ดาวเคราะห์ในปี 2556

วรเชษฐ์ บุญปลอด 24 ธันวาคม 2555

ดาวเคราะห์สว่างที่สังเกตเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่าจากโลกมี 5 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ อีก 2 ดวง คือ ดาวยูเรนัสและเนปจูน ต้องอาศัยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งนอกจากดาวเคราะห์แล้ว ยังสามารถส่องเห็นดาวบริวารบางดวงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริวารของดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์

แผนภาพแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ตามมุมห่างจากดวงอาทิตย์ตลอดปี 2556 ช่วยให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ของการปรากฏของดาวเคราะห์ในแต่ละวัน เส้นตรงกลางในแนวดิ่งคือตำแหน่งดวงอาทิตย์ แถบที่แผ่ออกไปสองข้างจากแนวกลางเป็นส่วนที่มีแสงอาทิตย์รบกวน แกนนอนบอกมุมห่างจากดวงอาทิตย์ แกนตั้งบอกวันในแต่ละเดือน แถบที่พาดในแนวเฉียงบอกขอบเขตของกลุ่มดาวจักรราศี เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันตก (ขวามือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาเช้ามืด เมื่อดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางตะวันออก (ซ้ายมือ) แสดงว่ามองเห็นได้ดีในเวลาหัวค่ำ ดาวเคราะห์วงนอกจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อทำมุม 180° แสดงว่าเป็นช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ดวงนั้นสว่างและใกล้โลกที่สุดในรอบปี

ดาวพุธ

ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์และเคลื่อนที่เร็วที่สุด วงโคจรของดาวพุธมีความรีค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ทำให้ดาวพุธมีมุมห่างสูงสุดจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง 18°-28° ระนาบวงโคจรของดาวพุธเอียงทำมุมประมาณ 7° กับระนาบวงโคจรโลก หากดาวพุธโคจรมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ในจังหวะที่มันอยู่ใกล้กับจุดตัดของระนาบวงโคจรทั้งสอง คนบนโลกจะมีโอกาสเห็นดาวพุธเป็นจุดดำขนาดเล็กเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ประเทศไทยสังเกตเห็นได้ขณะเริ่มปรากฏการณ์ระหว่างที่ดวงอาทิตย์กำลังตก

ด้วยมุมห่างจากดวงอาทิตย์ที่จำกัด ทำให้เรามีโอกาสสังเกตดาวพุธได้เฉพาะในเวลาพลบค่ำหรือรุ่งสาง เวลาที่สังเกตดาวพุธได้คือช่วงที่ดาวพุธทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากพอสมควร ปีนี้มีช่วงที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาเช้ามืดอยู่ 3 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ดาวพุธทำมุมห่างดวงอาทิตย์มาก ช่วงที่ 2 คือปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ช่วงที่ 3 อยู่ในครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน

ช่วงเวลาที่สังเกตดาวพุธได้ดีในเวลาหัวค่ำมี 3 ช่วง ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่กลางเดือนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีดาวอังคารอยู่ใกล้ดาวพุธ ช่วงที่ 2 คือปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ดาวพุธอยู่ใกล้ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดี ช่วงสุดท้ายคือปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม

เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวพุธมีการเปลี่ยนแปลงคล้ายดิถีของดวงจันทร์ หากปรากฏในเวลาหัวค่ำ ดาวพุธจะเปลี่ยนจากสว่างเกือบเต็มดวงไปสว่างเป็นเสี้ยว และมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนเวลาเช้ามืดจะเปลี่ยนจากเป็นเสี้ยวไปสว่างเกือบเต็มดวง และมีขนาดเล็กลง

เหตุการณ์เกี่ยวกับดาวพุธในปี 2556
ร่วมทิศแนววงนอก 18 ม.ค. 12 พ.ค. 25 ส.ค. 29 ธ.ค.
ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด 17 ก.พ. (18°) 12 มิ.ย. (24°) 9 ต.ค. (25°) -
ร่วมทิศแนววงใน 4 มี.ค. 10 ก.ค. 2 พ.ย. -
ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด 1 เม.ย. (28°) 30 ก.ค. (20°) 18 พ.ย. (19°) -

ดาวศุกร์

ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า เมื่อดาวศุกร์ปรากฏในเวลาหัวค่ำ เราเรียกว่า "ดาวประจำเมือง" แต่ถ้าปรากฏในเวลาเช้ามืด เรียกว่า "ดาวประกายพรึก" หรือ "ดาวรุ่ง" วงโคจรของดาวศุกร์ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ทำให้ดาวศุกร์ทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เกิน 47° เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวศุกร์เปลี่ยนแปลงรูปร่างเช่นเดียวกับดาวพุธ แต่เห็นได้ชัดกว่าเนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่ามาก

