ดาวเคราะห์ในปี 2557
ดาวเคราะห์สว่างที่เห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่าจากโลกมี 5 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ อีก 2 ดวง คือ ดาวยูเรนัสและเนปจูน ต้องอาศัยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ นอกจากดาวเคราะห์แล้ว ยังสามารถส่องเห็นดาวบริวารบางดวงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริวารของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์
แผนภาพแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ตามมุมห่างจากดวงอาทิตย์ตลอดปี 2557 ช่วยให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ของการปรากฏของดาวเคราะห์ในแต่ละวัน เส้นตรงกลางในแนวดิ่งคือตำแหน่งดวงอาทิตย์ แถบที่แผ่ออกไปสองข้างจากแนวกลางเป็นส่วนที่มีแสงอาทิตย์รบกวน แกนนอนบอกมุมห่างจากดวงอาทิตย์ แกนตั้งบอกวันในแต่ละเดือน แถบที่พาดในแนวเฉียงบอกขอบเขตของกลุ่มดาวจักรราศี เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันตก (ขวามือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาเช้ามืด เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันออก (ซ้ายมือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาหัวค่ำ ดาวเคราะห์วงนอกจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อทำมุม 180° แสดงว่าเป็นช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นสว่างและใกล้โลกที่สุดในรอบปี
ด้วยมุมห่างที่ไม่สูงนัก ทำให้เรามีโอกาสสังเกตดาวพุธได้เฉพาะในเวลาพลบค่ำหรือรุ่งสาง เวลาที่สังเกตดาวพุธได้คือช่วงที่ดาวพุธทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากพอสมควร ปีนี้มีช่วงที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาเช้ามืดอยู่ 3 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ช่วงที่ 2 คือต้นเดือนถึงปลายเดือนกรกฎาคม โดยมีดาวศุกร์อยู่สูงเหนือดาวพุธไม่มากนัก ช่วงที่ 3 คือปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
ช่วงเวลาที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาหัวค่ำมี 3 ช่วง ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงที่ 2 คือกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ช่วงสุดท้ายคือปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนตุลาคม
เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวพุธมีการเปลี่ยนแปลงคล้ายดิถีของดวงจันทร์ หากปรากฏในเวลาหัวค่ำ ดาวพุธจะเปลี่ยนจากสว่างเกือบเต็มดวงไปสว่างเป็นเสี้ยว และมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนเวลาเช้ามืดจะเปลี่ยนจากเป็นเสี้ยวไปสว่างเกือบเต็มดวง และมีขนาดเล็กลง
ระนาบวงโคจรของดาวศุกร์เอียงทำมุม 3.4° กับระนาบวงโคจรโลก ดาวศุกร์มีโอกาสเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้เช่นเดียวกับดาวพุธ โดยมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดาวพุธ 5-6 เท่า สามารถเห็นดาวศุกร์เป็นดวงกลมดำเมื่อดูดวงอาทิตย์ผ่านแผ่นกรองแสง ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 11 ธันวาคม 2660
สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2557 ดาวศุกร์ยังคงเป็นดาวประจำเมืองในเวลาหัวค่ำ ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โดยอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนสังเกตได้ยาก วันที่ 11 มกราคม ดาวศุกร์จะอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์โดยมีตำแหน่งอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
ปลายเดือนมกราคม ดาวศุกร์ย้ายไปเป็นดาวประกายพรึกอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด มีตำแหน่งอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู จึงอยู่ค่อนไปทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวศุกร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ห่างดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 23 มีนาคม ที่ระยะ 47° อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล เมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงในช่วงเวลานั้น จะเห็นดาวศุกร์สว่างครึ่งดวง
ดาวศุกร์ค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ผ่านกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำในเดือนเมษายน เข้าสู่กลุ่มดาวปลาในวันท้าย ๆ ของเดือน ผ่านใกล้ดาวยูเรนัสในเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ระยะ 1.2° ผ่านกลุ่มดาวแกะในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน จากนั้นเข้าสู่กลุ่มดาววัว กลางเดือนกรกฎาคมอยู่สูงเหนือดาวพุธ ดาวศุกร์จะผ่านกลุ่มดาวคนคู่ แล้วเข้าสู่กลุ่มดาวปู ผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีในเช้ามืดวันที่ 18 สิงหาคม ขณะนั้นทั้งคู่อยู่ใกล้กระจุกดาวรังผึ้งด้วย แต่มีตำแหน่งอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าพอสมควรในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มสว่าง
