ดาวหางแพนสตารส์ (C/2025 R3)
ดาวหางแพนสตารส์เป็นดาวหางที่ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2568 มีชื่อในบัญชีดาวหางว่า ซี/2025 อาร์3 (แพนสตารส์) - C/2025 R3 (PanSTARRS) โดยที่ C หมายถึงดาวหางคาบยาวหรือไม่มีคาบ 2025 คือปีที่ค้นพบ และ R3 หมายถึงเป็นดาวหางดวงที่ 3 ที่ค้นพบในครึ่งแรกของเดือนกันยายน
ชื่อแพนสตารส์มาจากกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ในโครงการสำรวจท้องฟ้าเพื่อค้นหาวัตถุที่อาจเป็นภัยต่อโลก กล้องนี้ตั้งอยู่ในหอดูดาวฮาเลอาคาลาบนเกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาได้ค้นพบดาวหางและดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาก เราจึงคุ้นเคยกับชื่อนี้ดีเพราะมีดาวหางชื่อเดียวกันอีกหลายดวง ดาวหางแพนสตารส์ดวงนี้ถูกค้นพบในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ขณะอยู่ในกลุ่มดาวแอนดรอเมดาในซีกฟ้าเหนือ และมีความสว่างที่โชติมาตร 20
ดาวหางแพนสตารส์จะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 4-5 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 0.4986 หน่วยดาราศาสตร์ (74.6 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวพุธกับดาวศุกร์ ดาวหางมีวงโคจรเอียงทำมุม 125° กับระนาบวงโคจรของโลก จึงเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับทิศที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อคำนวณย้อนกลับไปในอดีตพบว่าดาวหางดวงนี้ได้ผ่านใกล้ดาวยูเรนัสเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่ระยะ 1.58 หน่วยดาราศาสตร์
ช่วงที่คาดว่าดาวหางจะสว่างที่สุดเป็นช่วงเดียวกับที่ดาวหางเคลื่อนมาอยู่ในแนวระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำมุมห่างดวงอาทิตย์เพียง 3.5° จึงไม่สามารถสังเกตได้จากพื้นโลก หลังจากนั้นจะผ่านใกล้โลกที่สุดในวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ระยะ 0.489 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งยังคงมีตำแหน่งปรากฏอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ต้นเดือนพฤษภาคมจะเคลื่อนห่างออกจากดวงอาทิตย์จนเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำและมีความสว่างลดลงเนื่องจากออกห่างดวงอาทิตย์และโลกมากขึ้นทุกวัน
เช่นเดียวกับดาวหางที่ค้นพบใหม่ดวงอื่น การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางเหล่านี้มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง ดาวหางบางดวงปะทุความสว่างขึ้นเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์ บางดวงมีขนาดเล็กจนทนความร้อนและความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ไม่ไหว เกิดการแตกสลายและจางกว่าที่คาดไว้มาก
หากดาวหางแพนสตารส์ผลิตฝุ่นด้วยอัตราสูง เมื่อเคลื่อนไปอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนเมษายน ดาวหางดวงนี้อาจมีความสว่างเพิ่มขึ้นกว่าปรกติได้หลายเท่าซึ่งเกิดจากการกระเจิงของแสง แต่หากมีฝุ่นน้อย ความสว่างอาจเพิ่มขึ้นไม่มากนัก หากดาวหางยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีการแตกสลายไปก่อนหน้านั้น คาดว่ากล้องคอโรนากราฟบนหอสังเกตการณ์โซโฮจะสามารถจับภาพดาวหางไว้ได้ในช่วงวันที่ 23-26 เมษายน 2569
การสังเกตดาวหางแพนสตารส์แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ ก่อนใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจะเห็นดาวหางอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด หลังใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดแล้วดาวหางจะย้ายไปอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ
