คำว่า "พระจันทร์สีเลือด" มาจากไหน
คืนวันที่ 7 ต่อวันที่ 8 ของเดือนกันยายน 2568 นี้ จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง มองเห็นได้ในประเทศไทยทั้งประเทศ รวมถึงพื้นที่เกือบทั้งหมดของเอเชียและบางส่วนของแอฟริกา ซึ่งสมาคมดาราศาสตร์ไทยได้ให้รายละเอียดของปรากฏการณ์ไว้ที่เพจ สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในปี 2568 ไว้แล้ว
นอกจากเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทยแล้วสื่ออื่นก็ยังร่วมด้วยช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ปรากฏการณ์นี้ให้รับทราบกันอย่างแพร่หลาย แสดงว่าปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในแง่มุมที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ สื่อหลายสำนักมักจะพาดหัวด้วยคำว่า "พระจันทร์สีเลือด" ซึ่งดูเหมือนว่าจะเพิ่งมาใช้กันแพร่หลายในยุคโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ช่วงที่เกิดจันทรุปราคาดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงาโลก นั่นหมายความว่าไม่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง แต่ยังมีแสงบางส่วนที่แฉลบบรรยากาศโลกแล้วเลี้ยวเบนเข้าไปยังดวงจันทร์ได้ แสงอาทิตย์ที่ผ่านบรรยากาศโลกจะเกิดการกระเจิงในบรรยากาศ แสงที่ความยาวคลื่นสั้นกระเจิงได้ดีกว่าแสงที่มีความยาวคลื่นยาว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องฟ้าตอนกลางวันเป็นสีฟ้า และดวงอาทิตย์ยามเย็นเป็นสีส้ม แสงแดดส่วนสีแดงที่มีการกระเจิงน้อยจึงเล็ดลอดผ่านบรรยากาศและเลี้ยวไปทาบบนดวงจันทร์ได้ ทำให้ดวงจันทร์ในเงาโลกมีสีแดงเข้ม
แต่จันทรุปราคาบางครั้งก็ไม่ได้มีสีแดงตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2535 ได้เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ครั้งนั้นมองเห็นได้ในประเทศไทยด้วย คนที่ดูจันทรุปราคาในคืนนั้นจะสังเกตว่าดวงจันทร์ช่วงเต็มดวงมีสีเทาหม่น แทบไม่มีส่วนสีน้ำตาลแดงเลย สาเหตุเนื่องจากก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งปี ภูเขาไฟพีนาตูโบในประเทศฟิลิปินส์เกิดการปะทุครั้งใหญ่ พ่นเขม่าควันจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้สมบัติทางแสงของบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะหนึ่ง
อย่างไรก็ตามจันทรุปราคาส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสีแดงเข้ม หรือน้ำตาลแดง ทุกครั้งเมื่อเกิดจันทรุปราคาก็คาดเดาล่วงหน้าได้ว่าคงมีสีน้ำตาลแดง
กลับมาที่คำว่า"พระจันทร์สีเลือด" ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของบทความนี้ คำว่าพระจันทร์สีเลือดแปลมาจากสื่อฝรั่งอีกทีซึ่งเขามักเปรียบเทียบจันทรุปราคาว่าเป็น "blood Moon"
การแปลเป็นไทยว่าพระจันทร์สีเลือดก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่มันออกจะแปลกหูเอามาก ๆ เพราะปกติคนไทยเรามักไม่ค่อยเปรียบเทียบอะไรเป็นสีเลือดโดยเฉพาะวัตถุท้องฟ้า
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทัศนคติการมองดวงจันทร์ของชาวไทยและชาวตะวันตกที่ต่างกันคนไทยเรารวมถึงชาวเอเชียส่วนใหญ่ไม่เคยมองดวงจันทร์ในทางไม่ดี ไม่เคยกลัวดวงจันทร์ คนไทยเรามองดวงจันทร์ในด้านดีเสมอ เราเปรียบเทียบหญิงงามว่างามดั่งดวงจันทร์ มองว่าแสงจันทร์นวลผ่อง นภาพราวพร่างดั่งทอง เหม่อมองแสนสุขอุรา ยามเหงายามอกหักก็แหงนหน้ามองจันทร์ให้แสงจันทร์เป็นเพื่อน เด็ก ๆ มองดวงจันทร์ก็อยากจะขอแก้วขอแหวน ส่วนชาวตะวันตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ฝรั่งมองดวงจันทร์ไปในทางที่ไม่ดีเสียส่วนใหญ่ มองว่าแสงจันทร์เพ็ญทำให้คนเพี้ยนบ้าง แสงจันทร์เพ็ญทำให้แปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายบ้าง ก็คงจะไม่แปลกที่พอเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ดวงจันทร์เปลี่ยนสีก็โยงเข้ากับเรื่องน่ากลัวอย่างเลือดเสียเลย แต่คนไทยเราไม่คิดเช่นนั้น การเปรียบเทียบสิ่งสวยงามอย่างดวงจันทร์เข้ากับเลือดเป็นเรื่องน่าขัดใจไม่ใช่น้อย
คนไทยมองจันทรุปราคามานานไม่น้อยกว่าฝรั่งคนไทยก็มีคำอุปมาสีของจันทรุปราคาเหมือนกัน คนไทยเรียกสีน้ำตาลแดงของดวงจันทร์ว่า สีอิฐ หรือ สีหมากสุก
ในคืนที่มีฝุ่นในบรรยากาศมากดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีส้มแปลกตา ดวงจันทร์ในคืนนั้นก็เรียก "พระจันทร์สีหมากสุก" ได้เหมือนกัน แม้จะไม่มีจันทรุปราคา
เราคงไม่ถึงกับจะชี้หน้าว่าห้ามเรียกพระจันทร์สีเลือดมันผิด ต้องเรียกพระจันทร์สีอิฐ เรียกพระจันทร์สีหมากสุกจึงจะถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า เรามีคำไทยของเราอยู่แล้ว ใช้คำที่ดีอยู่แล้วไม่ดีกว่าหรือ แถมคำอุปมาของไทยสีตรงกว่าเยอะเลย
เหมือนตอนอ่านนิยายฝรั่งแปลไทยแล้วพบการใช้คำอุปมาตามต้นฉบับว่า "เหมือนงมเข็มในกองฟาง" นั่นแหละ มันไม่ได้ผิดอะไร แต่ใครอ่านก็อดสะดุดใจไม่ได้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะสะกิดถามว่า ทำไมไม่ใช้คำว่า "เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร" ล่ะ
นอกจากเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทยแล้ว
อย่างไรก็ตาม
ช่วงที่เกิดจันทรุปราคา
แต่จันทรุปราคาบางครั้งก็ไม่ได้มีสีแดง
อย่างไรก็ตาม
กลับมาที่คำว่า
การแปลเป็นไทยว่าพระจันทร์สีเลือดก็ไม่ได้ผิดอะไร
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทัศนคติการมองดวงจันทร์ของชาวไทยและชาวตะวันตกที่ต่างกัน
คนไทยมองจันทรุปราคามานานไม่น้อยกว่าฝรั่ง
หมากสุก (จาก เรื่องเล่าข่าวเกษตร)
ในคืนที่มีฝุ่นในบรรยากาศมาก
เราคงไม่ถึงกับจะชี้หน้าว่าห้ามเรียกพระจันทร์สีเลือด
เหมือนตอนอ่านนิยายฝรั่งแปลไทย