ปลายเดือนสิงหาคม ดาวศุกร์เข้าสู่กลุ่มดาวสิงโต ผ่านใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในเช้ามืดวันที่ 6 กันยายน จากนั้นกลางเดือนกันยายนน่าจะเป็นช่วงสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นดาวศุกร์ในเวลาเช้ามืด ดาวศุกร์จะเคลื่อนไปอยู่แนวเดียวกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 25 ตุลาคม โดยดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดาวศุกร์
กลางเดือนธันวาคม ดาวศุกร์ทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น อาจเริ่มเห็นดาวศุกร์อยู่เรี่ยขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ ขณะนั้นดาวศุกร์อยู่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2558 ดาวพุธจะขึ้นมาอยู่ใกล้ดาวศุกร์
ช่วงที่สังเกตดาวอังคารได้ดีที่สุดคือขณะที่ดาวอังคารอยู่ใกล้โลก ตรงกับช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี 2 เดือน วงโคจรของดาวอังคารที่เป็นวงรี ทำให้ดาวอังคารอยู่ห่างโลกไม่เท่ากันในการเข้าใกล้แต่ละครั้ง อาจใกล้เพียง 56 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2546 หรือไกลถึง 101 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2555 นั่นทำให้ขนาดปรากฏของดาวอังคารขณะอยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์กว้างใหญ่ได้ถึง 25.1 พิลิปดา หรือเล็กเพียง 13.8 พิลิปดา
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีพิสัยความสว่างกว้างมาก ขณะใกล้โลกที่สุดเมื่อปี 2546 ดาวอังคารสว่างถึงโชติมาตร –2.9 เมื่ออยู่ไกลโลกที่สุดในปี 2562 ดาวอังคารสามารถจางลงได้ถึงโชติมาตร +1.8 แกนหมุนของดาวอังคารเอียงจากระนาบวงโคจรประมาณ 25° จึงเกิดฤดูต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วน้ำแข็งและเมฆในบรรยากาศ ส่วนใหญ่ดาวอังคารที่ปรากฏในกล้องโทรทรรศน์จะมีขนาดเล็ก ไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยบนพื้นผิวได้ มีเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้นที่ดาวอังคารจะใกล้โลกจนใหญ่พอสำหรับการสังเกตรายละเอียดบนพื้นผิว
ต้นปีเป็นช่วงที่ดาวอังคารอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดในกลุ่มดาวหญิงสาว วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ดาวอังคารผ่านใกล้ดาวรวงข้าวที่ระยะ 4.6° จากนั้นเริ่มหยุดนิ่งในวันที่ 1 มีนาคม ก่อนจะเคลื่อนที่ถอยหลังไปผ่านใกล้ดาวรวงข้าวอีกครั้งในวันที่ 26 มีนาคม ที่ระยะ 4.8° วันที่ 9 เมษายน 2557 ดาวอังคารผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อสังเกตจากโลก จากนั้นเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 14 เมษายน มีขนาดเชิงมุมประมาณ 15.2 พิลิปดา
วันที่ 20 พฤษภาคม ดาวอังคารเริ่มกลับมาเคลื่อนที่เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านใกล้ดาวรวงข้าวเป็นครั้งที่ 3 ในคืนวันที่ 14 กรกฎาคม โดยใกล้ที่สุดใน 3 ครั้งนี้ที่ระยะ 1.3° ดาวอังคารย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคนชั่งในวันที่ 10 สิงหาคม และผ่านใกล้ดาวเสาร์ในวันที่ 25 สิงหาคม ห่างกัน 3.4° โดยสว่างใกล้เคียงกันที่โชติมาตร +0.6
ครึ่งหลังของเดือนกันยายน ดาวอังคารผ่านพื้นที่ของกลุ่มดาวแมงป่อง ใกล้กระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 80 (โชติมาตร 7) ที่ระยะ 11 ลิปดา ก่อนจะเข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกงู แล้วผ่านใกล้ดาวปาริชาตในวันที่ 28 กันยายน ที่ระยะ 3.1° โดยสว่างกว่าดาวปาริชาตเล็กน้อย
คืนวันที่ 19 ตุลาคม ดาวหางไซดิงสปริง (C/2013 A1 Siding Spring) จะผ่านใกล้ดาวอังคาร ช่วงที่ใกล้ที่สุดไม่สามารถสังเกตได้จากประเทศไทย เนื่องจากดาวอังคารจะตกลับขอบฟ้าไปก่อนในเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง คาดว่าคืนนั้นดาวหางอยู่ห่างดาวอังคารประมาณ 0.2°-0.3° และอาจสว่างราวโชติมาตร 8-9 สังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์
ดาวอังคารเข้าสู่กลุ่มดาวคนยิงธนูในปลายเดือนตุลาคม ผ่านใกล้กระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 28 (โชติมาตร 7) ที่ระยะ 15 ลิปดา แล้วเคลื่อนต่อไปยังกลุ่มดาวแพะทะเลในต้นเดือนธันวาคม
ความสว่างของดาวอังคารเพิ่มขึ้นตลอด 3 เดือนแรกของปี ต้นปีสว่างที่โชติมาตร +0.8 จากนั้นสว่างที่สุดในช่วงกลางเดือนเมษายนที่โชติมาตร –1.5 เป็นช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์และใกล้โลกที่สุด หลังจากนั้นจะจางลงเรื่อย ๆ เมื่อสิ้นปี 2557 ความสว่างลดลงไปอยู่ที่โชติมาตร +1.1
ดาวพฤหัสบดีโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบประมาณ 11.86 ปี ดาวพฤหัสบดีจึงขยับเข้าสู่กลุ่มดาวจักรราศีกลุ่มที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันออกปีละกลุ่มโดยประมาณ การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วของดาวพฤหัสบดีทำให้เมฆในบรรยากาศมีลักษณะเป็นริ้วสว่างกับคล้ำสลับกัน ริ้วสว่างเป็นส่วนที่อยู่สูง ริ้วที่คล้ำกว่าเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไป เมฆสีขาวอยู่สูงที่สุด ประกอบด้วยผลึกแอมโมเนีย ต่ำลงไปเห็นเป็นสีน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลเข้ม ส่วนที่เห็นเป็นสีน้ำเงินและม่วงน่าจะเป็นบริเวณที่อยู่ลึกที่สุด
จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) ที่เป็นเอกลักษณ์ของดาวพฤหัสบดีคือพายุขนาดยักษ์ พัดวนทวนเข็มนาฬิกา มีทรงรี ขนาดประมาณ 12,000 x 20,000 กิโลเมตร (ใหญ่กว่าโลกที่มีขนาด 12,756 กิโลเมตร) ตำแหน่งของจุดแดงใหญ่อยู่บริเวณละติจูด 22°ใต้ นอกจากจุดแดงใหญ่ ยังอาจเห็นพายุในรูปของจุดขาวและจุดมืด
ดาวพฤหัสบดีผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 6 มกราคม 2557 โดยอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ มีขนาดปรากฏตามแนวศูนย์สูตร 46.8 พิลิปดา สว่างที่โชติมาตร –2.7 ครึ่งแรกของปีจึงเป็นช่วงที่จะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ ต้นเดือนเมษายน ดาวพฤหัสบดีทำมุม 90°กับดวงอาทิตย์ จึงเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่เหนือศีรษะขณะดวงอาทิตย์ตก และตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 1
คืนวันที่ 23 พฤษภาคม ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏใกล้ดาวเดลตาคนคู่ (delta Geminorum) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร +3.5 ที่ระยะห่างราวครึ่งองศา (เคยผ่านใกล้กันที่ระยะห่างเพียง 0.1° เมื่อปี 2556) กลางเดือนมิถุนายน ดาวพฤหัสบดีเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นจนปรากฏอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ แล้วอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนกรกฎาคม
กลางเดือนสิงหาคม หากท้องฟ้าเปิดอาจเริ่มเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ดาวศุกร์ผ่านมาอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในช่วงดังกล่าว โดยใกล้กันที่สุดในเช้ามืดวันที่ 18 สิงหาคม 2557 ห่างกันประมาณ 0.4° และเป็นช่วงที่ดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ใกล้กระจุกดาวรังผึ้งในกลุ่มดาวปู แต่อาจสังเกตกระจุกดาวได้ยากเนื่องจากอยู่ใกล้ขอบฟ้า และมีเวลาสังเกตได้ไม่นานก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
ดาวพฤหัสบดีอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ กลางเดือนตุลาคม ดาวพฤหัสบดีออกจากกลุ่มดาวปูเข้าสู่กลุ่มดาวสิงโต กลางเดือนพฤศจิกายน ดาวพฤหัสบดีทำมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาประมาณเที่ยงคืน แล้วอยู่เหนือศีรษะในเวลาเช้ามืด
ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้วมากกว่า 60 ดวง ดวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 4 ดวง สามารถเห็นได้ด้วยกล้องสองตา ได้แก่ ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต ช่วงที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ แกนีมีดจะสว่างที่สุดด้วยโชติมาตรประมาณ +4.4 คัลลัสโตจางที่สุด โดยจางกว่าแกนีมีดราว 1 อันดับ
ดาวเสาร์มีวงแหวนสว่างล้อมรอบอยู่ในแนวระนาบศูนย์สูตร กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กสามารถแบ่งวงแหวนดาวเสาร์ออกได้เป็น 3 วง ได้แก่วงแหวนเอ (A), บี (B), และซี (C) เรียงลำดับจากวงนอกถึงวงในสุด เมื่อสังเกตจากโลก ขอบวงแหวนจะหันเข้าหาโลกทุก ๆ 15-16 ปี ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2552 ปัจจุบันดาวเสาร์กำลังหันขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ วงแหวนดาวเสาร์จึงมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นในแนวเหนือ-ใต้ โดยจะกว้างที่สุดใน พ.ศ. 2560
ต้นปี 2557 ดาวเสาร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด โดยอยู่ทางทิศตะวันออกในกลุ่มดาวคันชั่ง คืนวันที่ 10/11 พฤษภาคม ดาวเสาร์จะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ มีขนาดปรากฏตามแนวศูนย์สูตร 18.7 พิลิปดา สว่างที่โชติมาตร +0.1 หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ
ปลายเดือนสิงหาคม ดาวอังคารผ่านมาใกล้ดาวเสาร์ โดยที่ดาวเคราะห์ทั้งสองมีความสว่างเท่ากันที่โชติมาตร +0.6 ราวปลายเดือนตุลาคม ดาวเสาร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ อยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ต้นเดือนถึงกลางเดือนธันวาคมน่าจะเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด จากนั้นดาวเสาร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี โดยเคลื่อนเข้าใกล้ส่วนหัวของกลุ่มดาวแมงป่อง
ดาวเสาร์มีดาวบริวารที่ค้นพบแล้วมากกว่า 60 ดวง ไททัน (Titan) มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะที่ดาวเสาร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ไททันจะสว่างที่สุดราวโชติมาตร 8 ดาวบริวารดวงที่สว่างรองลงมา ได้แก่ เรีย (Rhea), ทีทิส (Tethys), ไดโอนี (Dione), เอนเซลาดัส (Enceladus), และไอยาพิตัส (Iapetus) บริวาร 5 ดวงนี้มีโชติมาตรอยู่ในช่วง 9 ถึง 12 โดยโชติมาตรของไอยาพิตัสแปรผันระหว่าง 10 ถึง 12 เนื่องจากพื้นผิว 2 ด้านสะท้อนแสงไม่เท่ากัน มันจะสว่างกว่าเมื่อปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกของดาวเสาร์
