อาร์เทมิส บันไดสี่ขั้นสู่การนำมนุษย์กลับไปเดินบนดวงจันทร์
องค์การนาซาจะเคยนำมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์มาแล้วตั้งแต่ครึ่งศตวรรษก่อนในโครงการอะพอลโล แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ไปดวงจันทร์อีกเลย ในปี 2560 นาซาได้ริเริ่มโครงการที่จะนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งในชื่อ อาร์เทมิส โครงการอาร์เทมิสต่างจากโครงการอะพอลโลในหลายมิติ อะพอลโลมีเป้าหมายเพียงนำมนุษย์ไปให้ถึง ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และนำตัวอย่างดินหินจากดวงจันทร์กลับโลก ระยะเวลาของแต่ละภารกิจยาวนานเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนอาร์เทมิสจะไม่ทำแค่ไปเยือน แต่มีเป้าหมายที่จะไปตั้งฐานที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ ตั้งสถานีอวกาศใกล้ดวงจันทร์ และยังมีเป้าหมายไปไกลถึงขั้นส่งมนุษย์ไปดาวอังคารอีกด้วย
โครงการอาร์เทมิสวางภารกิจไว้หลายขั้น ในช่วงแรก ประกอบด้วยสี่ภารกิจ คือ อาร์เทมิส 1 - 4
ในภารกิจแรก คืออาร์เทมิส 1 ยานโอไรอันจะใช้เวลาราว 10 วันไปถึงดวงจันทร์ และจะโคจรรอบดวงจันทร์อยู่ราวสองสัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะใช้เวลาอีก 10 วันเดินทางกลับสู่โลก ภารกิจนี้ไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ และไม่มีลูกเรือที่เป็นมนุษย์ มีเพียงหุ่นยนต์สามตัวเพื่อทดสอบให้แน่ใจว่ายานทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่จะนำมนุษย์ไปในภารกิจต่อไป
ภารกิจอาร์เทมิส 1 ประสบความสำเร็จไปแล้วในปี 2566 ก้าวต่อไปก็จะเป็นภารกิจอาร์เทมิส 2 คราวนี้จะมีลูกเรือที่เป็นมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วย แต่ก็ยังไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งอาร์เทมิส 2 ก็ทำได้สำเร็จ โดยพาลูกเรือไปอ้อมดวงจันทร์แล้วกลับมาได้สำเร็จในเดือนเมษายน 2569
ใครที่เคยติดตามภารกิจอะพอลโล ตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 11 ถึง อะพอลโล 17 จะจดจำขั้นตอนการเดินทางและลงจอดได้ดี เพราะมีขั้นตอนเหมือนกันคือ ยานอะพอลโล ซึ่งประกอบด้วย มอดูลสั่งการ มอดูลบริการ และมอดูลดวงจันทร์ บรรจุอยู่ที่ห้องสัมภาระส่วนบนสุดของจรวดแซตเทิร์น 5 ระหว่างทางที่มุ่งสู่ดวงจันทร์ มอดูลบริการและมอดูลสั่งการจะแยกตัวออกจากช่องเก็บมอดูลดวงจันทร์ แล้วจะกลับลำเพื่อนำส่วนหัวของมอดูลสั่งการมาเชื่อมกับส่วนหัวของมอดูลดวงจันทร์ เมื่อเชื่อมต่อกันได้แล้วจึงเดินเครื่องถอยหลังเพื่อดึงมอดูลดวงจันทร์ออกมาจากช่องเก็บ แล้วมอดูลทั้งสามก็จะเดินทางไปด้วยกันจนเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อถึงเวลาลงดวงจันทร์ ลูกเรือจะมุดเข้าไปในมอดูลดวงจันทร์ แล้วแยกตัวออกมาเพื่อลงจอดบนดวงจันทร์โดยอาศัยเครื่องยนต์ในการชะลอความเร็ว ส่วนมอดูลสั่งการและมอดูลบริการก็โคจรรออยู่รอบดวงจันทร์
