ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ : 8 มิถุนายน 2547

วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2547 หากสภาพอากาศไม่เลวร้ายจนเกินไป เราจะมีโอกาสมองเห็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีใครในปัจจุบันนี้เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เพราะมันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 122 ปี

การผ่านหน้า

"สุริยุปราคา" เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ "การผ่านหน้า" มีลักษณะทางเรขาคณิตคล้ายกันแต่เห็นต่างกัน ดาวพุธและดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์เพียง 2 ดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก เราจึงมีโอกาสมองเห็นมันเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้ วงโคจรของดาวพุธและดาวศุกร์ที่ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกันพอดีกับวงโคจรโลก ทำให้โดยทั่วไปดาวเคราะห์ทั้งสองดวงมีเส้นทางอ้อมขึ้นไปทางเหนือหรือลงไปทางใต้ของดวงอาทิตย์ มีบางครั้งที่ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ (หรือดาวศุกร์) และโลกมาอยู่ในแนวเดียวกันพอดี เวลานี้เองทำให้คนบนโลกสามารถมองเห็นดาวพุธหรือดาวศุกร์เคลื่อนมาอยู่ด้านหน้าดวงอาทิตย์ เรียกว่าการผ่านหน้า (transit)

การที่ดาวศุกร์ใกล้โลกที่สุดขณะเกิดการผ่านหน้า ทำให้มันมีขนาดปรากฏใหญ่พอที่เราจะสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์เป็นดวงกลมดำตัดกับพื้นสว่างของดวงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ แต่จำเป็นต้องมีแผ่นกรองแสงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับดูดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับการดูดวงอาทิตย์แหว่งเว้าขณะเกิดสุริยุปราคา หากดาวศุกร์มีเส้นทางปรากฏขณะผ่านหน้าดวงอาทิตย์ใกล้ศูนย์กลางดวง มันอาจใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมงนับจากเริ่มต้นจนสิ้นสุดปรากฏการณ์ ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นได้ยาก คนๆ หนึ่งจะมีโอกาสเห็นได้ไม่เกิน 2 ครั้งในชีวิต และคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความถี่ของปรากฏการณ์

ถ้าหากวงโคจรของดาวศุกร์อยู่ในระนาบเดียวกันพอดีกับโลก เราจะมีโอกาสเห็นดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้บ่อยทุกๆ 19-20 เดือน แต่ความเป็นจริง ระนาบวงโคจรของดาวศุกร์เอียงทำมุมประมาณ 3 องศากับระนาบวงโคจรโลก ทำให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์จะเกิดเฉพาะในต้นเดือนธันวาคมและต้นเดือนมิถุนายนเท่านั้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดาวศุกร์โคจรผ่านจุดที่วงโคจรของมันตัดกับระนาบวงโคจรโลก ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเป็นคู่ คู่หนึ่งๆ ห่างกัน 8 ปี มีรูปแบบของความถี่ที่ชัดเจน คือ เกิดขึ้นทุกๆ 8, 121.5, 8 และ 105.5 ปี เป็นเช่นนี้เรื่อยไป คู่ที่จะเกิดขึ้นในรอบนี้จะเกิดในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2547 และ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทั้งสองครั้งนี้สามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย ส่วนคู่ต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2660 และ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2668

เนื่องจากดาวพุธโคจรเร็วกว่าดาวศุกร์ ดาวพุธจึงเกิดการผ่านหน้าแบบนี้บ่อยกว่าดาวศุกร์ คือ ราว 13-14 ครั้งต่อศตวรรษ ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์จะเกิดเฉพาะในช่วงใกล้วันที่ 8 พฤษภาคม และ 10 พฤศจิกายน ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วและมองเห็นได้จากประเทศไทย ครั้งต่อไปจะเกิดในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ซึ่งประเทศไทยจะเห็นได้ขณะดวงอาทิตย์ขึ้น

ประวัติศาสตร์และคุณค่าทางวิชาการของดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์

ระยะทางที่แท้จริงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ค้นหามานานหลายศตวรรษ เพราะหากเราทราบระยะทางนี้ เราก็จะสามารถทราบระยะทางระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ รวมทั้งดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลออกไปไม่มากนัก นักดาราศาสตร์สามารถทราบระยะทางนี้ได้จากการวัดตำแหน่งดาวพุธหรือดาวศุกร์ขณะเกิดการผ่านหน้า โดยเฉพาะดาวศุกร์ ที่สามารถสังเกตการณ์ได้ดีกว่าดาวพุธ เนื่องจากมีขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน และมีระยะห่างที่ใกล้โลกมากกว่าดาวพุธ ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักดาราศาสตร์ในอดีต

จากอดีตถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์เป็นครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เพียง 5 ครั้งเท่านั้นที่มีการสังเกตการณ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โยฮันส์ เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ เป็นบุคคลแรกที่พยากรณ์การเกิดดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ เขาพบว่าปี ค.ศ. 1631 มีการผ่านหน้าเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง คือ ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน และดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันที่ 7 ธันวาคม แต่แล้วเขาก็เสียชีวิตลงก่อนหน้านั้นเพียงปีเดียว

ปีแยร์ กาซองดี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสเป็นคนแรกที่สังเกตดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ตามการพยากรณ์ของเคปเลอร์ เขาพยายามจะสังเกตดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นในเดือนถัดมา แต่ผลการคำนวณในปัจจุบันแสดงว่ามันไม่สามารถเห็นได้ในยุโรป

แม้ว่าเคปเลอร์ได้คำนวณหาการผ่านหน้าดวงอาทิตย์ของดาวพุธและดาวศุกร์ไว้ล่วงหน้า แต่ปรากฏการณ์ในปี 1639 ไม่ปรากฏในตารางของเขา อย่างไรก็ดี เจเรไมอาห์ ฮอร์รอคส์ พระสอนศาสนาชาวอังกฤษที่ใช้เวลาว่างศึกษาดาราศาสตร์ คำนวณพบว่ามีดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 1639 ตามปฏิทินระบบเก่าที่ใช้ในขณะนั้น หรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม ตามปฏิทินเกรกอเรียนที่ใช้ในปัจจุบัน เขาและสหายนามว่า วิลเลียม แคร็บทรี กลายเป็น 2 คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำการสังเกตดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ผลการสังเกตการณ์คราวนั้นทำให้ฮอร์รอคส์และแคร็บทรีสามารถวัดขนาดปรากฏของดาวศุกร์ได้ใกล้เคียงกับค่าที่ยอมรับในปัจจุบัน ฮอร์รอคส์มีผลงานทางดาราศาสตร์อื่นๆ อีกที่น่าสนใจ แต่เขาได้เสียชีวิตลงก่อนด้วยวัยไม่ถึง 30 ปี

หลังจากนั้นเกือบ 40 ปี ขณะที่ เอดมันด์ แฮลลีย์ นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำบัญชีดาวฤกษ์ในซีกฟ้าใต้ เขาได้สังเกตดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี 1677 ที่เกาะเซนต์เฮเลนา อาณานิคมของอังกฤษที่อยู่ในตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก และพบว่าสามารถใช้ปรากฏการณ์นี้ในการวัดแพรัลแลกซ์ของดวงอาทิตย์ที่ทำให้ทราบระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ที่แม่นยำได้ หากได้ผลการสังเกตจากสถานที่บนโลกที่ห่างกันมากๆ เช่น สุดด้านตะวันออกกับสุดด้านตะวันตก หรือสุดด้านเหนือและใต้ของขอบเขตที่เห็นการผ่านหน้า จะยิ่งทำให้ผลที่ได้มีความแม่นยำขึ้น

ข้อคิดเห็นของแฮลลีย์ได้รับการสานต่อจากนักดาราศาสตร์ยุคต่อมา เมื่อเกิดดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี 1761 และ 1769 ซึ่งได้รับความสนใจศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดตั้งคณะสำรวจทั้งของอังกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรีย ออกเดินทางในมหาสมุทรไปในสถานที่ๆ มองเห็นการผ่านหน้า เพื่อทำการวัดเวลาที่เกิดปรากฏการณ์ในสัมผัสต่างๆ คณะสำรวจเหล่านี้จำเป็นต้องมีนักดาราศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถทำการสังเกตการณ์เพื่อหาพิกัดลองจิจูดและละติจูดที่แม่นยำของสถานที่นั้นได้ อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหามากมาย เช่น การเจ็บป่วยของลูกเรือ การโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในยุคที่เกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส และอากาศแปรปรวนในมหาสมุทร ดังนั้นการส่งคณะสำรวจออกไปจึงใช้เวลานานเป็นปี

ผลการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี 1761 และ 1769 ทำให้ เชโรม ลาลองด์ นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส คำนวณได้ว่าระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์มีค่า 153 ± 1 ล้านกิโลเมตร ต่อมาในปี 1891 ไซมอน นิวคอมบ์ นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ที่มีชื่อเสียงในด้านการคำนวณทางดาราศาสตร์ ได้ใช้ข้อมูลเดียวกันแต่อาศัยเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีกว่า ได้ค่า 149.59 ± 0.31 ล้านกิโลเมตร ค่าที่แม่นยำและใช้กันในปัจจุบันได้มาจากการใช้เรดาร์วัดระยะทางระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ต่างๆ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้ว่าระยะทาง 1 หน่วยดาราศาสตร์มีค่า 149,597,870.691 ± 0.030 กิโลเมตร