ระนาบวงโคจรของดาวศุกร์เอียงทำมุม 3.4° กับระนาบวงโคจรโลก ดาวศุกร์มีโอกาสเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้เช่นเดียวกับดาวพุธ โดยมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดาวพุธ 5-6 เท่า สามารถเห็นดาวศุกร์เป็นดวงกลมดำเมื่อดูดวงอาทิตย์ผ่านแผ่นกรองแสง ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 11 ธันวาคม 2660

เหตุการณ์เกี่ยวกับดาวศุกร์ในปี 2556
ร่วมทิศแนววงนอก 29 มี.ค.
ห่างดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด 1 พ.ย. (47°)

ต้นเดือนมกราคม 2556 ดาวศุกร์ยังคงเป็น "ดาวประกายพรึก" ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ปรากฏอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนแบกงูและคนยิงธนู ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออก ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวศุกร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นทุกวัน ปลายเดือนมกราคมเริ่มสังเกตได้ยาก วันที่ 29 มีนาคม ดาวศุกร์จะอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดาวศุกร์

ราวกลางเดือนพฤษภาคม ดาวศุกร์จะย้ายไปเป็น ”ดาวประจำเมือง” อยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ และปรากฏบนท้องฟ้าเวลานี้ตลอดช่วงที่เหลือของปี ช่วงแรกยังอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าบริเวณกลุ่มดาววัว มีเวลาสังเกตได้ไม่นานก่อนตกลับขอบฟ้า ดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวพุธในวันที่ 24-25 พฤษภาคม และผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีในวันที่ 28 พฤษภาคม ช่วงเวลานั้นเราจึงเห็นดาวเคราะห์ 3 ดวงนี้อยู่ใกล้กันเหนือขอบฟ้าทิศตะวันตกท่ามกลางแสงสนธยา

ช่วงวันที่ 19-21 มิถุนายน ดาวพุธกับดาวศุกร์จะปรากฏใกล้กันอีกครั้งขณะอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ วันที่ 3 กรกฎาคม ดาวศุกร์ผ่านเข้าไปในกระจุกดาวรังผึ้ง ซึ่งเป็นกระจุกดาวเปิดในกลุ่มดาวปู วันที่ 22 กรกฎาคม ดาวศุกร์อยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโตที่ระยะห่างเพียง 1.1° จากนั้นวันที่ 6 กันยายน ดาวศุกร์จะผ่านใกล้ดาวรวงข้าวในกลุ่มดาวหญิงสาวที่ระยะห่าง 1.7°

วันที่ 18 กันยายน ดาวศุกร์ผ่านใกล้ดาวเสาร์ที่ระยะห่าง 3.5° จากนั้นวันที่ 16-17 ตุลาคม ผ่านใกล้ดาวแอนทาเรสหรือดาวปาริชาตในกลุ่มดาวแมงป่องที่ระยะห่าง 1.6° วันที่ 1 พฤศจิกายน ดาวศุกร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด แต่การสังเกตในซีกโลกเหนือจะเห็นดาวศุกร์อยู่สูงเหนือขอบฟ้าไม่มากนัก เนื่องจากอยู่ค่อนไปทางซีกฟ้าใต้ เมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงในช่วงเวลานั้น จะเห็นดาวศุกร์สว่างครึ่งดวง หลังจากนั้นดาวศุกร์จะมีพื้นผิวด้านสว่างลดลงน้อยกว่าครึ่งดวง

ช่วงสิ้นปีถึงสัปดาห์แรกของปี 2557 ดาวศุกร์จะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นจนปรากฏเรี่ยขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาพลบค่ำ กล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงส่องเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวและมีขนาดใหญ่

ภาพจำลองดาวเคราะห์ในปี 2556 แสดงให้เห็นส่วนสว่างของดาวเคราะห์และขนาดปรากฏเปรียบเทียบ

ดาวอังคาร

ดาวอังคารจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเมื่อ พ.ศ. 2542 (ภาพ – Jim Bell (Cornell University), Justin Maki (JPL), Mike Wolff (Space Sciences Institute), NASA)