เมื่อถึงเวลากลับ มอดูลดวงจันทร์ก็เดินเครื่องพุ่งขึ้นมาจากพื้นผิวเพื่อไปเชื่อมต่อกับมอดูลสั่งการบนวงโคจร หลังจากที่เชื่อมต่อได้และลูกเรือมุดกลับเข้าไปในมอดูลสั่งการแล้ว ก็ปลดมอดูลดวงจันทร์ทิ้งใส่ดวงจันทร์ไปแล้วมุ่งหน้ากลับสู่โลก
แต่ในการลงดวงจันทร์ของอาร์เทมิส ยานลงดวงจันทร์กับยานโอไรอันไม่ได้ไปด้วยกัน ทั้งสองส่วนจะต่างฝ่ายต่างไปแล้วไปนัดพบกันที่วงโคจรรอบดวงจันทร์ การเดินทางจะส่งยานลงดวงจันทร์ล่วงหน้าไปก่อน แล้วให้ยานลงดวงจันทร์ไปโคจรรอบดวงจันทร์รอ แล้วจึงส่งลูกเรือไปกับโอไรอันตามไป ยานโอไรอันกับยานลงจอดจะไปเชื่อมต่อกันบนวงโคจรรอบดวงจันทร์ แล้วลูกเรือก็ย้ายไปอยู่ในยานลงจอด แล้วยานลงจอดก็แยกตัวออกไปเพื่อพาลูกเรือไปลงบนดวงจันทร์ ส่วนยานโอไรอันก็โคจรรอบดวงจันทร์รออยู่ ส่วนขากลับก็จะทำขั้นตอนย้อนกับตอนขาลง นั่นคือยานลงจอดพาลูกเรือกลับขึ้นมาเชื่อมต่อกับยานโอไรอัน ลูกเรือย้ายกลับไปอยู่ในยานโอไรอัน แล้วยานทั้งสองก็แยกตัวออก ยานโอไรอันมุ่งหน้ากลับโลก ส่วนยานลงจอดก็โคจรรอบดวงจันทร์เหมือนเดิมเพื่อรอภารกิจต่อไป
นาซาเลือกยานลงจอดดวงจันทร์ไว้สองทาง คือยาน เอชแอลเอส สร้างโดยสเปซเอกซ์ และยาน บลูมูน สร้างโดยบลูออริจินส์
ภารกิจอาร์เทมิส 3 จะไม่ได้ไปดวงจันทร์ แต่เป็นภารกิจทดสอบยานลงดวงจันทร์ทั้งสองแบบ โดยจะทดสอบที่วงโคจรรอบโลกนี้เอง
ภารกิจแรกในโครงการอาร์เทมิสที่จะมีมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์คือ อาร์เทมิส 4 นาซาวางแผนจะใช้ยานเอชแอลเอสในภารกิจอาร์เทมิส 4 ส่วนหลังจากนั้นจะใช้ยานบลูมูนแทน แต่หากยานบลูมูนสร้างได้เสร็จก่อนเอชแอลเอส ก็อาจนำยานบลูมูนมาใช้ในอาร์เทมิส 4 แทนยานเอชแอลเอสเลยก็ได้
ยาน เอชแอลเอส (HLS--Human Landing System) พัฒนาโดยสเปซเอกซ์ ตัวยานเอชแอลเอสความจริงแล้วก็คือยานสตาร์ชิปรุ่นดัดแปลงนั่นเอง มีขนาดใหญ่มาก บางครั้งก็เรียกชื่อว่า สตาร์ชิป-เอชแอลเอส
การเดินทางไปดวงจันทร์ของเอชแอลเอสจะใช้จรวดซูเปอร์เฮฟวีเป็นจรวดส่ง แต่เอชแอลเอสมีขนาดใหญ่ สัมภาระมาก แรงขับของซูเปอร์เฮฟวีทำได้เพียงพาขึ้นไปโคจรรอบโลกเท่านั้น ไม่มากพอที่จะพาไปถึงดวงจันทร์ ดังนั้นจึงต้องมีการเติมเชื้อเพลิงกลางอวกาศ เมื่อเอชแอลเอสขึ้นไปโคจรรอบโลกได้แล้ว จะมีการส่งจรวดตามขึ้นไปอีกหลายลำเพื่อนำเชื้อเพลิงไปเติมให้เอชแอลเอส เมื่อเติมเชื้อเพลิงมากพอแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ต่อไป
ส่วนยานบลูมูนมีขนาดย่อมกว่า ยานรุ่นนี้จะเดินทางไปดวงจันทร์โดยใช้จรวดนิวเกลนน์ของบลูออริจินส์ ยานบลูมูนมีสองรุ่น ได้แก่ บลูมูนมาร์ก 1 ใช้ขนส่งสัมภาระ และบลูมูนมาร์ก 2 ใช้ขนส่งมนุษย์
