เป็นที่เชื่อกันมาอย่างนมนานว่า ดวงอาทิตย์ โลก สิ่งมีชีวิตบนโลกรวมถึงเนื้อหนังของเราทั้งหมด ล้วนเกิดมาจากเถ้าธุลีที่หลงเหลือจากการระเบิดซูเปอร์โนวา แต่การค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์เมื่อไม่นานมานี้กลับพบว่า ซูเปอร์โนวาไม่ใช่แหล่งกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่ในเอกภพ หากแต่เป็นดาวดวงเล็กที่มีจุดจบละมุนละม่อมกว่า
ซูเปอร์โนวาคือการระเบิดที่เป็นจุดจบของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลายเท่า เมื่อดาวมวลสูงมีอายุมากขึ้น ไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในปฏิกิริยานิวเคลียร์ในใจกลางดาวหมดไป แกนของดาวจึงยุบลง ทำให้เกิดคลื่นกระแทกเป็นการระเบิดรุนแรงออกมา
คณะนักดาราศาสตร์นำโดย มาร์ทา บอยเออร์ และ ชาลส์ วูดเวิร์ด ได้พบฝุ่นอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 15 กระจุกดาวนี้มีดาวฤกษ์อัดแน่นอยู่หลายแสนดวง มีอายุประมาณ 12,500 ล้านปี ซึ่งเก่าแก่พอกับดาราจักรทางช้างเผือกเลยทีเดียว ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในกระจุกเป็นดาวฤกษ์ประเภทเดียวกับดวงอาทิตย์ แต่มีหลายดวงที่ผ่านพ้นอายุขัยไปแล้ว บั้นปลายชีวิตของดาวฤกษ์ประเภทนี้คือ ดาวจะพองออกจนใหญ่กว่าเดิมมาก อุณหภูมิพื้นผิวจะลดลง ดาวที่อยู่ในขั้นตอนนี้เรียกว่าดาวยักษ์แดง ช่วงนี้ดาวจะโหมพัดลมสุริยะและฝุ่นออกมาอย่างรุนแรง
เรื่องน่าแปลกในการค้นพบครั้งนี้ก็คือ ดาวในเอ็ม 15 เป็นดาวโบราณ บางทีอาจเป็นดาวรุ่นแรกในเอกภพ มีธาตหนักหรือโลหะอยู่น้อยมาก (ในทางดาราศาสตร์ คำว่า "โลหะ" คือธาตุที่หนักกว่าฮีเลียม) องค์ประกอบเกือบทั้งหมดเป็นไฮโดรเจนกับฮีเลียม แล้วดาวจำพวกนี้ให้ฝุ่นจำนวนมากได้อย่างไร ฝุ่นจำเป็นต้องมีโลหะเป็นส่วนประกอบ โดยมีธาตุพวกออกซิเจน คาร์บอน และไนโตรเจนเป็นแกนกลาง เพื่อให้ซิลิคอนหรือธาตุอื่นมาเกาะติดและพอกพูนเป็นเม็ดฝุ่นที่ใหญ่ขึ้น ในดาวฤกษ์ที่มีโลหะอยู่มาก คาร์บอน ออกซิเจน มักรวมกันเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์อยู่บนพื้นผิวดาว แต่ในดาวที่มีโลหะน้อยอย่างดาวในกระจุกดาวเอ็ม 15 ไม่น่าจะมีออกซิเจนบนพื้นผิว แต่อาจมีคาร์บอนอยู่เพียงอย่างเดียว
หรือว่าคาร์บอนเหล่านี้อาจเป็นตัวกำเนิดฝุ่นได้
งานวิจัยนี้แสดงว่ากระจุกดาวทรงกลมก็เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ดีได้แม้จะมีแต่ดาวธรรมดาที่ไม่มีโลหะหนัก เป็นไปได้ว่าฝุ่นจากดาวพวกนี้ออกมารวมกับแก๊สในอวกาศระหว่างดาวกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างดาวฤกษ์ดวงใหม่และดาวเคราะห์ต่อไป
