ห่างออกไป 3,200 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวยูนิคอร์น มีดาวดวงหนึ่งชื่อ อัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู (ASASSN-24fw) ดาวดวงนี้มีขนาดราวสองเท่าของดวงอาทิตย์ เป็นดาวที่มีความสว่างคงที่
ในปลายปี 2567 นักดาราศาสตร์เริ่มพบว่าดาวดวงนี้เริ่มหรี่แสงลง และการหรี่แสงนี้ก็ยาวนานถึง 200 วัน ซึ่งนับเป็นการหรี่แสงที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่ง ปริมาณแสงที่หรี่ลงไปก็มากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ เป็นการหรี่แสงของดาวฤกษ์ที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยมีการบันทึกกันมา การหรี่แสงที่ทั้งยาวนานและรุนแรงมากเช่นนี้พบได้น้อยมาก
งานวิจัยฉบับหนึ่งที่ผ่านการพิชญพิจารณ์ที่ตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าวรายเดือนของสมาคมดาราศาสตร์หลวงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นักดาราศาสตร์จากนานาชาติได้เสนอทฤษฎีว่า การหรี่แสงนี้เกิดจากวงแหวนแบนขนาดยักษ์ที่มีรัศมีถึง 26 ล้านกิโลเมตร หรือราวครึ่งหนึ่งของระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์ถึงดาวพุธ เข้ามาบดบังแสงจากดาวไป
วงแหวนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอวกาศไม่ได้ ต้องมีวัตถุที่เป็นแกนกลาง คำถามคือ วงแหวนยักษ์นั้นล้อมรอบอะไร มีความเป็นไปได้ทั้งสองแบบคือ ดาวแคระน้ำตาล หรือดาวเคราะห์มวลสูงที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีมาก
การวิเคราะห์ทั้งทางจากภาพถ่ายและสเปกตรัมบ่งชี้ว่า วัตถุที่มาบังมีมวลไม่น้อยกว่าสามเท่าของดาวพฤหัสบดี และเป็นไปได้มากว่ามีมวลอยู่ในช่วง 13-80 เท่าของดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นย่านมวลที่น่าจะเป็นดาวแคระน้ำตาลมากกว่าที่จะเป็นดาวเคราะห์
ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุคล้ายดาวฤกษ์ แต่มีมวลไม่มากพอที่จะเป็นดาวฤกษ์ ส่องสว่างด้วยกระบวนการหลอมดิวทีเรียม ซึ่งให้ความร้อนน้อยกว่าดาวฤกษ์ ดาวแคระน้ำตาลมีมวลได้ไม่เกิน 90 เท่าของดาวพฤหัสบดี
ข้อมูลจากการสำรวจยังแสดงว่า ตัวดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยูเองก็มีสิ่งคล้ายวงแหวนล้อมรอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเกิดจากการชนกันเองระหว่างดาวเคราะห์ วงแหวนฝุ่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติรอบดาวฤกษ์อายุน้อย ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ยังไร้ระเบียบ มีการชนกันเองของวัตถุบริวารบ่อย แต่สำหรับดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู่ซึ่งมีอายุระดับเป็นพันล้านปีแต่ยังมีวงแหวนเป็นเรื่องที่ออกจะผิดปกติ
หากทฤษฎีของนักดาราศาสตร์ที่ว่าดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยูหรี่แสงจากการถูกวงแหวนของวัตถุดวงอื่นมาบดบังจริง ก็จะต้องมีการบังสองครั้งในเวลาไม่ห่างกัน ซึ่งนักดาราศาสตร์คาดว่าการบังครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในอีก 42-43 ปีข้างหน้า
ขณะนี้นักดาราศาสตร์คณะเดียวกันนี้ยังคงสำรวจดาวดวงนี้ต่อไป โดยเน้นไปที่การวัดอุณหภูมิ ประเมินสถานะทางวิวัฒนาการ องค์ประกอบทางเคมี และอายุของดาวดวงนี้ และพยายามหาโอกาสที่จะได้ใช้กล้องวีแอลทีของหอดูดาวยุโรปซีกใต้ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์มาใช้ในการสำรวจด้วย