เนื่องจากปัจจุบันเราทราบค่าระยะห่างเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ที่มีความแม่นยำสูงแล้ว คุณค่าทางวิชาการที่ได้จากการสังเกตการผ่านหน้าดวงอาทิตย์ของดาวพุธและดาวศุกร์จึงมีลดน้อยลง อย่างไรก็ดี ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากและสามารถทำให้เรานึกย้อนถึงช่วงเวลาที่นักดาราศาสตร์ในอดีตเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้วใช้ปรากฏการณ์นี้ เป็นเครื่องมือในห้องปฏิบัติการที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เพื่อไขปัญหาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนั้น

ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ค.ศ. 1601-2000
วัน เดือน ปี หมายเหตุ
7 ธันวาคม 1631 มองเห็นได้ในประเทศไทย - ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป ไม่กี่ปีหลังจากเคปเลอร์เผยแพร่กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา
4 ธันวาคม 1639 มองไม่เห็นในประเทศไทย - หนึ่งปีหลังจากกาลิเลโอตีพิมพ์หนังสือ Dialogues Concerning Two New Sciences อธิบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของการเคลื่อนที่
6 มิถุนายน 1761 มองเห็นได้ในประเทศไทย - 3 ปีหลังจากดาวหางฮัลเลย์กลับมาปรากฏในปี 1758 ตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
4 มิถุนายน 1769 มองเห็นได้ในประเทศไทย - 2 ปีหลังจากสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี
9 ธันวาคม 1874 มองเห็นได้ในประเทศไทย - ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม, 2 ปีก่อนที่อเล็กซานเดอร์ กราแฮม เบลล์ จะประดิษฐ์โทรศัพท์ ตรงกับ 6 ปีหลังจากรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต
6 ธันวาคม 1882 มองไม่เห็นในประเทศไทย - ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5

ปรากฏการณ์หยดดำ

นักดาราศาสตร์ในอดีตพยายามที่จะวัดเวลาขณะดาวศุกร์แตะขอบดวงอาทิตย์ที่สังเกตได้จากสถานที่ต่างกันของโลก เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์หาระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปรากฏการณ์หยดดำ (black drop effect) ที่มีลักษณะเป็นแถบมืดเชื่อมต่อระหว่างดาวศุกร์กับขอบดวงอาทิตย์ ทำให้การวัดเวลาจังหวะที่ขอบดาวศุกร์กับขอบดวงอาทิตย์แตะกันทำได้ยาก และมีผลต่อความเที่ยงตรงของระยะทาง 1 หน่วยดาราศาสตร์ ในช่วงเวลานั้น นักดาราศาสตร์คาดว่าปรากฏการณ์หยดดำเกิดจากการเลี้ยวเบน (diffraction) หรือการหักเห (refraction) ของแสงผ่านบรรยากาศของดาวศุกร์ แต่การที่พบปรากฏการณ์หยดดำกับดาวพุธที่แทบจะไม่มีบรรยากาศด้วย ทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อว่าความจริงแล้วมันเกิดจากความปั่นป่วนในบรรยากาศของโลกเอง รวมทั้งเกิดจากทัศนูปกรณ์

บริเวณที่มองเห็นดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ 8 มิถุนายน 2547

ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ สามารถมองเห็นได้เกือบทั่วโลก ประเทศทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกอย่าง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย จะเห็นตั้งแต่ดาวศุกร์เริ่มผ่านหน้าดวงอาทิตย์ แต่ดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้าก่อนที่ปรากฏการณ์จะสิ้นสุด ขณะที่ประเทศทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ตะวันออกของอเมริกาเหนือ ทะเลแคริบเบียน และอเมริกาใต้จะกลับกัน คือ เห็นดาวศุกร์ผ่านหน้าไปแล้วขณะดวงอาทิตย์ขึ้น ส่วนในประเทศไทย ยุโรป ตะวันออกกลาง ด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา ตอนกลางและด้านตะวันตกของทวีปเอเชีย อยู่ในพื้นที่ที่สามารถมองเห็นได้ตลอดปรากฏการณ์นับจากเริ่มต้นจนสิ้นสุด