ปลายเดือนมีนาคม 2569 สามารถสังเกตได้ในเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออก ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณกลุ่มดาวม้าบิน รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ดาวหางมีความสว่างที่โชติมาตร 7 มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ วันที่ 4 เมษายน สว่างขึ้นมาที่โชติมาตร 6 และถึงโชติมาตร 5 ในวันที่ 12 เมษายน (ดูกราฟความสว่างประกอบ) ซึ่งสังเกตได้ง่ายด้วยกล้องสองตา (ตาเปล่าสังเกตได้ยาก) ดาวหางจะออกจากกลุ่มดาวม้าบินแล้วเข้าสู่กลุ่มดาวปลาในวันที่ 19 เมษายน
วันที่ 21 เมษายน 2569 น่าจะเป็นวันท้าย ๆ ที่มีโอกาสสังเกตดาวหางในเวลาเช้ามืด อาจสว่างที่โชติมาตร 3-4 (ดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า จึงอาจสว่างน้อยกว่านี้เนื่องจากบรรยากาศที่หนาแน่น) เป็นช่วงเดียวกับที่ดาวเคราะห์ 3 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวอังคาร และดาวเสาร์ เกาะกลุ่มอยู่ใกล้กันเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก (ห่างไปทางขวามือของดาวหาง)
ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ดาวหางแพนสตารส์เริ่มย้ายมาอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก คาดว่าเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม ช่วงแรกอยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำ ความสว่างอยู่ที่ราวโชติมาตร 4-5 เข้าสู่กลุ่มดาวนายพรานในวันที่ 8 พฤษภาคม อาจมีโอกาสถ่ายภาพดาวหางขณะผ่านใกล้เนบิวลานายพราน (ดูแผนที่ประกอบ) แต่ดาวหางจะมีตำแหน่งอยู่ค่อนข้างต่ำใกล้ขอบฟ้าและจางลงมาก
● C/2025 R3 (PanSTARRS) - Seiichi Yoshida
● CBET 5607 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● CBET 5680 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● C/2025 R3 (PanSTARRS) - COBS
● รู้จักดาวหาง
● แผนที่ฟ้าออนไลน์ แสดงตำแหน่งดาวและวัตถุท้องฟ้าในเวลาจริง
ชื่อแพนสตารส์มาจากกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ในโครงการสำรวจท้องฟ้าเพื่อค้นหาวัตถุที่อาจเป็นภัยต่อโลก กล้องนี้ตั้งอยู่ในหอดูดาวฮาเลอาคาลาบนเกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาได้ค้นพบดาวหางและดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาก เราจึงคุ้นเคยกับชื่อนี้ดีเพราะมีดาวหางชื่อเดียวกันอีกหลายดวง ดาวหางแพนสตารส์ดวงนี้ถูกค้นพบในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ขณะอยู่ในกลุ่มดาวแอนดรอเมดาในซีกฟ้าเหนือ และมีความสว่างที่โชติมาตร 20
ดาวหางแพนสตารส์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 (จาก Michael Jager และ Gerald Rhemann)
ดาวหางแพนสตารส์จะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 4-5 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 0.4986 หน่วยดาราศาสตร์ (74.6 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวพุธกับดาวศุกร์ ดาวหางมีวงโคจรเอียงทำมุม 125° กับระนาบวงโคจรของโลก จึงเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับทิศที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อคำนวณย้อนกลับไปในอดีตพบว่าดาวหางดวงนี้ได้ผ่านใกล้ดาวยูเรนัสเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่ระยะ 1.58 หน่วยดาราศาสตร์
ช่วงที่คาดว่าดาวหางจะสว่างที่สุดเป็นช่วงเดียวกับที่ดาวหางเคลื่อนมาอยู่ในแนวระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำมุมห่างดวงอาทิตย์เพียง 3.5° จึงไม่สามารถสังเกตได้จากพื้นโลก หลังจากนั้นจะผ่านใกล้โลกที่สุดในวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ระยะ 0.489 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งยังคงมีตำแหน่งปรากฏอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ต้นเดือนพฤษภาคมจะเคลื่อนห่างออกจากดวงอาทิตย์จนเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำและมีความสว่างลดลงเนื่องจากออกห่างดวงอาทิตย์และโลกมากขึ้นทุกวัน