ในปลายปี 2567 นักดาราศาสตร์เริ่มพบว่าดาวดวงนี้เริ่มหรี่แสงลง และการหรี่แสงนี้ก็ยาวนานถึง 200 วัน ซึ่งนับเป็นการหรี่แสงที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่ง ปริมาณแสงที่หรี่ลงไปก็มากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ เป็นการหรี่แสงของดาวฤกษ์ที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยมีการบันทึกกันมา การหรี่แสงที่ทั้งยาวนานและรุนแรงมากเช่นนี้พบได้น้อยมาก
งานวิจัยฉบับหนึ่งที่ผ่านการพิชญพิจารณ์ที่ตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าวรายเดือนของสมาคมดาราศาสตร์หลวงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นักดาราศาสตร์จากนานาชาติได้เสนอทฤษฎีว่า การหรี่แสงนี้เกิดจากวงแหวนแบนขนาดยักษ์ที่มีรัศมีถึง 26 ล้านกิโลเมตร หรือราวครึ่งหนึ่งของระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์ถึงดาวพุธ เข้ามาบดบังแสงจากดาวไป
วงแหวนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอวกาศไม่ได้ ต้องมีวัตถุที่เป็นแกนกลาง คำถามคือ วงแหวนยักษ์นั้นล้อมรอบอะไร มีความเป็นไปได้ทั้งสองแบบคือ ดาวแคระน้ำตาล หรือดาวเคราะห์มวลสูงที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีมาก
การวิเคราะห์ทั้งทางจากภาพถ่ายและสเปกตรัมบ่งชี้ว่า วัตถุที่มาบังมีมวลไม่น้อยกว่าสามเท่าของดาวพฤหัสบดี และเป็นไปได้มากว่ามีมวลอยู่ในช่วง 13-80 เท่าของดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นย่านมวลที่น่าจะเป็นดาวแคระน้ำตาลมากกว่าที่จะเป็นดาวเคราะห์
ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุคล้ายดาวฤกษ์ แต่มีมวลไม่มากพอที่จะเป็นดาวฤกษ์ ส่องสว่างด้วยกระบวนการหลอมดิวทีเรียม ซึ่งให้ความร้อนน้อยกว่าดาวฤกษ์ ดาวแคระน้ำตาลมีมวลได้ไม่เกิน 90 เท่าของดาวพฤหัสบดี
ข้อมูลจากการสำรวจยังแสดงว่า ตัวดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยูเองก็มีสิ่งคล้ายวงแหวนล้อมรอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเกิดจากการชนกันเองระหว่างดาวเคราะห์ วงแหวนฝุ่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติรอบดาวฤกษ์อายุน้อย ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ยังไร้ระเบียบ มีการชนกันเองของวัตถุบริวารบ่อย แต่สำหรับดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู่ซึ่งมีอายุระดับเป็นพันล้านปีแต่ยังมีวงแหวนเป็นเรื่องที่ออกจะผิดปกติ
ภาพแสดงการหรี่แสงของดาวฤกษ์ที่เกิดจากวัตถุมีวงแหวนขนาดใหญ่บดบัง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู (ASASSN-24fw) หรี่แสงไป
หากทฤษฎีของนักดาราศาสตร์ที่ว่าดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยูหรี่แสงจากการถูกวงแหวนของวัตถุดวงอื่นมาบดบังจริง ก็จะต้องมีการบังสองครั้งในเวลาไม่ห่างกัน ซึ่งนักดาราศาสตร์คาดว่าการบังครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในอีก 42-43 ปีข้างหน้า
ภาพในจินตนาการของศิลปิน แสดงดาวอัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู (ASASSN-24fw) หลังจากการบังผ่านพ้นไป ดาวดวงนี้มีจานฝุ่นที่คาดว่าเกิดจากการชนกันเองของดาวเคราะห์ วัตถุที่มาบดบังที่มีวงแหวนขนาดยักษ์อยู่ทางล่างขวาของภาพ ดาวแคระแดงที่เป็นดาวสหายของดาว อัสแซสซิน-24 เอฟดับเบิลยู อยู่ทางล่างซ้ายย (จาก S. Shah et al./ Royal Astronomical Society (CC BY 4.0).)
ขณะนี้นักดาราศาสตร์คณะเดียวกันนี้ยังคงสำรวจดาวดวงนี้ต่อไป โดยเน้นไปที่การวัดอุณหภูมิ ประเมินสถานะทางวิวัฒนาการ องค์ประกอบทางเคมี และอายุของดาวดวงนี้ และพยายามหาโอกาสที่จะได้ใช้กล้องวีแอลทีของหอดูดาวยุโรปซีกใต้ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์มาใช้ในการสำรวจด้วย



