโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชาย นักดาราศาสตร์หญิงเพื่อนร่วมงานคนอื่นของแอนนีก็เผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน
แอนนีมีปัญหาสุขภาพเรื่องการได้ยิน ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย สันนิษฐานว่าเป็นผลจากไข้อีดำอีแดง ปัญหานี้ส่งผลให้เธอมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม เธอไม่เคยแต่งงาน ไม่มีลูก และไม่เคยมีใครเห็นว่าเธอมีสัมพันธ์พิเศษกับใคร
แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่แอนนีก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป เส้นทางอาชีพของแอนนีรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 1921 มหาวิทยาลัยโกรนิงเงินจากเนเธอร์แลนด์ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์แก่เธอ นับเป็นสตรีคนแรก ๆ ที่ได้รับเกียรตินี้จากมหาวิทยาลัยในยุโรป อีกสี่ปีต่อมา มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดก็มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์แก่เธออีก นับเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาระดับนี้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
นอกจากผลงานด้านดาราศาสตร์ที่โดดเด่นแล้ว แอนนียังมีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมในขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวนี้รับชัยชนะในปี 1920 เมื่อรัฐบาลยอมแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งได้
ตลอดชีวิตการทำงานของแอนนี เธอจำแนกสเปกตรัมของดาวฤกษ์ได้มากถึงราว 350,000 ดวง บางช่วงเธอทำงานได้รวดเร็วถึงสามดวงต่อนาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังค้นพบดาวแปรแสง 300 ดวง โนวาห้าดวง และดาวคู่สเปกตรัมหนึ่งดวง ในปี 1922 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลประกาศใช้วิธีจำแนกดาวของแอนนีเป็นวิธีมาตรฐาน มีการดัดแปลงเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
งานของแอนนียังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์หญิงคนอื่นนำไปต่อยอด เช่น เซซิลเลีย เพย์น ซึ่งเป็นเพื่อนรวมงานของแอนนี ใช้ข้อมูลดาวฤกษ์จากผลงานของแอนนีไปศึกษาต่อจนได้ค้นพบว่าดาวฤกษ์ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก
แอนนีทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดจนกระทั่งเกษียณในวัย 76 แม้จะเกษียณอายุไปแล้วก็ยังคงอุทิศตนให้วงการดาราศาสตร์จนกระทั่งวาระสุดท้าย
แอนนี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ.1941
สมาคมดาราศาสตร์อเมริกันได้ก่อตั้งรางวัลประจำปีรางวัลหนึ่งเพื่อมอบให้แก่นักดาราศาสตร์หญิงอเมริกันที่มีบทบาทโดดเด่นในทางดาราศาสตร์ โดยเริ่มมีการประกาศรางวัลมาตั้งแต่ ค.ศ. 1934 จนถึงปัจจุบัน ชื่อของรางวัลนี้คือ รางวัลแอนนีจัมป์แคนนอน เพื่อเป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์หญิงผู้อุทิศทั้งชีวิตให้แก่วงการดาราศาสตร์ท่ามกลางโลกส่วนตัวอันเงียบสงัด
ที่มา :
https://www.thoughtco.com/biography-of-annie-jump-cannon-4589408
https://en.wikipedia.org/wiki/Annie_Jump_Cannon
https://www.skyatnightmagazine.com/advice/a-guide-to-stellar-spectral-classifications
วิธีการจำแนกดาวตามสเปกตรัมแบบนี้เรียกว่าการจำแนกฮาร์เวิร์ด มีใช้กันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และยังคงใช้กันอยู่ถึงปัจจุบัน
หลายคนอาจไม่ทราบว่า ผู้ที่คิดค้นวิธีจำแนกนี้เป็นผู้หญิง เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน นามว่า แอนนี จัมป์ แคนนอน (Annie Jump Cannon)
แอนนี จัมป์ แคนนอน เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1863 ในโดเวอร์ เดอลาแวร์ เป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้องสามสาว พ่อของแอนนีคือ วิลสัน แคนนอน เป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดอลาแวร์และนักต่อเรือ แม่ของแอนนีคือ แมรี เอลิซาเบธ จัมป์ แมรีเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาแก่แอนนีตั้งแต่ยังเล็ก ในวัยเด็ก แอนนีมักดูดาวกับแม่จากห้องใต้หลังคาบ้านที่มีการดัดแปลงเป็นหอดูดาวประจำบ้าน นอกจากนี้แมรียังสนับสนุนให้แอนนีเลือกเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
แอนนีศึกษาที่วิลมิงตันคอนเฟอเรนซ์อาคาเดมี (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเวสลีย์) เธอมีผลการเรียนดีเยี่ยมในวิชาคณิตศาสตร์ ใน ค.ศ. 1880 เธอเข้าศึกษาต่อในสาขาดาราศาสตร์และฟิสิกส์ที่วิทยาลัยเวลเลสลีย์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยสำหรับสตรีที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา และจบการศึกษาในปี 1884 ด้วยผลการเรียนสูงสุด
แอนนีเข้าทำงานที่เวลเลสลีย์ในตำแหน่งครูฟิสิกส์ ทำให้เธอได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อไปด้วยในสาขาฟิสิกส์ สเปกโทรสโกปี และดาราศาสตร์
ความสนใจในดาราศาสตร์ของแอนนีไม่อาจหยุดเธอไว้ที่เวลเลสลีย์ได้นานนัก ความต้องการเข้าถึงกล้องโทรทรรศน์ที่มีคุณภาพสูงทำให้แอนนีต้องย้ายไปทำงานที่วิทยาลัยแรดคลิฟฟ์ โดยทำงานเป็นครูและผู้ช่วยของ เอ็ดเวิร์ด ชารลส์ พิกเคอริง นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น
