สมาคมดาราศาสตร์ไทย
จันทรุปราคาในวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569

จันทรุปราคาในวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569

2 มีนาคม 2569 โดย: วรเชษฐ์ บุญปลอด
เวลาหัวค่ำของวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงอันเป็นผลจากดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเข้าไปในเงาของโลก ประเทศไทยสามารถสังเกตปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้ทั่วประเทศ แต่จันทรุปราคาจะเริ่มก่อนที่ดวงจันทร์จะขึ้น จันทรุปราคาจึงกำลังดำเนินอยู่ขณะที่ดวงจันทร์ขึ้นเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และยังอยู่ในช่วงของจันทรุปราคาเต็มดวงที่เงามืดบดบังดวงจันทร์ จังหวะที่ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์เพิ่งจะลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ท้องฟ้ายังไม่มืด จึงอาจสังเกตได้ยากในช่วงแรก

จันทรุปราคามีโอกาสเกิดได้ในวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง มีตำแหน่งอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อสังเกตจากโลก ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์ที่เอียงทำมุม 5° กับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ทำให้จันทรุปราคาไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ดวงจันทร์เพ็ญ แต่จะเกิดเมื่อขณะนั้นดวงจันทร์อยู่ใกล้จุดโหนดซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างระนาบวงโคจรทั้งสอง

(จาก วรเชษฐ์ บุญปลอด)

ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคา 3 มีนาคม 2569
เหตุการณ์เวลา
1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก15:44:02 (ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง)
2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน16:49:40 (ดวงจันทร์เริ่มแหว่ง)
3. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง18:03:58
4. ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด18:33:43 (ขนาดของอุปราคาเงามืด = 1.1525)
5. สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง19:02:55
6. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน20:17:29 (ดวงจันทร์กลับมาเต็มดวง)
7. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก21:23:21 (สิ้นสุดปรากฏการณ์)


เงาโลกแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงามืดและเงามัว เงามืดมีความทึบแสงมากกว่าเงามัวหลายเท่า ช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามัวจะแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ช่วงที่เริ่มเห็นดวงจันทร์แหว่งได้ชัดเจนคือเมื่อดวงจันทร์เริ่มสัมผัสเงามืด (เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน) ครั้งนี้เกิดขึ้นเวลา 16:50 น. ซึ่งที่ประเทศไทยดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นและดวงอาทิตย์ยังอยู่บนท้องฟ้า

จันทรุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นในช่วงที่ดวงจันทร์ทั้งดวงอยู่ในเงามืด ตรงกับเวลา 18:04-19:03 น. ช่วงเวลาดังกล่าว ดวงจันทร์จะขึ้นเหนือขอบฟ้า จังหวัดต่าง ๆ เห็นดวงจันทร์ขึ้น (และดวงอาทิตย์ตก) ไม่พร้อมกัน โดยจังหวัดทางทิศตะวันออกของประเทศจะเห็นดวงจันทร์ขึ้นก่อนจังหวัดทางทิศตะวันตก ส่วนที่กรุงเทพฯ ขอบบนของดวงจันทร์จะเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าในเวลา 18:23 น. แต่อาจยังสังเกตได้ยากเนื่องจากเมฆหมอกและฝุ่นควันที่อยู่ใกล้ขอบฟ้า อาจต้องรอให้ดวงจันทร์เคลื่อนสูงขึ้นพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดลงอีก จึงเริ่มสังเกตเห็นได้

หลังจากสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวงในเวลา 19:03 น. พื้นที่บางส่วนของดวงจันทร์ยังอยู่ในเงามืด ดวงจันทร์จึงยังแหว่งเว้าอยู่ เรียกช่วงเวลานี้ว่าจันทรุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์จะเคลื่อนออกห่างจากเงาโลกมากขึ้น ทำให้มีพื้นที่สว่างบนพื้นผิวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 20:17 น. เวลาสัมผัสเงาในแต่ละขั้นตอนของจันทรุปราคาเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ตำแหน่งดวงจันทร์ที่มองเห็นจากแต่ละสถานที่จะแตกต่างกันเล็กน้อย

แม้ว่าดวงจันทร์จะกลับมาสว่างเต็มดวงแล้ว แต่ปรากฏการณ์ยังไม่สิ้นสุดเสียทีเดียว ผิวดวงจันทร์ยังคงหมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมง จนกระทั่งสิ้นสุดปรากฏการณ์อย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ออกจากเงามัวในเวลา 21:23 น.

ปรากฏการณ์ในวันนี้ดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า การสังเกตจึงจำเป็นต้องหาสถานที่ซึ่งท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกเปิดโล่ง ไม่มีอะไรมาบดบัง นอกจากนี้ ในช่วงแรกหลังจากดวงจันทร์เพิ่งจะขึ้นเหนือขอบฟ้า ท้องฟ้าที่ยังไม่มืดดีนักและการที่ดวงจันทร์ยังอยู่ในเงามืดอาจทำให้เห็นดวงจันทร์ได้ยาก

แผนที่การมองเห็นจันทรุปราคา 3 มีนาคม 2569
แผนที่แสดงพื้นที่การมองเห็นจันทรุปราคา 3 มีนาคม 2569 ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าในขณะที่เกิดปรากฏการณ์ จะเห็นว่าประเทศไทยและบริเวณใกล้เคียงสังเกตจันทรุปราคาได้ในเวลาหัวค่ำขณะดวงจันทร์ขึ้น แต่คนในทวีปอเมริกาเห็นจันทรุปราคาในเวลาเช้ามืดขณะดวงจันทร์ตก (จาก วรเชษฐ์ บุญปลอด)

ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง แสงอาทิตย์ที่กระเจิงและหักเหผ่านบรรยากาศโลกไปที่ดวงจันทร์ทำให้ดวงจันทร์ไม่มืดสนิท แต่เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม แดงเข้ม หรือน้ำตาล แต่ละส่วนของผิวดวงจันทร์มีสีและความสว่างต่างกัน จันทรุปราคาครั้งนี้ดวงจันทร์อยู่ค่อนไปทางด้านทิศใต้ของเงาโลก จึงคาดหมายว่าเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซีกด้านขวามือของดวงจันทร์ควรจะสว่างกว่าซีกด้านซ้ายมือ

ภาพจำลองจันทรุปราคาในวันที่ 3 มีนาคม 2569
ภาพจำลองดวงจันทร์ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 19:03 น. ซึ่งเป็นเวลาสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง ขณะนั้นที่กรุงเทพฯ ดวงจันทร์มีมุมเงยเพียง 8°-9° หากดูด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวโชติมาตร 5 ดวงหนึ่งอยู่ใกล้ขอบทางด้านล่างของดวงจันทร์ ดาวดวงนี้จะถูกดวงจันทร์บังในอีกไม่กี่นาทีถัดไป (จาก Stellarium)

จันทรุปราคาครั้งถัดไป


หลังจากปีนี้ จันทรุปราคาที่สังเกตได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2571 เป็นจันทรุปราคาบางส่วน ส่วนจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งถัดไปจะเกิดในคืนวันสิ้นปี พ.ศ. 2571 เข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2572 ซึ่งจันทรุปราคาเต็มดวงดำเนินอยู่ในช่วงข้ามปีพอดีสำหรับเขตเวลาของประเทศไทย จึงเป็นโอกาสดีในการถ่ายภาพดวงจันทร์สีแดงอิฐพร้อมกับพลุต้อนรับปีใหม่