ดาวอังคารมีวงโคจรอยู่ถัดไปจากโลกตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ได้ชื่อว่าดาวแดงเนื่องจากปรากฏบนท้องฟ้าเป็นดาวสว่างสีแดง ชมพู หรือส้ม ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นและดาวฤกษ์ส่วนใหญ่บนท้องฟ้า บรรยากาศอันเบาบางทำให้เราสามารถส่องกล้องมองเห็นพื้นผิวดาวอังคารได้ ยกเว้นช่วงที่เกิดพายุฝุ่นปกคลุม และบางช่วงสามารถเห็นน้ำแข็งที่ขั้วดาว

ช่วงที่สังเกตดาวอังคารได้ดีที่สุดคือขณะที่ดาวอังคารอยู่ใกล้โลก ตรงกับช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี 2 เดือน วงโคจรของดาวอังคารที่เป็นวงรี ทำให้ดาวอังคารอยู่ห่างโลกไม่เท่ากันในการเข้าใกล้แต่ละครั้ง อาจใกล้เพียง 56 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2546 หรือไกลถึง 101 ล้านกิโลเมตร อย่างที่เกิดในปี 2555 นั่นทำให้ขนาดปรากฏของดาวอังคารขณะอยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์กว้างใหญ่ได้ถึง 25.1 พิลิปดา หรือเล็กเพียง 13.8 พิลิปดา

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีพิสัยความสว่างกว้างมาก ขณะใกล้โลกที่สุดเมื่อปี 2546 ดาวอังคารสว่างถึงโชติมาตร –2.9 เมื่ออยู่ไกลโลกที่สุดในปี 2562 ดาวอังคารสามารถจางลงได้ถึงโชติมาตร +1.8 แกนหมุนของดาวอังคารเอียงจากระนาบวงโคจรประมาณ 25° จึงเกิดฤดูต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วน้ำแข็งและเมฆในบรรยากาศ

ส่วนใหญ่ดาวอังคารที่ปรากฏในกล้องโทรทรรศน์จะมีขนาดเล็ก ไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยบนพื้นผิวได้ มีเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้นที่ดาวอังคารจะใกล้โลกจนใหญ่พอสำหรับการสังเกตรายละเอียดบนพื้นผิว ตลอดปี 2556 ดาวอังคารไม่ผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2555 ครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2557

ช่วงต้นปี 2556 ดาวอังคารอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ สูงเหนือขอบฟ้าทิศตะวันตกไม่มากนัก โดยค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดาวอังคารจะย้ายออกจากกลุ่มดาวแพะทะเล เข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำในปลายเดือนมกราคม 2556 ดาวพุธปรากฏอยู่ใกล้ดาวอังคารภายในระยะ 1° ในค่ำวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ โดยใกล้กันที่สุดในค่ำวันที่ 8 ที่ระยะห่าง 19 ลิปดา โดยอยู่เหนือขอบฟ้าไม่มากนัก มีเวลาสังเกตได้ไม่นานหลังจากท้องฟ้าเริ่มมืด

วันที่ 18 เมษายน ดาวอังคารอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ จากนั้นกลางเดือนมิถุนายน น่าจะเริ่มเห็นดาวอังคารได้บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด ปรากฏใกล้ขอบฟ้าในกลุ่มดาววัว โดยอยู่ทางซ้ายมือของดาวอัลเดบารันประมาณ 6° ดาวอังคารย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคนคู่ในกลางเดือนกรกฎาคม ผ่านใกล้กระจุกดาวเปิดเอ็ม 35 (M35) ในวันที่ 17 กรกฎาคม และอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในเช้ามืดวันที่ 22 กรกฎาคม ด้วยระยะห่าง 0.8° โดยอยู่ทางทิศเหนือ (ซ้ายมือ) ของดาวพฤหัสบดี

ปลายเดือนสิงหาคม ดาวอังคารเข้าสู่กลุ่มดาวปู เช้ามืดวันที่ 8 และ 9 กันยายน ดาวอังคารจะผ่านเข้าไปอยู่ท่ามกลางดาวฤกษ์ในกระจุกดาวรังผึ้ง (ใกล้กึ่งกลางมากที่สุดในวันที่ 9 กันยายน) จากนั้นปลายเดือน ดาวอังคารจะเข้าสู่กลุ่มดาวสิงโต ผ่านใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในเช้ามืดวันที่ 16 ตุลาคม ด้วยระยะห่าง 1.0° โดยอยู่ทางทิศเหนือ (ซ้ายมือ) ของดาวหัวใจสิงห์ อาจสังเกตได้ว่าดาวหัวใจสิงห์สว่างกว่าดาวอังคารเล็กน้อย และเป็นโอกาสที่จะได้เปรียบเทียบสีที่ต่างกัน