งานใหญ่ของพิกเกอริงในขณะนั้นคือการเรียบเรียงบัญชีดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า บัญชีเฮนรีเดรเปอร์ ซึ่งเป็นการรวบรวมเรียบเรียงดาวฤกษ์ทั้งหมดบนท้องฟ้าที่เก็บดาวที่จางที่สุดถึงอันดับความสว่าง 9 งานนี้เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้แรงงานและมันสมองของนักดาราศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแอนนีเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้
ความท้าทายหนึ่งของนักดาราศาสตร์ในการทำบัญชีดาวนี้ก็คือ จะจำแนกประเภทของดาวฤกษ์ได้อย่างไร มีผู้เสนอแนวทางการจำแนกมาหลายแบบ แอนนีเสนอวิธีของตัวเองขึ้นมาโดยใช้สเปกตรัมเป็นเกณฑ์ โดยแบ่งสเปกตรัมออกเป็นชั้นต่าง ๆ แต่ละช่วงแทนด้วยอักษร เรียกว่าชั้นสเปกตรัม เรียงตามลำดับตั้งแต่ชั้นที่ร้อนที่สุดไปยังชั้นที่เย็นที่สุดคือ O, B, A, F, G, K, M แนวทางของแอนนีได้รับการยอมรับและยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
ผังแสดงการจำแนกประเภทของดาวแบบฮาร์เวิร์ด ซึ่งแยกตามชั้นสเปกตรัม เป็นผลงานการคิดค้นโดยแอนนี จัมป์ แคนนอน (จาก biorender.com)
ใน ค.ศ. 1907 เธอสำเร็จปริญญาโทจากวิทยาลัยเวลเลสลีย์ ต่อมาในปี 1911 เธอได้เป็นภัณฑารักษ์ของคลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ของฮาร์เวิร์ด และถัดมาอีกสามปี เธอก็ได้รับเกียรติเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมดาราศาสตร์หลวงแห่งสหราชอาณาจักร
แม้จะมีผลงานอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ แต่แอนนีที่ดูเหมือนจะเกิดเร็วเกินไปอยู่ในยุคที่คำว่าสิทธิสตรีหรือความเท่าเทียมทางเพศยังสะกดกันไม่เป็น เธอมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าผู้หญิงควรเป็นแม่บ้านมากกว่ามาเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งค่าแรงที่ได้รับก็ไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณงานและโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชาย นักดาราศาสตร์หญิงเพื่อนร่วมงานคนอื่นของแอนนีก็เผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน
แอนนีมีปัญหาสุขภาพเรื่องการได้ยิน ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย สันนิษฐานว่าเป็นผลจากไข้อีดำอีแดง ปัญหานี้ส่งผลให้เธอมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม เธอไม่เคยแต่งงาน ไม่มีลูก และไม่เคยมีใครเห็นว่าเธอมีสัมพันธ์พิเศษกับใคร
แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่แอนนีก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป เส้นทางอาชีพของแอนนีรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 1921 มหาวิทยาลัยโกรนิงเงินจากเนเธอร์แลนด์ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์แก่เธอ นับเป็นสตรีคนแรก ๆ ที่ได้รับเกียรตินี้จากมหาวิทยาลัยในยุโรป อีกสี่ปีต่อมา มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดก็มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์แก่เธออีก นับเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาระดับนี้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
นอกจากผลงานด้านดาราศาสตร์ที่โดดเด่นแล้ว แอนนียังมีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมในขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวนี้รับชัยชนะในปี 1920 เมื่อรัฐบาลยอมแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งได้
ตลอดชีวิตการทำงานของแอนนี เธอจำแนกสเปกตรัมของดาวฤกษ์ได้มากถึงราว 350,000 ดวง บางช่วงเธอทำงานได้รวดเร็วถึงสามดวงต่อนาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังค้นพบดาวแปรแสง 300 ดวง โนวาห้าดวง และดาวคู่สเปกตรัมหนึ่งดวง ในปี 1922 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลประกาศใช้วิธีจำแนกดาวของแอนนีเป็นวิธีมาตรฐาน มีการดัดแปลงเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
งานของแอนนียังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์หญิงคนอื่นนำไปต่อยอด เช่น เซซิลเลีย เพย์น ซึ่งเป็นเพื่อนรวมงานของแอนนี ใช้ข้อมูลดาวฤกษ์จากผลงานของแอนนีไปศึกษาต่อจนได้ค้นพบว่าดาวฤกษ์ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก
แอนนีทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดจนกระทั่งเกษียณในวัย 76 แม้จะเกษียณอายุไปแล้วก็ยังคงอุทิศตนให้วงการดาราศาสตร์จนกระทั่งวาระสุดท้าย
แอนนี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ.1941
สมาคมดาราศาสตร์อเมริกันได้ก่อตั้งรางวัลประจำปีรางวัลหนึ่งเพื่อมอบให้แก่นักดาราศาสตร์หญิงอเมริกันที่มีบทบาทโดดเด่นในทางดาราศาสตร์ โดยเริ่มมีการประกาศรางวัลมาตั้งแต่ ค.ศ. 1934 จนถึงปัจจุบัน ชื่อของรางวัลนี้คือ รางวัลแอนนีจัมป์แคนนอน เพื่อเป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์หญิงผู้อุทิศทั้งชีวิตให้แก่วงการดาราศาสตร์ท่ามกลางโลกส่วนตัวอันเงียบสงัด
ที่มา :
https://www.thoughtco.com/biography-of-annie-jump-cannon-4589408
https://en.wikipedia.org/wiki/Annie_Jump_Cannon
https://www.skyatnightmagazine.com/advice/a-guide-to-stellar-spectral-classifications




