สมาคมดาราศาสตร์ไทย
ดาวหาง 3 ไอ เซอร์ไพรส์ไม่เลิก

ดาวหาง 3 ไอ เซอร์ไพรส์ไม่เลิก

11 ก.ย. 2569
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ดาวหาง 3 ไอ/แอตลัส (3I/ATLAS) ผ่านพ้นออกจากระบบสุริยะชั้นในไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้าออกจากระบบสุริยะไปโดยไม่หวนกลับมาอีก แต่เรื่องราวของดาวหางดวงนี้ยังไม่จบ และยังคงทำให้นักดาราศาสตร์ต้องทึ่งกับความแปลกของดาวหางดวงนี้ได้เสมอ

ดาวหาง 3 ไอ/แอตลัส (3I/ATLAS) ค้นพบเมื่อกลางปี 2568 โดยโครงการแอตลัส ดาวหางดวงนี้ไม่เหมือนดาวหางทั่วไป เพราะไม่ได้มีต้นกำเนิดในระบบสุริยะของเรา มันมาจากระบบสุริยะอื่น หมายความว่าเคยเป็นบริวารของดาวฤกษ์ดวงอื่นมาก่อน แต่ต่อมาก็หลุดออกจากระบบสุริยะต้นกำเนิดแล้วรอนแรมเป็นระยะทางไกลจนเข้ามายังระบบสุริยะของเรา นักดาราศาสตร์เรียกดาวหางจำพวกนี้ว่า ดาวหางระหว่างดาว (interstellar comet) หมายความว่าเดินทางมาจากที่ว่างระหว่างดวงดาว หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายด้วยคำเรียกแบบบ้าน ๆ ก็คือ ดาวหางต่างด้าว

ในช่วงที่ดาวหางดวงนี้ผ่านเข้ามาใกล้โลกและดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันกล้องโทรทรรศน์มายังดาวหางดวงนี้ด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ

ดาวหาง รวมถึงดาวเคราะห์น้อย เป็นวัตถุที่เกิดขึ้นจากสสารที่หลงเหลือจากกระบวนการสร้างระบบสุริยะ การศึกษาดาวหางต่างด้าวอย่าง 3 ไอ จึงช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาสภาพแวดล้อมของระบบสุริยะนั้นได้ไม่ต้องส่งยานไปสำรวจถึงที่

ดาวหาง 3 ไอ/แอตลาส (3I/ATLAS)
ดาวหาง 3 ไอ/แอตลาส (3I/ATLAS) ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์เจมิไนเหนือเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 (จาก International Gemini Observatory/NOIRLab/NSF/AURA/B. Bolin.)

เมื่อต้นเดือนกันยายนนี้เอง มีรายงานผลการวิจัยของนักดาราศาสตร์คณะหนึ่งที่นำโดย ดร. เลอา เฟอเรลเลก นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรียเปิดเผยว่า จากการใช้สเปกโทรกราฟวีฟ (WEAVE--WHT Enhanced Area Velocity Explorer) ที่ติดอยู่บนกล้องโทรทรรศน์วิลเลียมเฮอร์เชลศึกษาไอออนที่ดาวหาง 3 ไอปล่อยออกมาในช่วงที่เพิ่งพ้นจากช่วงใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดและกำลังถอยห่างออกไป นักดาราศาสตร์ได้พบไอออนห้าชนิดที่ดาวหางขับออกมาพร้อม ๆ กัน ได้แก่ ไดไนโตรเจน (N2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO+) คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน และ ไฮโดรคาร์บอน (CH+) พบว่าสัดส่วนของไดไนโตรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์แสดงว่าดาวหางดวงนี้กำเนิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดถึง -240 องศาเซลเซียส ซึ่งแสดงว่าถิ่นกำเนิดของดาวหางดวงนี้อยู่ห่างไกลจากดาวฤกษ์แม่มาก ทำนองเดียวกับวัตถุในระบบสุริยะของเราที่มีต้นกำเนิดในแถบไคเปอร์หรือเมฆออร์ต

แผนภูมิแสดงแนววิถีของดาวหาง 3 ไอ/แอตลัส (3I/ATLAS)
แผนภูมิแสดงแนววิถีของดาวหาง 3 ไอ/แอตลัส (3I/ATLAS) (จาก NASA/JPL-Caltech)


นักดาราศาสตร์คณะดังกล่าวยังมีการสำรวจว่าสัดส่วนไอออนในและละระยะของหางดางหางมีความผันแปรอย่างไร ซึ่งพบว่าไออนของไฮโดรคาร์บอนมีจำนวนลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อวัดที่ระยะห่างจากจากหัวดาวหางมากขึ้น

นักดาราศาสตร์อีกคณะหนึ่ง นำโดย นาทาน รอท ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ได้ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมาสำรวจดาวหางดวงนี้เช่นกัน โดยคณะนี้ได้สำรวจในช่วงที่ดาวหางอยู่ในช่วงขาเข้า ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด

คณะของรอทได้สำรวจโมเลกุลบริเวณโคม่า (บริเวณชั้นแก๊สที่ห่อหุ้มนิวเคลียสของดาวหางจนประกอบเป็นส่วนหัวของดาวหาง) โดยมุ่งเน้นไปยังการวัดปริมาณของโมเลกุลสองชนิด ได้แก่ เมทานอล (CH3OH) และไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในดาวหาง

ข้อมูลจากอัลมาแสดงว่า ดาวหาง 3 ไอมีปริมาณของเมทานอลสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับไฮโดรเจนไซยาไนด์ สัดส่วนของสารประกอบสองชนิดนี้คือ 70 ต่อ 120 นับเป็นเป็นดาวหางที่มีปริมาณเมทานอลสูงที่สุดดวงหนึ่งในบรรดาดาวหางที่นักดาราศาสตร์เคยศึกษามา

ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าดาวหาง 3 ไอ/แอตลัส เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมต่างจากดาวหางส่วนใหญ่ของระบบสุริยะของเรามาก

ก่อนหน้านี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์เคยพบว่าในช่วงที่ดาวหาง 3 ไอ ยังอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ โคม่ามีคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่

นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าไฮโดรเจนไซยาไนด์ในดาวหางเกือบทั้งหมดมาจากนิวเคลียส ส่วนเมทานอลดูเหมือนจะมาจากทั้งนิวเคลียสและอนุภาคน้ำแข็งที่อยู่ในโคม่า เมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น อนุภาคน้ำแข็งในโคม่าระเหิดออกเป็นแก๊สและคายเมทานอลออกมา