ตลอดปีนี้ ดาวยูเรนัสอยู่ในกลุ่มดาวปลา ช่วงเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 สังเกตได้บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นดาวยูเรนัสจะอยู่ต่ำและเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น อยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในต้นเดือนเมษายน แล้วกลับมาสังเกตได้อีกครั้งในเวลาเช้ามืด เริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวยูเรนัส ใกล้กันที่สุดก่อนฟ้าสางของวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 โดยดาวศุกร์อยู่ทางทิศใต้ของดาวยูเรนัสที่ระยะห่าง 1.2° หากไม่มีเมฆบัง น่าจะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการสังเกตดาวยูเรนัสด้วยกล้องโทรทรรศน์ เนื่องจากมีดาวศุกร์มาอยู่ใกล้ ๆ
เดือนกรกฎาคม ดาวยูเรนัสทำมุม 90°กับดวงอาทิตย์ จากนั้นจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2557 สว่างที่โชติมาตร +5.7 มีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 3.7 พิลิปดา
ตลอดปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ สังเกตได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ ครึ่งแรกของเดือนมกราคม 2557 ดาวเนปจูนจะอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ โดยอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ เดือนเมษายน 2557 ดาวเนปจูนจะเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด ช่วงสงกรานต์ ดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวเนปจูน ใกล้กันที่สุดก่อนฟ้าสางของวันที่ 12 เมษายน 2557 ห่างกัน 0.7° หากไม่มีเมฆฝนบดบัง ก็น่าจะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการสังเกตดาวเนปจูนด้วยกล้องโทรทรรศน์
ปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 29 สิงหาคม 2557 สว่างที่สุดด้วยโชติมาตร +7.8 และมีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 2.4 พิลิปดา ดาวเนปจูนอยู่ใกล้ดาวซิกมาคนแบกหม้อน้ำ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร 4.8 ค่ำวันที่ 19 และ 20 มกราคม 2558 จะเป็นช่วงที่สามารถใช้ดาวอังคารช่วยในการสังเกตดาวเนปจูนได้ โดยดาวเคราะห์ทั้งสองจะอยู่ห่างกัน 0.4°
แผนภาพแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ตามมุมห่างจากดวงอาทิตย์ตลอดปี 2557 ช่วยให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ของการปรากฏของดาวเคราะห์ในแต่ละวัน เส้นตรงกลางในแนวดิ่งคือตำแหน่งดวงอาทิตย์ แถบที่แผ่ออกไปสองข้างจากแนวกลางเป็นส่วนที่มีแสงอาทิตย์รบกวน แกนนอนบอกมุมห่างจากดวงอาทิตย์ แกนตั้งบอกวันในแต่ละเดือน แถบที่พาดในแนวเฉียงบอกขอบเขตของกลุ่มดาวจักรราศี เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันตก (ขวามือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาเช้ามืด เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันออก (ซ้ายมือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาหัวค่ำ ดาวเคราะห์วงนอกจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อทำมุม 180° แสดงว่าเป็นช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นสว่างและใกล้โลกที่สุดในรอบปี
ดาวพุธ
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์และเคลื่อนที่เร็วที่สุด วงโคจรของดาวพุธมีความรีค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ทำให้ดาวพุธมีมุมห่างสูงสุดจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง 18°-28° ระนาบวงโคจรของดาวพุธเอียงทำมุมประมาณ 7° กับระนาบวงโคจรโลก หากดาวพุธโคจรมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ในจังหวะที่มันอยู่ใกล้กับจุดตัดของระนาบวงโคจรทั้งสอง คนบนโลกจะมีโอกาสเห็นดาวพุธเป็นจุดดำขนาดเล็กเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ประเทศไทยสังเกตได้ขณะเริ่มปรากฏการณ์ระหว่างที่ดวงอาทิตย์กำลังตกด้วยมุมห่างที่ไม่สูงนัก ทำให้เรามีโอกาสสังเกตดาวพุธได้เฉพาะในเวลาพลบค่ำหรือรุ่งสาง เวลาที่สังเกตดาวพุธได้คือช่วงที่ดาวพุธทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากพอสมควร ปีนี้มีช่วงที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาเช้ามืดอยู่ 3 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ช่วงที่ 2 คือต้นเดือนถึงปลายเดือนกรกฎาคม โดยมีดาวศุกร์อยู่สูงเหนือดาวพุธไม่มากนัก ช่วงที่ 3 คือปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
ช่วงเวลาที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาหัวค่ำมี 3 ช่วง ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงที่ 2 คือกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ช่วงสุดท้ายคือปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนตุลาคม
เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวพุธมีการเปลี่ยนแปลงคล้ายดิถีของดวงจันทร์ หากปรากฏในเวลาหัวค่ำ ดาวพุธจะเปลี่ยนจากสว่างเกือบเต็มดวงไปสว่างเป็นเสี้ยว และมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนเวลาเช้ามืดจะเปลี่ยนจากเป็นเสี้ยวไปสว่างเกือบเต็มดวง และมีขนาดเล็กลง
| ร่วมทิศแนววงนอก | - | 26 เม.ย. | 8 ส.ค. | 8 ธ.ค. |
|---|---|---|---|---|
| ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด | 31 ม.ค. (18°) | 25 พ.ค. (23°) | 22 ก.ย. (26°) | - |
| ร่วมทิศแนววงใน | 16 ก.พ. | 20 มิ.ย. | 17 ต.ค. | - |
| ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด | 14 มี.ค. (28°) | 13 ก.ค. (21°) | 1 พ.ย. (19°) | - |
ดาวศุกร์
ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า เมื่อดาวศุกร์ปรากฏในเวลาหัวค่ำ เราเรียกว่า "ดาวประจำเมือง" แต่ถ้าปรากฏในเวลาเช้ามืด เรียกว่า "ดาวประกายพรึก" หรือ "ดาวรุ่ง" วงโคจรของดาวศุกร์ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ทำให้ดาวศุกร์ทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เกิน 47° เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวศุกร์เปลี่ยนแปลงรูปร่างเช่นเดียวกับดาวพุธ แต่เห็นได้ชัดกว่าเนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่ามากระนาบวงโคจรของดาวศุกร์เอียงทำมุม 3.4° กับระนาบวงโคจรโลก ดาวศุกร์มีโอกาสเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้เช่นเดียวกับดาวพุธ โดยมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดาวพุธ 5-6 เท่า สามารถเห็นดาวศุกร์เป็นดวงกลมดำเมื่อดูดวงอาทิตย์ผ่านแผ่นกรองแสง ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 11 ธันวาคม 2660
| ร่วมทิศแนววงใน | 11 ม.ค. |
| ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด | 23 มี.ค. (47°) |
| ร่วมทิศแนววงนอก | 25 ต.ค. |
สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2557 ดาวศุกร์ยังคงเป็นดาวประจำเมืองในเวลาหัวค่ำ ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โดยอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนสังเกตได้ยาก วันที่ 11 มกราคม ดาวศุกร์จะอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์โดยมีตำแหน่งอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
ปลายเดือนมกราคม ดาวศุกร์ย้ายไปเป็นดาวประกายพรึกอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด มีตำแหน่งอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู จึงอยู่ค่อนไปทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวศุกร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ห่างดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 23 มีนาคม ที่ระยะ 47° อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล เมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงในช่วงเวลานั้น จะเห็นดาวศุกร์สว่างครึ่งดวง
ดาวศุกร์ค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ผ่านกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำในเดือนเมษายน เข้าสู่กลุ่มดาวปลาในวันท้าย ๆ ของเดือน ผ่านใกล้ดาวยูเรนัสในเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ระยะ 1.2° ผ่านกลุ่มดาวแกะในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน จากนั้นเข้าสู่กลุ่มดาววัว กลางเดือนกรกฎาคมอยู่สูงเหนือดาวพุธ ดาวศุกร์จะผ่านกลุ่มดาวคนคู่ แล้วเข้าสู่กลุ่มดาวปู ผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีในเช้ามืดวันที่ 18 สิงหาคม ขณะนั้นทั้งคู่อยู่ใกล้กระจุกดาวรังผึ้งด้วย แต่มีตำแหน่งอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าพอสมควรในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มสว่าง
ปลายเดือนสิงหาคม ดาวศุกร์เข้าสู่กลุ่มดาวสิงโต ผ่านใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในเช้ามืดวันที่ 6 กันยายน จากนั้นกลางเดือนกันยายนน่าจะเป็นช่วงสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นดาวศุกร์ในเวลาเช้ามืด ดาวศุกร์จะเคลื่อนไปอยู่แนวเดียวกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 25 ตุลาคม โดยดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดาวศุกร์
กลางเดือนธันวาคม ดาวศุกร์ทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น อาจเริ่มเห็นดาวศุกร์อยู่เรี่ยขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ ขณะนั้นดาวศุกร์อยู่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2558 ดาวพุธจะขึ้นมาอยู่ใกล้ดาวศุกร์
ดาวอังคาร