โครงการอาร์เทมิสไม่ได้จบแค่นี้ อาร์เทมิส 4 เป็นเพียงแค่ภารกิจสุดท้ายของภาคแรกเท่านั้น ภารกิจหลังจากอาร์เทมิส 4 จะเน้นไปที่การสร้างฐานที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์
ก่อนหน้านี้นาซามีแผนจะสร้างสถานีอวกาศบนวงโคจรใกล้ดวงจันทร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์เทมิสด้วย สถานีนี้มีชื่อว่า ลูนาร์เกตเวย์ สถานีแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญในโครงการอาร์เทมิส เป็นทั้งห้องทดลองในอวกาศ ศูนย์การสื่อสาร และที่พักอาศัยของมนุษย์อวกาศ โครงการลูนาร์เกตเวย์เป็นโครงการยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ เกิดจากความร่วมมือระหว่างพันธมิตรเดิมที่มีส่วนในโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ได้แก่ องค์การนาซา องค์การอีซา องค์การแจ็กซา องค์การอวกาศแคนาดา ส่วนขาใหญ่อย่างรัสเซียไม่มีส่วนร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม นาซาได้ยับยั้งแผนที่จะสร้างสถานีอวกาศนี้ไว้แล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับยกเลิก แต่ก็แทบไม่มีคำว่าลูนาร์เกตเวย์ปรากฏอยู่ในแผนของโครงการอาร์เทมิสอีกแล้ว
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สองทศวรรษจากนี้ เส้นทางสัญจรระหว่างโลกกับดวงจันทร์จะกลับมาอึกทึกไปด้วยภารกิจอวกาศมากมายยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นในยุคอะพอลโลหลายเท่า แต่การที่ภาพฝันนั้นจะเป็นจริงตามเวลาที่กำหนด ภารกิจต่าง ๆ จะต้องไม่สะดุดหรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
เพราะประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า ภารกิจด้านอวกาศไม่เคยราบรื่น
หมายเหตุ
1. อาร์เทมิส 1 ได้ขึ้นสู่อวกาศแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 13:47 น. ตามเวลาประเทศไทย
โครงการอาร์เทมิสวางภารกิจไว้หลายขั้น ในช่วงแรก ประกอบด้วยสี่ภารกิจ คือ อาร์เทมิส 1 - 4
ในภารกิจแรก คืออาร์เทมิส 1 ยานโอไรอันจะใช้เวลาราว 10 วันไปถึงดวงจันทร์ และจะโคจรรอบดวงจันทร์อยู่ราวสองสัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะใช้เวลาอีก 10 วันเดินทางกลับสู่โลก ภารกิจนี้ไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ และไม่มีลูกเรือที่เป็นมนุษย์ มีเพียงหุ่นยนต์สามตัวเพื่อทดสอบให้แน่ใจว่ายานทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่จะนำมนุษย์ไปในภารกิจต่อไป
ภารกิจอาร์เทมิส 1 ประสบความสำเร็จไปแล้วในปี 2566 ก้าวต่อไปก็จะเป็นภารกิจอาร์เทมิส 2 คราวนี้จะมีลูกเรือที่เป็นมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วย แต่ก็ยังไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งอาร์เทมิส 2 ก็ทำได้สำเร็จ โดยพาลูกเรือไปอ้อมดวงจันทร์แล้วกลับมาได้สำเร็จในเดือนเมษายน 2569
ลงดวงจันทร์