เวลาที่เกิดปรากฏการณ์

การผ่านหน้าดวงอาทิตย์ มีลำดับขั้นตอนของปรากฏการณ์ ได้แก่ สัมผัสที่ 1 เกิดขึ้นในจังหวะที่ขอบดวงของดาวศุกร์เริ่มสัมผัสกับขอบดวงอาทิตย์ การสังเกตการณ์ยังทำไม่ได้เพราะเรายังไม่เห็นตัวดวงของดาวศุกร์ หากสังเกตที่กรุงเทพฯ สัมผัสที่ 1 เกิดขึ้นในเวลา 12.13 น. เมื่อดาวศุกร์เริ่มปรากฏเคลื่อนเข้าไปในดวงอาทิตย์ เราจะเห็นขอบดวงอาทิตย์ด้านนั้นแหว่งเว้าเข้าไป สังเกตได้ดีเมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ เพราะดาวศุกร์มีขนาดเล็ก ไม่เหมือนกับสุริยุปราคาที่เห็นดวงอาทิตย์แหว่งชัดเจน ช่วงที่ขอบดวงอาทิตย์แหว่งนี้จะใช้เวลาประมาณ 19 นาที จึงจะถึง สัมผัสที่ 2 อันเป็นจังหวะที่ดาวศุกร์เคลื่อนเข้าไปในวงดวงอาทิตย์หมดทั้งดวงเป็นครั้งแรก ขอบด้านหนึ่งของดาวศุกร์จะสัมผัสกับขอบด้านในของดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นในเวลา 12.32 น. ดาวศุกร์จะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ใช้เวลาผ่านหน้าดวงอาทิตย์นานถึง 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยจะเข้าไปในดวงอาทิตย์ลึกที่สุดเวลา 15.16 น. ก่อนจะถึง สัมผัสที่ 3 ในเวลา 18.01 น. เมื่อขอบดาวศุกร์สัมผัสกับขอบด้านในของดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นขอบด้านนี้ของดวงอาทิตย์จะแหว่งเป็นเวลานานประมาณ 20 นาที ก่อนจะสิ้นสุดการผ่านหน้าดวงอาทิตย์ที่ สัมผัสที่ 4 ในเวลา 18.21 น.

ทางเทคนิคการสังเกตสัมผัสที่ 1 และสัมผัสที่ 4 ทำไม่ได้ด้วยการสังเกตในแสงขาว แต่สามารถสังเกตได้ผ่านแผ่นกรองแสงไฮโดรเจน-แอลฟาที่ใช้สำหรับสังเกตเปลวสุริยะ (prominences) และโครโมสเฟียร์ (chromosphere) ของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์หยดดำอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่จะถึงสัมผัสที่ 2 ไม่นาน และดำเนินต่อไปจนกระทั่งปรากฏการณ์หยดดำสิ้นสุดลง คือ เห็นดาวศุกร์กับขอบดวงอาทิตย์แยกออกจากกัน นักดาราศาสตร์ถือเวลาจังหวะนี้เป็นสัมผัสที่ 2 หลังจากสัมผัสที่ 3 ปรากฏการณ์หยดดำอาจเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งสิ้นสุดปรากฏการณ์อย่างสมบูรณ์ในอีกราว 20 นาที และเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก ที่กรุงเทพฯ ดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 18.45 น.

สังเกตการณ์อย่างไรให้ปลอดภัย

ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถมองดูด้วยตาเปล่าได้ จำเป็นต้องมีแว่นกรองแสงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับส่องดูดวงอาทิตย์ (ไม่ใช่แว่นกันแดด) หรือกล้องโทรทรรศน์ที่มีแผ่นกรองแสงปิดบังหน้ากล้องเพื่อลดทอนแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ลง นอกจากนั้นเรายังสามารถใช้เทคนิคแบบเดียวกับการดูสุริยุปราคาบางส่วน เช่น การฉายภาพดวงอาทิตย์ผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาลงบนฉากรับภาพ แต่มีข้อควรระวัง คือ อย่าให้เด็กหรือผู้ที่ไม่รู้มองเข้าไปในกล้องโดยตรง

วัสดุกรองแสงที่ ไม่ปลอดภัย และควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ต ฟิล์มเอกซ์เรย์ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะสามารถกรองแสงในย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถลอดผ่านและเป็นอันตรายต่อดวงตาได้

สภาพอากาศ

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่ทราบกันดีว่า สภาวะอากาศในประเทศไทยค่อนข้างแปรปรวนเนื่องจากเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีบทบาทในภูมิภาคทำให้ท้องฟ้ามักมีเมฆจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการดูดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาชี้ว่าโอกาสมีเมฆอยู่ที่ 60-80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ดีช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์นั้นนานถึง 6 ชั่วโมง จึงน่าจะมีช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปิดและสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้

ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในอนาคต

หลังจากนี้ไปอีก 8 ปี คือในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ดาวศุกร์จะโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ให้เราเห็นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นจะเกิดขึ้นระหว่างเวลา 5.09-11.50 น. สามารถมองเห็นได้เกือบทั่วโลก ยกเว้นด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ และด้านตะวันตกของแอฟริกา ประเทศไทยจะเห็นดาวศุกร์เข้าไปในดวงอาทิตย์แล้วขณะดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า แต่หลังจากนั้นเป็นเวลาอีกร้อยปีเศษจนกว่าปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์จะมีมาให้เราได้เห็นอีกในปี พ.ศ. 2660

ดูเพิ่ม

ที่มา