ดาวอังคารมีวงโคจรอยู่ถัดไปจากโลกตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ได้ชื่อว่าดาวแดงเนื่องจากปรากฏบนท้องฟ้าเป็นดาวสว่างสีแดง ชมพู หรือส้ม ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นและดาวฤกษ์ส่วนใหญ่บนท้องฟ้า บรรยากาศอันเบาบางทำให้เราสามารถส่องกล้องมองเห็นพื้นผิวดาวอังคารได้ ยกเว้นช่วงที่เกิดพายุฝุ่นปกคลุม และบางช่วงสามารถเห็นน้ำแข็งที่ขั้วดาวช่วงที่สังเกตดาวอังคารได้ดีที่สุดคือขณะที่ดาวอังคารอยู่ใกล้โลก ตรงกับช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี 2 เดือน วงโคจรของดาวอังคารที่เป็นวงรี ทำให้ดาวอังคารอยู่ห่างโลกไม่เท่ากันในการเข้าใกล้แต่ละครั้ง อาจใกล้เพียง 56 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2546 หรือไกลถึง 101 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2555 นั่นทำให้ขนาดปรากฏของดาวอังคารขณะอยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์กว้างใหญ่ได้ถึง 25.1 พิลิปดา หรือเล็กเพียง 13.8 พิลิปดา
ดาวอังคารจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเมื่อ พ.ศ. 2542 (ภาพ – Jim Bell (Cornell University), Justin Maki (JPL), Mike Wolff (Space Sciences Institute), NASA)
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีพิสัยความสว่างกว้างมาก ขณะใกล้โลกที่สุดเมื่อปี 2546 ดาวอังคารสว่างถึงโชติมาตร –2.9 เมื่ออยู่ไกลโลกที่สุดในปี 2562 ดาวอังคารสามารถจางลงได้ถึงโชติมาตร +1.8 แกนหมุนของดาวอังคารเอียงจากระนาบวงโคจรประมาณ 25° จึงเกิดฤดูต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วน้ำแข็งและเมฆในบรรยากาศ ส่วนใหญ่ดาวอังคารที่ปรากฏในกล้องโทรทรรศน์จะมีขนาดเล็ก ไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยบนพื้นผิวได้ มีเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้นที่ดาวอังคารจะใกล้โลกจนใหญ่พอสำหรับการสังเกตรายละเอียดบนพื้นผิว
ต้นปีเป็นช่วงที่ดาวอังคารอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดในกลุ่มดาวหญิงสาว วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ดาวอังคารผ่านใกล้ดาวรวงข้าวที่ระยะ 4.6° จากนั้นเริ่มหยุดนิ่งในวันที่ 1 มีนาคม ก่อนจะเคลื่อนที่ถอยหลังไปผ่านใกล้ดาวรวงข้าวอีกครั้งในวันที่ 26 มีนาคม ที่ระยะ 4.8° วันที่ 9 เมษายน 2557 ดาวอังคารผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อสังเกตจากโลก จากนั้นเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 14 เมษายน มีขนาดเชิงมุมประมาณ 15.2 พิลิปดา
วันที่ 20 พฤษภาคม ดาวอังคารเริ่มกลับมาเคลื่อนที่เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านใกล้ดาวรวงข้าวเป็นครั้งที่ 3 ในคืนวันที่ 14 กรกฎาคม โดยใกล้ที่สุดใน 3 ครั้งนี้ที่ระยะ 1.3° ดาวอังคารย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคนชั่งในวันที่ 10 สิงหาคม และผ่านใกล้ดาวเสาร์ในวันที่ 25 สิงหาคม ห่างกัน 3.4° โดยสว่างใกล้เคียงกันที่โชติมาตร +0.6
ครึ่งหลังของเดือนกันยายน ดาวอังคารผ่านพื้นที่ของกลุ่มดาวแมงป่อง ใกล้กระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 80 (โชติมาตร 7) ที่ระยะ 11 ลิปดา ก่อนจะเข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกงู แล้วผ่านใกล้ดาวปาริชาตในวันที่ 28 กันยายน ที่ระยะ 3.1° โดยสว่างกว่าดาวปาริชาตเล็กน้อย
คืนวันที่ 19 ตุลาคม ดาวหางไซดิงสปริง (C/2013 A1 Siding Spring) จะผ่านใกล้ดาวอังคาร ช่วงที่ใกล้ที่สุดไม่สามารถสังเกตได้จากประเทศไทย เนื่องจากดาวอังคารจะตกลับขอบฟ้าไปก่อนในเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง คาดว่าคืนนั้นดาวหางอยู่ห่างดาวอังคารประมาณ 0.2°-0.3° และอาจสว่างราวโชติมาตร 8-9 สังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์
ดาวอังคารเข้าสู่กลุ่มดาวคนยิงธนูในปลายเดือนตุลาคม ผ่านใกล้กระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 28 (โชติมาตร 7) ที่ระยะ 15 ลิปดา แล้วเคลื่อนต่อไปยังกลุ่มดาวแพะทะเลในต้นเดือนธันวาคม
ความสว่างของดาวอังคารเพิ่มขึ้นตลอด 3 เดือนแรกของปี ต้นปีสว่างที่โชติมาตร +0.8 จากนั้นสว่างที่สุดในช่วงกลางเดือนเมษายนที่โชติมาตร –1.5 เป็นช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์และใกล้โลกที่สุด หลังจากนั้นจะจางลงเรื่อย ๆ เมื่อสิ้นปี 2557 ความสว่างลดลงไปอยู่ที่โชติมาตร +1.1
ดาวอังคารขณะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในปีต่าง ๆ (เวลาประเทศไทย) ตัวเลขที่ระบุไว้ข้างเส้นซึ่งเชื่อมระหว่างโลกกับดาวอังคารคือระยะห่างขณะใกล้กันที่สุด มีหน่วยเป็นล้านกิโลเมตร ในวงเล็บคือวันที่ใกล้กันที่สุด ซึ่งอาจไม่ตรงกับวันที่ดาวอังคารทำมุม 180° กับดวงอาทิตย์
ดาวพฤหัสบดี
ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างเป็นอันดับ 2 รองจากดาวศุกร์ มีขนาดใหญ่และมวลสูงที่สุด การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วทำให้ดาวพฤหัสบดีมีรูปร่างเป็นทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางในแนวศูนย์สูตรยาวกว่าในแนวขั้ว สามารถใช้กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์สังเกตดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีได้อย่างน้อย 4 ดวงดาวพฤหัสบดีโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบประมาณ 11.86 ปี ดาวพฤหัสบดีจึงขยับเข้าสู่กลุ่มดาวจักรราศีกลุ่มที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันออกปีละกลุ่มโดยประมาณ การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วของดาวพฤหัสบดีทำให้เมฆในบรรยากาศมีลักษณะเป็นริ้วสว่างกับคล้ำสลับกัน ริ้วสว่างเป็นส่วนที่อยู่สูง ริ้วที่คล้ำกว่าเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไป เมฆสีขาวอยู่สูงที่สุด ประกอบด้วยผลึกแอมโมเนีย ต่ำลงไปเห็นเป็นสีน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลเข้ม ส่วนที่เห็นเป็นสีน้ำเงินและม่วงน่าจะเป็นบริเวณที่อยู่ลึกที่สุด
จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) ที่เป็นเอกลักษณ์ของดาวพฤหัสบดีคือพายุขนาดยักษ์ พัดวนทวนเข็มนาฬิกา มีทรงรี ขนาดประมาณ 12,000 x 20,000 กิโลเมตร (ใหญ่กว่าโลกที่มีขนาด 12,756 กิโลเมตร) ตำแหน่งของจุดแดงใหญ่อยู่บริเวณละติจูด 22°ใต้ นอกจากจุดแดงใหญ่ ยังอาจเห็นพายุในรูปของจุดขาวและจุดมืด
บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีแบ่งได้เป็นหลายส่วนตามริ้วที่พาดในแนวขนานกับเส้นศูนย์สูตร ริ้วคล้ำเรียกว่าแถบ (belt) ริ้วสว่างเรียกว่าเขต (zone) ซ้อนกับบริเวณต่าง ๆ ได้แก่ เขตศูนย์สูตร (equatorial) เขตร้อน (tropical) เขตอบอุ่น (temperate) และเขตขั้วดาว (polar) ทั้งซีกเหนือและใต้
ดาวพฤหัสบดีผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 6 มกราคม 2557 โดยอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ มีขนาดปรากฏตามแนวศูนย์สูตร 46.8 พิลิปดา สว่างที่โชติมาตร –2.7 ครึ่งแรกของปีจึงเป็นช่วงที่จะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ ต้นเดือนเมษายน ดาวพฤหัสบดีทำมุม 90°กับดวงอาทิตย์ จึงเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่เหนือศีรษะขณะดวงอาทิตย์ตก และตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 1
คืนวันที่ 23 พฤษภาคม ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏใกล้ดาวเดลตาคนคู่ (delta Geminorum) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร +3.5 ที่ระยะห่างราวครึ่งองศา (เคยผ่านใกล้กันที่ระยะห่างเพียง 0.1° เมื่อปี 2556) กลางเดือนมิถุนายน ดาวพฤหัสบดีเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นจนปรากฏอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ แล้วอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนกรกฎาคม
กลางเดือนสิงหาคม หากท้องฟ้าเปิดอาจเริ่มเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ดาวศุกร์ผ่านมาอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในช่วงดังกล่าว โดยใกล้กันที่สุดในเช้ามืดวันที่ 18 สิงหาคม 2557 ห่างกันประมาณ 0.4° และเป็นช่วงที่ดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ใกล้กระจุกดาวรังผึ้งในกลุ่มดาวปู แต่อาจสังเกตกระจุกดาวได้ยากเนื่องจากอยู่ใกล้ขอบฟ้า และมีเวลาสังเกตได้ไม่นานก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
ดาวพฤหัสบดีอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ กลางเดือนตุลาคม ดาวพฤหัสบดีออกจากกลุ่มดาวปูเข้าสู่กลุ่มดาวสิงโต กลางเดือนพฤศจิกายน ดาวพฤหัสบดีทำมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาประมาณเที่ยงคืน แล้วอยู่เหนือศีรษะในเวลาเช้ามืด
ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้วมากกว่า 60 ดวง ดวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 4 ดวง สามารถเห็นได้ด้วยกล้องสองตา ได้แก่ ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต ช่วงที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ แกนีมีดจะสว่างที่สุดด้วยโชติมาตรประมาณ +4.4 คัลลัสโตจางที่สุด โดยจางกว่าแกนีมีดราว 1 อันดับ
| ดาวเคราะห์ | วันที่ | โชติมาตร (อันดับความสว่าง) |
|---|---|---|
| ดาวพฤหัสบดี | 6 มกราคม | -2.7 |
| ดาวอังคาร | 9 เมษายน | -1.5 |
| ดาวเสาร์ | 11 พฤษภาคม | +0.1 |
| ดาวเนปจูน | 29 สิงหาคม | +7.8 |
| ดาวยูเรนัส | 8 ตุลาคม | +5.7 |
ดาวเสาร์
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในระบบสุริยะ มีรูปร่างเป็นทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้วสั้นกว่าในแนวศูนย์สูตรราวร้อยละ 10 บรรยากาศของดาวเสาร์ถูกแบ่งเป็นแถบและเขตต่าง ๆ แบบเดียวกับดาวพฤหัสบดี บางครั้งเกิดแถบเมฆสีขาวขึ้นในบรรยากาศ เรียกว่าจุดขาวใหญ่ (Great White Spot) ครั้งล่าสุดพบเมื่อปลายปี 2553ดาวเสาร์มีวงแหวนสว่างล้อมรอบอยู่ในแนวระนาบศูนย์สูตร กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กสามารถแบ่งวงแหวนดาวเสาร์ออกได้เป็น 3 วง ได้แก่วงแหวนเอ (A), บี (B), และซี (C) เรียงลำดับจากวงนอกถึงวงในสุด เมื่อสังเกตจากโลก ขอบวงแหวนจะหันเข้าหาโลกทุก ๆ 15-16 ปี ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2552 ปัจจุบันดาวเสาร์กำลังหันขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ วงแหวนดาวเสาร์จึงมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นในแนวเหนือ-ใต้ โดยจะกว้างที่สุดใน พ.ศ. 2560