ใครที่เคยติดตามภารกิจอะพอลโล ตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 11 ถึง อะพอลโล 17 จะจดจำขั้นตอนการเดินทางและลงจอดได้ดี เพราะมีขั้นตอนเหมือนกันคือ ยานอะพอลโล ซึ่งประกอบด้วย มอดูลสั่งการ มอดูลบริการ และมอดูลดวงจันทร์ บรรจุอยู่ที่ห้องสัมภาระส่วนบนสุดของจรวดแซตเทิร์น 5 ระหว่างทางที่มุ่งสู่ดวงจันทร์ มอดูลบริการและมอดูลสั่งการจะแยกตัวออกจากช่องเก็บมอดูลดวงจันทร์ แล้วจะกลับลำเพื่อนำส่วนหัวของมอดูลสั่งการมาเชื่อมกับส่วนหัวของมอดูลดวงจันทร์ เมื่อเชื่อมต่อกันได้แล้วจึงเดินเครื่องถอยหลังเพื่อดึงมอดูลดวงจันทร์ออกมาจากช่องเก็บ แล้วมอดูลทั้งสามก็จะเดินทางไปด้วยกันจนเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อถึงเวลาลงดวงจันทร์ ลูกเรือจะมุดเข้าไปในมอดูลดวงจันทร์ แล้วแยกตัวออกมาเพื่อลงจอดบนดวงจันทร์โดยอาศัยเครื่องยนต์ในการชะลอความเร็ว ส่วนมอดูลสั่งการและมอดูลบริการก็โคจรรออยู่รอบดวงจันทร์
เมื่อถึงเวลากลับ มอดูลดวงจันทร์ก็เดินเครื่องพุ่งขึ้นมาจากพื้นผิวเพื่อไปเชื่อมต่อกับมอดูลสั่งการบนวงโคจร หลังจากที่เชื่อมต่อได้และลูกเรือมุดกลับเข้าไปในมอดูลสั่งการแล้ว ก็ปลดมอดูลดวงจันทร์ทิ้งใส่ดวงจันทร์ไปแล้วมุ่งหน้ากลับสู่โลก
แต่ในการลงดวงจันทร์ของอาร์เทมิส ยานลงดวงจันทร์กับยานโอไรอันไม่ได้ไปด้วยกัน ทั้งสองส่วนจะต่างฝ่ายต่างไปแล้วไปนัดพบกันที่วงโคจรรอบดวงจันทร์ การเดินทางจะส่งยานลงดวงจันทร์ล่วงหน้าไปก่อน แล้วให้ยานลงดวงจันทร์ไปโคจรรอบดวงจันทร์รอ แล้วจึงส่งลูกเรือไปกับโอไรอันตามไป ยานโอไรอันกับยานลงจอดจะไปเชื่อมต่อกันบนวงโคจรรอบดวงจันทร์ แล้วลูกเรือก็ย้ายไปอยู่ในยานลงจอด แล้วยานลงจอดก็แยกตัวออกไปเพื่อพาลูกเรือไปลงบนดวงจันทร์ ส่วนยานโอไรอันก็โคจรรอบดวงจันทร์รออยู่ ส่วนขากลับก็จะทำขั้นตอนย้อนกับตอนขาลง นั่นคือยานลงจอดพาลูกเรือกลับขึ้นมาเชื่อมต่อกับยานโอไรอัน ลูกเรือย้ายกลับไปอยู่ในยานโอไรอัน แล้วยานทั้งสองก็แยกตัวออก ยานโอไรอันมุ่งหน้ากลับโลก ส่วนยานลงจอดก็โคจรรอบดวงจันทร์เหมือนเดิมเพื่อรอภารกิจต่อไป
นาซาเลือกยานลงจอดดวงจันทร์ไว้สองทาง คือยาน เอชแอลเอส สร้างโดยสเปซเอกซ์ และยาน บลูมูน สร้างโดยบลูออริจินส์
ยานลงดวงจันทร์สองแบบที่นาซาจะเลือกมาเป็นยานลงดวงจันทร์ในโครงการอาร์เทมิส (ซ้าย) ยานเอชแอลเอส สร้างโดยสเปซเอกซ์ และ (ขวา) ยานบลูมูน สร้างโดยบลูออริจินส์
ภารกิจอาร์เทมิส 3 จะไม่ได้ไปดวงจันทร์ แต่เป็นภารกิจทดสอบยานลงดวงจันทร์ทั้งสองแบบ โดยจะทดสอบที่วงโคจรรอบโลกนี้เอง
ภารกิจแรกในโครงการอาร์เทมิสที่จะมีมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์คือ อาร์เทมิส 4 นาซาวางแผนจะใช้ยานเอชแอลเอสในภารกิจอาร์เทมิส 4 ส่วนหลังจากนั้นจะใช้ยานบลูมูนแทน แต่หากยานบลูมูนสร้างได้เสร็จก่อนเอชแอลเอส ก็อาจนำยานบลูมูนมาใช้ในอาร์เทมิส 4 แทนยานเอชแอลเอสเลยก็ได้
