สมาคมดาราศาสตร์ไทย
คำว่า "พระจันทร์สีเลือด" มาจากไหน

คำว่า "พระจันทร์สีเลือด" มาจากไหน

7 กันยายน 2568 โดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ปรับปรุงครั้งล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2569
จันทรุปราคา เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ชนิดหนึ่งที่ผู้คนคุ้นเคยกันดี เพราะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อย มีให้เห็นเกือบทุกปี การสังเกตจันทรุปราคาก็ทำได้ง่ายเพราะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออะไรก็ดูได้ แค่หาดวงจันทร์เป็นก็ได้เห็นจันทรุปราคาแล้ว

ทุกครั้งที่เกิดจันทรุปราคา โดยเฉพาะที่มองเห็นได้ในประเทศไทย สมาคมดาราศาสตร์ไทยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสังเกตการณ์ มีรายละเอียดทั้งวันที่ เวลา เส้นทางการกินของคราสไว้อย่างครบครัน โดยจะเผยแพร่ทั้งในเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทยและเฟซบุ๊กเพจสมาคมดาราศาสตร์ไทย

จันทรุปราคา

นอกจากเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทยแล้ว สื่ออื่นก็ยังร่วมด้วยช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ปรากฏการณ์นี้ให้รับทราบกันอย่างแพร่หลาย แสดงว่าปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในแง่มุมที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ สื่อหลายสำนักมักจะพาดหัวด้วยคำว่า "พระจันทร์สีเลือด" ซึ่งดูเหมือนว่าจะเพิ่งมาใช้กันแพร่หลายในยุคโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

ช่วงที่เกิดจันทรุปราคา ดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงาโลก นั่นหมายความว่าไม่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง แต่ยังมีแสงบางส่วนที่แฉลบบรรยากาศโลกแล้วหักเหเข้าไปยังดวงจันทร์ได้ แสงอาทิตย์ที่ผ่านบรรยากาศโลกจะเกิดการกระเจิงในบรรยากาศ แสงที่ความยาวคลื่นสั้นกระเจิงได้ดีกว่าแสงที่มีความยาวคลื่นยาว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องฟ้าตอนกลางวันเป็นสีฟ้า และดวงอาทิตย์ยามเย็นเป็นสีส้ม แสงแดดส่วนสีแดงที่มีการกระเจิงน้อยจึงเล็ดลอดผ่านบรรยากาศและหักเหไปทาบบนดวงจันทร์ได้ ทำให้ดวงจันทร์ในเงาโลกมีสีแดงเข้ม

แต่จันทรุปราคาบางครั้งก็ไม่ได้มีสีแดง ตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2535 ได้เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ครั้งนั้นมองเห็นได้ในประเทศไทยด้วย คนที่ดูจันทรุปราคาในคืนนั้นจะสังเกตว่าดวงจันทร์ช่วงเต็มดวงมีสีเทาหม่น แทบไม่มีส่วนสีน้ำตาลแดงเลย สาเหตุเนื่องจากก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งปี ภูเขาไฟพีนาตูโบในประเทศฟิลิปินส์เกิดการปะทุครั้งใหญ่ พ่นเขม่าควันจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้สมบัติทางแสงของบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม จันทรุปราคาส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสีแดงเข้ม หรือน้ำตาลแดง ทุกครั้งเมื่อเกิดจันทรุปราคาก็คาดเดาล่วงหน้าได้ว่าคงมีสีน้ำตาลแดง

กลับมาที่คำว่า "พระจันทร์สีเลือด" ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของบทความนี้ คำว่าพระจันทร์สีเลือดแปลมาจากสื่อฝรั่งอีกทีซึ่งเขามักเปรียบเทียบจันทรุปราคาว่าเป็น "blood Moon"

การแปลเป็นไทยว่าพระจันทร์สีเลือดก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มันออกจะแปลกหูเอามาก ๆ

อ.วาสนา ศรีรักษ์ อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้เชี่ยวชาญด้านคติชนวิทยา ให้ความเห็นว่า คนไทยเรา รวมถึงคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดมักไม่ค่อยเปรียบเทียบอะไรเป็นสีเลือดโดยเฉพาะวัตถุท้องฟ้า

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทัศนคติการมองดวงจันทร์ของชาวไทยและชาวตะวันตกที่ต่างกัน คนไทยเรารวมถึงชาวเอเชียส่วนใหญ่มองว่าดวงจันทร์เป็นตัวแทนของความสงบเยือกเย็น ไม่เคยมองดวงจันทร์ในทางไม่ดี ไม่เคยกลัวดวงจันทร์ คนไทยเรามองดวงจันทร์ในด้านดีเสมอ เราเปรียบเทียบหญิงงามว่างามดั่งดวงจันทร์ มองว่าแสงจันทร์นวลผ่อง เหม่อมองแสนสุขอุรา ยามเหงายามอกหักก็แหงนหน้ามองจันทร์ให้แสงจันทร์เป็นเพื่อน เด็ก ๆ มองดวงจันทร์ก็อยากจะขอแก้วขอแหวน ส่วนชาวตะวันตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ฝรั่งมองดวงจันทร์ไปในทางที่ไม่ดีเสียส่วนใหญ่ มองว่าแสงจันทร์เพ็ญทำให้คนเพี้ยนบ้าง แสงจันทร์เพ็ญทำให้แปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายบ้าง ก็คงจะไม่แปลกที่พอเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ดวงจันทร์เปลี่ยนสีก็โยงเข้ากับเรื่องน่ากลัวอย่างเลือดเสียเลย แต่คนไทยเราไม่คิดเช่นนั้น การเปรียบเทียบสิ่งสวยงามอย่างดวงจันทร์เข้ากับเลือดเป็นเรื่องน่าขัดใจไม่ใช่น้อย

คนไทยมองจันทรุปราคามานานไม่น้อยกว่าฝรั่ง คนไทยก็มีคำอุปมาสีของจันทรุปราคาเหมือนกัน คนไทยเรียกสีน้ำตาลแดงของดวงจันทร์ตอนเกิดจันทรุปราคาว่า สีอิฐ หรือ สีหมากสุก

หมากสุก
หมากสุก มีสีน้ำตาลอมส้ม คนไทยนำมาอุปมากับสีของจันทรุปราคาเต็มดวงมานานแล้ว (จาก เรื่องเล่าข่าวเกษตร)

ในคืนที่มีฝุ่นในบรรยากาศมาก ดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีส้มแปลกตา ดวงจันทร์ในคืนนั้นก็เรียก "พระจันทร์สีหมากสุก" ได้เหมือนกัน แม้จะไม่มีจันทรุปราคา

เราคงไม่ถึงกับจะชี้หน้าว่าห้ามเรียกพระจันทร์สีเลือด มันผิด ต้องเรียกพระจันทร์สีอิฐ เรียกพระจันทร์สีหมากสุกจึงจะถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า เรามีคำไทยของเราอยู่แล้ว ใช้คำที่ดีอยู่แล้วไม่ดีกว่าหรือ แถมคำอุปมาของไทยสีตรงกว่าเยอะเลย

เหมือนตอนอ่านนิยายฝรั่งแปลไทย แล้วพบการใช้คำอุปมาตามต้นฉบับว่า "เหมือนงมเข็มในกองฟาง" นั่นแหละ มันไม่ได้ผิดอะไร แต่ใครอ่านก็อดสะดุดใจไม่ได้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะสะกิดถามว่า ทำไมไม่ใช้คำว่า "เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร" ล่ะ