ภาพถ่ายวงแหวนดาวเสาร์จากยานแคสซีนี แสดงวงหลัก A, B, C กับวงที่ไม่ชัดนัก คือวง D ที่อยู่ด้านใน และวง F ที่อยู่ด้านนอก
ต้นปี 2557 ดาวเสาร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด โดยอยู่ทางทิศตะวันออกในกลุ่มดาวคันชั่ง คืนวันที่ 10/11 พฤษภาคม ดาวเสาร์จะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ มีขนาดปรากฏตามแนวศูนย์สูตร 18.7 พิลิปดา สว่างที่โชติมาตร +0.1 หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ
ปลายเดือนสิงหาคม ดาวอังคารผ่านมาใกล้ดาวเสาร์ โดยที่ดาวเคราะห์ทั้งสองมีความสว่างเท่ากันที่โชติมาตร +0.6 ราวปลายเดือนตุลาคม ดาวเสาร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ อยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ต้นเดือนถึงกลางเดือนธันวาคมน่าจะเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด จากนั้นดาวเสาร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี โดยเคลื่อนเข้าใกล้ส่วนหัวของกลุ่มดาวแมงป่อง
ดาวเสาร์มีดาวบริวารที่ค้นพบแล้วมากกว่า 60 ดวง ไททัน (Titan) มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะที่ดาวเสาร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ไททันจะสว่างที่สุดราวโชติมาตร 8 ดาวบริวารดวงที่สว่างรองลงมา ได้แก่ เรีย (Rhea), ทีทิส (Tethys), ไดโอนี (Dione), เอนเซลาดัส (Enceladus), และไอยาพิตัส (Iapetus) บริวาร 5 ดวงนี้มีโชติมาตรอยู่ในช่วง 9 ถึง 12 โดยโชติมาตรของไอยาพิตัสแปรผันระหว่าง 10 ถึง 12 เนื่องจากพื้นผิว 2 ด้านสะท้อนแสงไม่เท่ากัน มันจะสว่างกว่าเมื่อปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกของดาวเสาร์
ดาวยูเรนัส
ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 7 จัดอยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์แก๊ส องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 84 ปี ดาวยูเรนัสจึงเคลื่อนที่ในวงโคจรเป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 4°ต่อปีตลอดปีนี้ ดาวยูเรนัสอยู่ในกลุ่มดาวปลา ช่วงเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 สังเกตได้บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นดาวยูเรนัสจะอยู่ต่ำและเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น อยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในต้นเดือนเมษายน แล้วกลับมาสังเกตได้อีกครั้งในเวลาเช้ามืด เริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวยูเรนัส ใกล้กันที่สุดก่อนฟ้าสางของวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 โดยดาวศุกร์อยู่ทางทิศใต้ของดาวยูเรนัสที่ระยะห่าง 1.2° หากไม่มีเมฆบัง น่าจะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการสังเกตดาวยูเรนัสด้วยกล้องโทรทรรศน์ เนื่องจากมีดาวศุกร์มาอยู่ใกล้ ๆ
เดือนกรกฎาคม ดาวยูเรนัสทำมุม 90°กับดวงอาทิตย์ จากนั้นจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2557 สว่างที่โชติมาตร +5.7 มีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 3.7 พิลิปดา
ดาวเนปจูน
ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลานาน 165 ปี ดาวเนปจูนจึงเคลื่อนที่ในวงโคจรเป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 2° ต่อปีตลอดปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ สังเกตได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ ครึ่งแรกของเดือนมกราคม 2557 ดาวเนปจูนจะอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ โดยอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ เดือนเมษายน 2557 ดาวเนปจูนจะเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด ช่วงสงกรานต์ ดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวเนปจูน ใกล้กันที่สุดก่อนฟ้าสางของวันที่ 12 เมษายน 2557 ห่างกัน 0.7° หากไม่มีเมฆฝนบดบัง ก็น่าจะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการสังเกตดาวเนปจูนด้วยกล้องโทรทรรศน์
ปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 29 สิงหาคม 2557 สว่างที่สุดด้วยโชติมาตร +7.8 และมีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 2.4 พิลิปดา ดาวเนปจูนอยู่ใกล้ดาวซิกมาคนแบกหม้อน้ำ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร 4.8 ค่ำวันที่ 19 และ 20 มกราคม 2558 จะเป็นช่วงที่สามารถใช้ดาวอังคารช่วยในการสังเกตดาวเนปจูนได้ โดยดาวเคราะห์ทั้งสองจะอยู่ห่างกัน 0.4°
แผนที่แสดงตำแหน่งดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน โดยมีเส้นบอกตำแหน่งทุกวันแรกของเดือน (1 = มกราคม 2557, 2 = กุมภาพันธ์ 2557, ..., 13 = มกราคม 2558, 14 = กุมภาพันธ์ 2558) ขนาดของวงกลมดาวในภาพ กำหนดตามความสว่าง ดาวดวงเล็กที่สุดในแผนที่สำหรับดาวเนปจูนมีโชติมาตร 9