ดาวอังคารเข้าสู่กลุ่มดาวหญิงสาวในปลายเดือนพฤศจิกายน จากนั้นทำมุม 90° โดยห่างไปทางทิศตะวันตกของดวงอาทิตย์ในช่วงสิ้นปี จึงเห็นดาวอังคารอยู่สูงกลางฟ้าในเวลาเช้ามืด

4 เดือนแรกของปี 2556 ดาวอังคารสว่างเกือบคงที่ที่โชติมาตร +1.2 จากนั้นจางเรื่อย ๆ จนจางที่สุดที่โชติมาตร +1.6 ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ก่อนจะสว่างเพิ่มขึ้นจนถึงโชติมาตร +0.9 ในช่วงสิ้นปี และยังคงสว่างขึ้นได้อีกหลังจากนั้น เนื่องจากดาวอังคารใกล้โลกมากขึ้น ความสว่างของดาวอังคารจะเพิ่มถึงโชติมาตร –1.5 ในเดือนเมษายน 2557

ดาวอังคารขณะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในปีต่าง ๆ (เวลาประเทศไทย) ตัวเลขที่ระบุไว้ข้างเส้นซึ่งเชื่อมระหว่างโลกกับดาวอังคารคือระยะห่างขณะใกล้กันที่สุด มีหน่วยเป็นล้านกิโลเมตร ในวงเล็บคือวันที่ใกล้กันที่สุด ซึ่งอาจไม่ตรงกับวันที่ดาวอังคารทำมุม 180° กับดวงอาทิตย์

ดาวพฤหัสบดี

ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างมาก รองจากดาวศุกร์ มีขนาดใหญ่และมวลสูงที่สุด การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วทำให้ดาวพฤหัสบดีมีรูปร่างเป็นทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางในแนวศูนย์สูตรยาวกว่าในแนวขั้ว สามารถใช้กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์สังเกตดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีได้อย่างน้อย 4 ดวง

ดาวพฤหัสบดีโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบประมาณ 11.86 ปี จึงขยับเข้าสู่กลุ่มดาวจักรราศีกลุ่มที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันออกปีละกลุ่ม โดยประมาณ การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วของดาวพฤหัสบดีทำให้เมฆในบรรยากาศมีลักษณะเป็นริ้วสว่างกับคล้ำสลับกัน ริ้วสว่างเป็นส่วนที่อยู่สูง ริ้วที่คล้ำกว่าเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไป เมฆสีขาวอยู่สูงที่สุด ประกอบด้วยผลึกแอมโมเนีย ต่ำลงไปเห็นเป็นสีน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลเข้ม ส่วนที่เห็นเป็นสีน้ำเงินและม่วงน่าจะเป็นบริเวณที่อยู่ลึกที่สุด

จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) ที่เป็นเอกลักษณ์ของดาวพฤหัสบดีคือพายุขนาดยักษ์ พัดวนทวนเข็มนาฬิกา มีทรงรี ขนาดประมาณ 12,000 x 20,000 กิโลเมตร (ใหญ่กว่าโลกที่มีขนาด 12,756 กิโลเมตร) ตำแหน่งของจุดแดงใหญ่อยู่บริเวณละติจูด 22°ใต้ นอกจากจุดแดงใหญ่ ยังอาจเห็นพายุในรูปของจุดขาวและจุดมืด

บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีแบ่งได้เป็นหลายส่วนตามริ้วที่พาดในแนวขนานกับเส้นศูนย์สูตร ริ้วคล้ำเรียกว่าแถบ (belt) ริ้วสว่างเรียกว่าเขต (zone) ซ้อนกับบริเวณต่าง ๆ ได้แก่ เขตศูนย์สูตร (equatorial) เขตร้อน (tropical) เขตอบอุ่น (temperate) และเขตขั้วดาว (polar) ทั้งซีกเหนือและใต้

ครึ่งแรกของปี 2556 ดาวพฤหัสบดีอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ ทำมุม 90° กับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวพฤหัสบดีอยู่เหนือศีรษะขณะดวงอาทิตย์ตก และตกลับขอบฟ้าในเวลาเที่ยงคืนครึ่ง ปลายเดือนพฤษภาคม ดาวพฤหัสบดีเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นจนปรากฏอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ ดาวพุธกับดาวศุกร์จะผ่านมาอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม แต่อาจสังเกตได้ค่อนข้างยาก เพราะอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า และเป็นฤดูฝน จากนั้นดาวพฤหัสบดีจะอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 19 มิถุนายน