ตามแนวคิดของบอยเออร์ ดาวฤกษ์ที่มีระบบดาวเคราะห์ อาจเกิดจากวัตถุดิบที่มาจากซูเปอร์โนวาปะปนกับฝุ่นจากดาวแบบดาวในเอ็ม 15 ดาวพวกนี้แม้จะดวงเล็ก แต่ก็เป็นดาวส่วนมากในเอกภพไม่ว่าจะคิดในด้านจำนวนดาวและมวลรวม
ซูเปอร์โนวาคือการระเบิดที่เป็นจุดจบของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลายเท่า เมื่อดาวมวลสูงมีอายุมากขึ้น ไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในปฏิกิริยานิวเคลียร์ในใจกลางดาวหมดไป แกนของดาวจึงยุบลง ทำให้เกิดคลื่นกระแทกเป็นการระเบิดรุนแรงออกมา
คณะนักดาราศาสตร์นำโดย มาร์ทา บอยเออร์ และ ชาลส์ วูดเวิร์ด ได้พบฝุ่นอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมเอ็ม 15 กระจุกดาวนี้มีดาวฤกษ์อัดแน่นอยู่หลายแสนดวง มีอายุประมาณ 12,500 ล้านปี ซึ่งเก่าแก่พอกับดาราจักรทางช้างเผือกเลยทีเดียว ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในกระจุกเป็นดาวฤกษ์ประเภทเดียวกับดวงอาทิตย์ แต่มีหลายดวงที่ผ่านพ้นอายุขัยไปแล้ว บั้นปลายชีวิตของดาวฤกษ์ประเภทนี้คือ ดาวจะพองออกจนใหญ่กว่าเดิมมาก อุณหภูมิพื้นผิวจะลดลง ดาวที่อยู่ในขั้นตอนนี้เรียกว่าดาวยักษ์แดง ช่วงนี้ดาวจะโหมพัดลมสุริยะและฝุ่นออกมาอย่างรุนแรง
เรื่องน่าแปลกในการค้นพบครั้งนี้ก็คือ ดาวในเอ็ม 15 เป็นดาวโบราณ บางทีอาจเป็นดาวรุ่นแรกในเอกภพ มีธาตหนักหรือโลหะอยู่น้อยมาก (ในทางดาราศาสตร์ คำว่า "โลหะ" คือธาตุที่หนักกว่าฮีเลียม) องค์ประกอบเกือบทั้งหมดเป็นไฮโดรเจนกับฮีเลียม แล้วดาวจำพวกนี้ให้ฝุ่นจำนวนมากได้อย่างไร ฝุ่นจำเป็นต้องมีโลหะเป็นส่วนประกอบ โดยมีธาตุพวกออกซิเจน คาร์บอน และไนโตรเจนเป็นแกนกลาง เพื่อให้ซิลิคอนหรือธาตุอื่นมาเกาะติดและพอกพูนเป็นเม็ดฝุ่นที่ใหญ่ขึ้น ในดาวฤกษ์ที่มีโลหะอยู่มาก คาร์บอน ออกซิเจน มักรวมกันเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์อยู่บนพื้นผิวดาว แต่ในดาวที่มีโลหะน้อยอย่างดาวในกระจุกดาวเอ็ม 15 ไม่น่าจะมีออกซิเจนบนพื้นผิว แต่อาจมีคาร์บอนอยู่เพียงอย่างเดียว
หรือว่าคาร์บอนเหล่านี้อาจเป็นตัวกำเนิดฝุ่นได้
งานวิจัยนี้แสดงว่ากระจุกดาวทรงกลมก็เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ดีได้แม้จะมีแต่ดาวธรรมดาที่ไม่มีโลหะหนัก เป็นไปได้ว่าฝุ่นจากดาวพวกนี้ออกมารวมกับแก๊สในอวกาศระหว่างดาวกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างดาวฤกษ์ดวงใหม่และดาวเคราะห์ต่อไป
ตามแนวคิดของบอยเออร์ ดาวฤกษ์ที่มีระบบดาวเคราะห์ อาจเกิดจากวัตถุดิบที่มาจากซูเปอร์โนวาปะปนกับฝุ่นจากดาวแบบดาวในเอ็ม 15 ดาวพวกนี้แม้จะดวงเล็ก แต่ก็เป็นดาวส่วนมากในเอกภพไม่ว่าจะคิดในด้านจำนวนดาวและมวลรวม