เช่นเดียวกับดาวหางที่ค้นพบใหม่ดวงอื่น การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางเหล่านี้มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง ดาวหางบางดวงปะทุความสว่างขึ้นเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์ บางดวงมีขนาดเล็กจนทนความร้อนและความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ไม่ไหว เกิดการแตกสลายและจางกว่าที่คาดไว้มาก
หากดาวหางแพนสตารส์ผลิตฝุ่นด้วยอัตราสูง เมื่อเคลื่อนไปอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ในปลายเดือนเมษายน ดาวหางดวงนี้อาจมีความสว่างเพิ่มขึ้นกว่าปรกติได้หลายเท่าซึ่งเกิดจากการกระเจิงของแสง แต่หากมีฝุ่นน้อย ความสว่างอาจเพิ่มขึ้นไม่มากนัก หากดาวหางยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีการแตกสลายไปก่อนหน้านั้น คาดว่ากล้องคอโรนากราฟบนหอสังเกตการณ์โซโฮจะสามารถจับภาพดาวหางไว้ได้ในช่วงวันที่ 23-26 เมษายน 2569
การสังเกตดาวหางในประเทศไทย
การสังเกตดาวหางแพนสตารส์แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ ก่อนใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจะเห็นดาวหางอยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด หลังใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดแล้วดาวหางจะย้ายไปอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ
ปลายเดือนมีนาคม 2569 สามารถสังเกตได้ในเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออก ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณกลุ่มดาวม้าบิน รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ดาวหางมีความสว่างที่โชติมาตร 7 มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ วันที่ 4 เมษายน สว่างขึ้นมาที่โชติมาตร 6 และถึงโชติมาตร 5 ในวันที่ 12 เมษายน (ดูกราฟความสว่างประกอบ) ซึ่งสังเกตได้ง่ายด้วยกล้องสองตา (ตาเปล่าสังเกตได้ยาก) ดาวหางจะออกจากกลุ่มดาวม้าบินแล้วเข้าสู่กลุ่มดาวปลาในวันที่ 19 เมษายน
วันที่ 21 เมษายน 2569 น่าจะเป็นวันท้าย ๆ ที่มีโอกาสสังเกตดาวหางในเวลาเช้ามืด อาจสว่างที่โชติมาตร 3-4 (ดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า จึงอาจสว่างน้อยกว่านี้เนื่องจากบรรยากาศที่หนาแน่น) เป็นช่วงเดียวกับที่ดาวเคราะห์ 3 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวอังคาร และดาวเสาร์ เกาะกลุ่มอยู่ใกล้กันเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก (ห่างไปทางขวามือของดาวหาง)
ตำแหน่งดาวหางแพนสตารส์ในช่วงวันที่ 1-21 เมษายน 2569 เวลา 05:00 น. ดาวหางอยู่ในกลุ่มดาวม้าบินทางทิศตะวันออกค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ขอบฟ้าและตำแหน่งดาวเคราะห์เป็นของวันที่ 21 เมษายน (จาก Stellarium)
ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ดาวหางแพนสตารส์เริ่มย้ายมาอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก คาดว่าเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม ช่วงแรกอยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำ ความสว่างอยู่ที่ราวโชติมาตร 4-5 เข้าสู่กลุ่มดาวนายพรานในวันที่ 8 พฤษภาคม อาจมีโอกาสถ่ายภาพดาวหางขณะผ่านใกล้เนบิวลานายพราน (ดูแผนที่ประกอบ) แต่ดาวหางจะมีตำแหน่งอยู่ค่อนข้างต่ำใกล้ขอบฟ้าและจางลงมาก
ตำแหน่งดาวหางแพนสตารส์ในช่วงวันที่ 3-18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19:50 น. ดาวหางอยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำและนายพราน ขอบฟ้าและตำแหน่งดาวศุกร์เป็นของวันที่ 3 พฤษภาคม (จาก Stellarium)
แหล่งข้อมูล
● C/2025 R3 (PanSTARRS) - Solar System Dynamics (JPL/NASA)● C/2025 R3 (PanSTARRS) - Seiichi Yoshida
● CBET 5607 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● CBET 5680 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● C/2025 R3 (PanSTARRS) - COBS
ดูเพิ่ม
● เวลาเกิดแสงสนธยาและเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก● รู้จักดาวหาง
● แผนที่ฟ้าออนไลน์ แสดงตำแหน่งดาวและวัตถุท้องฟ้าในเวลาจริง