ครึ่งปีหลัง สังเกตดาวพฤหัสบดีได้บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด โดยเริ่มปรากฏราวกลางเดือนกรกฎาคมบนท้องฟ้าทิศตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวพฤหัสบดีย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคนคู่แล้ว ปลายเดือนจะเห็นดาวพฤหัสบดีกับดาวอังคารอยู่เคียงคู่กัน ต้นเดือนตุลาคม ดาวพฤหัสบดีทำมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาประมาณเที่ยงคืน แล้วไปอยู่เหนือศีรษะในเวลาเช้ามืด คืนวันที่ 4 ตุลาคม ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏใกล้ดาวเดลตาคนคู่ (delta Geminorum) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร +3.5 ที่ระยะห่าง 6 ลิปดา

ชื่อสามัญของดาวเดลตาคนคู่ คือ วาแซต (Wasat) มีตำแหน่งอยู่ห่างเส้นสุริยวิถีไปทางใต้เพียง 11 ลิปดา ดวงจันทร์และดาวเคราะห์จึงมีโอกาสผ่านใกล้หรือบดบังดาวดวงนี้ (ล่าสุดดาวเสาร์บังดาววาแซตเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1857) ไคลด์ ทอมบอก์ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ค้นพบดาวพลูโตขณะอยู่ใกล้ดาวดวงนี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1930 วาแซตเป็นระบบดาว 3 ดวง กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ กำลังขยายสูง ส่องเห็นเพียง 2 ดวง (ดวงที่ 3 อยู่ใกล้มากจนสังเกตไม่ได้) โชติมาตร 3.6 และ 8.2 ห่างกันเพียง 0.2 พิลิปดา โคจรรอบกันด้วยคาบ 1,200 ปี

ตลอดปีนี้ดาวพฤหัสบดีไม่ผ่านตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 4 มกราคม 2557 สว่างที่สุดด้วยโชติมาตร –2.8 ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้วมากกว่า 60 ดวง ดวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 4 ดวง สามารถเห็นได้ด้วยกล้องสองตา ได้แก่ ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต แกนีมีดสว่างที่สุดด้วยโชติมาตรประมาณ +4.4 คัลลิสโตจางที่สุด โดยจางกว่าแกนีมีดราว 1 โชติมาตร

วันที่ดาวเคราะห์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในปี 2556
ดาวเคราะห์ วันที่ โชติมาตร
(อันดับความสว่าง)
ดาวเสาร์ 28 เมษายน +0.2
ดาวเนปจูน 27 สิงหาคม +7.8
ดาวยูเรนัส 3 ตุลาคม +5.7
ดาวอังคาร - -
ดาวพฤหัสบดี - -

ดาวเสาร์

ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในระบบสุริยะ มีรูปร่างเป็นทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้วสั้นกว่าในแนวศูนย์สูตรราวร้อยละ 10 บรรยากาศของดาวเสาร์ถูกแบ่งเป็นแถบและเขตต่าง ๆ แบบเดียวกับดาวพฤหัสบดี บางครั้งเกิดแถบเมฆสีขาวขึ้นในบรรยากาศ เรียกว่าจุดขาวใหญ่ (Great White Spot) ครั้งล่าสุดพบเมื่อปลายปี 2553

ดาวเสาร์มีวงแหวนสว่างล้อมรอบอยู่ในแนวระนาบศูนย์สูตร กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กสามารถแบ่งวงแหวนดาวเสาร์ออกได้เป็น 3 วง ได้แก่วงแหวนเอ (A), บี (B), และซี (C) เรียงลำดับจากวงนอกถึงวงในสุด เมื่อสังเกตจากโลก ขอบวงแหวนจะหันเข้าหาโลกทุก ๆ 15-16 ปี ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2552 ปัจจุบันดาวเสาร์กำลังหันขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ วงแหวนดาวเสาร์จึงมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นในแนวเหนือ-ใต้ โดยจะกว้างที่สุดใน พ.ศ. 2560

ภาพถ่ายวงแหวนดาวเสาร์จากยานแคสซีนี แสดงวงหลัก A, B, C กับวงที่ไม่ชัดนัก คือวง D ที่อยู่ด้านใน และวง F ที่อยู่ด้านนอก