ยาน เอชแอลเอส (HLS--Human Landing System) พัฒนาโดยสเปซเอกซ์ ตัวยานเอชแอลเอสความจริงแล้วก็คือยานสตาร์ชิปรุ่นดัดแปลงนั่นเอง มีขนาดใหญ่มาก บางครั้งก็เรียกชื่อว่า สตาร์ชิป-เอชแอลเอส
การเดินทางไปดวงจันทร์ของเอชแอลเอสจะใช้จรวดซูเปอร์เฮฟวีเป็นจรวดส่ง แต่เอชแอลเอสมีขนาดใหญ่ สัมภาระมาก แรงขับของซูเปอร์เฮฟวีทำได้เพียงพาขึ้นไปโคจรรอบโลกเท่านั้น ไม่มากพอที่จะพาไปถึงดวงจันทร์ ดังนั้นจึงต้องมีการเติมเชื้อเพลิงกลางอวกาศ เมื่อเอชแอลเอสขึ้นไปโคจรรอบโลกได้แล้ว จะมีการส่งจรวดตามขึ้นไปอีกหลายลำเพื่อนำเชื้อเพลิงไปเติมให้เอชแอลเอส เมื่อเติมเชื้อเพลิงมากพอแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ต่อไป
ส่วนยานบลูมูนมีขนาดย่อมกว่า ยานรุ่นนี้จะเดินทางไปดวงจันทร์โดยใช้จรวดนิวเกลนน์ของบลูออริจินส์ ยานบลูมูนมีสองรุ่น ได้แก่ บลูมูนมาร์ก 1 ใช้ขนส่งสัมภาระ และบลูมูนมาร์ก 2 ใช้ขนส่งมนุษย์
ภาคต่อไป
โครงการอาร์เทมิสไม่ได้จบแค่นี้ อาร์เทมิส 4 เป็นเพียงแค่ภารกิจสุดท้ายของภาคแรกเท่านั้น ภารกิจหลังจากอาร์เทมิส 4 จะเน้นไปที่การสร้างฐานที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์
ก่อนหน้านี้นาซามีแผนจะสร้างสถานีอวกาศบนวงโคจรใกล้ดวงจันทร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์เทมิสด้วย สถานีนี้มีชื่อว่า ลูนาร์เกตเวย์ สถานีแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญในโครงการอาร์เทมิส เป็นทั้งห้องทดลองในอวกาศ ศูนย์การสื่อสาร และที่พักอาศัยของมนุษย์อวกาศ โครงการลูนาร์เกตเวย์เป็นโครงการยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ เกิดจากความร่วมมือระหว่างพันธมิตรเดิมที่มีส่วนในโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ได้แก่ องค์การนาซา องค์การอีซา องค์การแจ็กซา องค์การอวกาศแคนาดา ส่วนขาใหญ่อย่างรัสเซียไม่มีส่วนร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม นาซาได้ยับยั้งแผนที่จะสร้างสถานีอวกาศนี้ไว้แล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับยกเลิก แต่ก็แทบไม่มีคำว่าลูนาร์เกตเวย์ปรากฏอยู่ในแผนของโครงการอาร์เทมิสอีกแล้ว
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สองทศวรรษจากนี้ เส้นทางสัญจรระหว่างโลกกับดวงจันทร์จะกลับมาอึกทึกไปด้วยภารกิจอวกาศมากมายยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นในยุคอะพอลโลหลายเท่า แต่การที่ภาพฝันนั้นจะเป็นจริงตามเวลาที่กำหนด ภารกิจต่าง ๆ จะต้องไม่สะดุดหรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
เพราะประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า ภารกิจด้านอวกาศไม่เคยราบรื่น
หมายเหตุ
1. อาร์เทมิส 1 ได้ขึ้นสู่อวกาศแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 13:47 น. ตามเวลาประเทศไทย