ดาวเสาร์ย้ายออกจากกลุ่มดาวหญิงสาวเข้าสู่กลุ่มดาวคันชั่งมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2555 จากนั้นเคลื่อนถอยไปอยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2556 ก่อนจะเคลื่อนที่เดินหน้าเข้าสู่กลุ่มดาวคันชั่งอีกครั้ง ต้นปีสังเกตดาวเสาร์ได้บนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด วันที่ 28 เมษายน ดาวเสาร์จะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ มีขนาดปรากฏตามแนวศูนย์สูตร 18.9 พิลิปดา สว่างที่โชติมาตร +0.2 หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ

กลางเดือนตุลาคม ดาวเสาร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ อยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ปลายเดือนอาจเริ่มเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวเสาร์มีตำแหน่งอยู่ใกล้ดาวพุธ จากนั้นดาวเสาร์จะทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวบริวารของดาวเสาร์แล้วมากกว่า 60 ดวง ไททันมีขนาดใหญ่และสว่างที่สุด โชติมาตรของไททันขณะที่ดาวเสาร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์คือ 8 ดาวบริวารดวงที่สว่างรองลงมา ได้แก่ เรีย, ทีทิส, ไดโอนี, เอนเซลาดัส, และไอยาพิตัส บริวาร 5 ดวงนี้มีโชติมาตรอยู่ในช่วง 9 ถึง 12 โดยโชติมาตรของไอยาพิตัสแปรผันระหว่าง 10 ถึง 12 เนื่องจากพื้นผิว 2 ด้านสะท้อนแสงไม่เท่ากัน มันจะสว่างกว่าเมื่อปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกของดาวเสาร์

กราฟความสว่างของดาวเคราะห์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 5 ดวงตลอดปี 2556

ดาวยูเรนัส

ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 7 จัดอยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์แก๊ส องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 84 ปี ดาวยูเรนัสจึงเคลื่อนที่ในวงโคจรเป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 4°ต่อปี

ช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม 2556 ดาวยูเรนัสอยู่ในกลุ่มดาวปลา บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นดาวยูเรนัสจะอยู่ต่ำและเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น กลับมาสังเกตได้อีกครั้งในเวลาเช้ามืด โดยเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ปีนี้ดาวยูเรนัสอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2556 สว่างที่โชติมาตร +5.7 มีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 3.7 พิลิปดา

วันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2556 ดาวยูเรนัสจะผ่านใกล้ดาว 44 ปลา (44 Piscium) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์โชติมาตร +5.8 ในกลุ่มดาวปลา นับเป็นครั้งที่ 3 หลังจากเคยปรากฏใกล้ดาวดวงนี้ 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว สามารถสังเกตได้ว่าความสว่างของดาวยูเรนัสใกล้เคียงกับดาว 44 ปลา ต่างกันที่สี และดาวฤกษ์จะกะพริบแสงมากกว่า กลางเดือนธันวาคม ดาวยูเรนัสจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มดาวซีตัสเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน หลังจากนั้นจึงกลับเข้าสู่กลุ่มดาวปลา

ดาวเนปจูน

ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลานาน 165 ปี ดาวเนปจูนจึงเคลื่อนที่ในวงโคจรเป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 2°ต่อปี

ตลอดปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ สังเกตได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ ครึ่งแรกของเดือนมกราคม 2556 ดาวเนปจูนจะอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตได้ ดาวเนปจูนจะเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดในเดือนเมษายน 2556

ปีนี้ดาวเนปจูนอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 27 สิงหาคม 2556 สว่างที่สุดด้วยโชติมาตร +7.8 และมีขนาดเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 2.4 พิลิปดา หลังจากนั้นจะเริ่มสังเกตดาวเนปจูนได้ตั้งแต่เวลาหัวค่ำ

แผนที่แสดงการเคลื่อนที่ของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน โดยมีเส้นบอกตำแหน่งทุกวันที่ 1 ของเดือน (1 = มกราคม, 2 = กุมภาพันธ์, ..., 13 = มกราคม 2557) ซ้ายมือมีเส้นบอกระยะเชิงมุม 5° ซึ่งเป็นขนาดโดยประมาณของขอบเขตภาพในกล้องสองตาขนาด 8×50 หรือ 10×50 ขนาดของวงกลมที่แทนดาวในภาพ กำหนดตามความสว่าง ดาวดวงเล็กที่สุดในแผนที่สำหรับดาวเนปจูนมีโชติมาตร 9

ดูเพิ่ม