ดาวหางแม็ปส์ (C/2026 A1)
ดาวหางแม็ปส์เป็นดาวหางดวงแรกที่ค้นพบใน พ.ศ. 2569 มีชื่อในบัญชีดาวหางว่า ซี/2026 เอ1 (แม็ปส์) - C/2026 A1 (MAPS) โดยที่ C หมายถึงดาวหางคาบยาวหรือไม่มีคาบ 2026 คือปีที่ค้นพบ และ A1 หมายถึงเป็นดวงแรกที่พบในครึ่งแรกของเดือนมกราคม
แม็ปส์ซึ่งเป็นชื่อสามัญของดาวหางดวงนี้มาจากชื่อของโครงการสำรวจท้องฟ้า เป็นคำย่อจากการนำอักษรตัวแรกในนามสกุลของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวฝรั่งเศส 4 คนที่ร่วมโครงการมาเรียงกัน (Maury, Attard, Parrott และ Signoret) กล้องโทรทรรศน์ของโครงการตั้งอยู่ที่ประเทศชิลีในทวีปอเมริกาใต้ ดาวหางปรากฏในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ขณะอยู่ในกลุ่มดาวนกเขาในซีกฟ้าใต้ มีความสว่างที่โชติมาตร 18
นักดาราศาสตร์กำลังให้ความสนใจดาวหางดวงนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์ที่มีโอกาสจะสว่างมากในช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน 2569 แต่ช่วงดาวหางสว่างที่สุดนั้นไม่สามารถสังเกตได้จากพื้นโลกเนื่องจากดาวหางอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก
การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางแม็ปส์มีความไม่แน่นอนสูง มีความเสี่ยงที่ดาวหางอาจแตกสลายในช่วงที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ หากดาวหางรอดพ้นจากความโน้มถ่วงและความร้อนสูงของดวงอาทิตย์จนเหลือชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่พอ (ขณะนี้ประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้) และหากชิ้นส่วนนั้นสว่างมากพอ ประเทศไทยมีโอกาสจะสังเกตดาวหางดวงนี้ได้
ครึ่งหลังของเดือนมีนาคม ดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาพลบค่ำ สังเกตได้ยากจากประเทศไทย หลังใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดแล้ว หากดาวหางยังคงอยู่คาดว่าจะสังเกตได้ในเวลาหัวค่ำของต้นเดือนเมษายน 2569 อาจมีหางเรียวยาวชี้ขึ้นไปบนฟ้า แต่มีเวลาสังเกตได้ไม่นานเพราะดาวหางจะตกลับขอบฟ้าไปก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท
การศึกษาวงโคจรของดาวหางกลุ่มครอยทช์และบันทึกการปรากฏของดาวหางในอดีตทำให้เกิดทฤษฎีอธิบายว่าดาวหางกลุ่มนี้อาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางขนาดใหญ่ที่ปรากฏในบันทึกของอาริสโตเติลเมื่อ 372 ปีก่อนคริสต์ศักราช คาดว่าใจกลางดาวหางที่เรียกว่านิวเคลียสมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 กิโลเมตร มีรายงานว่าดาวหางได้แตกออกเป็นอย่างน้อย 2 ดวง สอดคล้องกับการศึกษาดาวหางในกลุ่มครอยทช์หลายพันดวงที่พบว่าแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม และมีกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม
ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของดาวหางกลุ่มครอยทช์มาปรากฏเมื่อ ค.ศ. 1106, 1843, 1882 และ 1965 การแตกออกเป็นทอด ๆ ของชิ้นส่วนขนาดใหญ่หลายชิ้นได้ก่อให้เกิดดาวหางขนาดเล็กจำนวนมากเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรใกล้เคียงกันและแผ่กระจายไปทั่วทั้งวงโคจร ดาวหางแต่ละดวงมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในหลักหลายร้อยถึงมากกว่า 1,000 ปี ส่วนมากพบในภาพถ่ายจากกล้องคอโรนากราฟบนยานโซโฮ กล้องนี้มีแผ่นบังแสงอาทิตย์เพื่อใช้สังเกตบรรยากาศและปรากฏการณ์รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เห็นวัตถุอย่างดาวหางที่ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ด้วย นับตั้งแต่ยานโซโฮขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศมาตั้งแต่ปลายปี 2538 นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางกลุ่มครอยทช์ในภาพถ่ายของโซโฮในอัตราหลายสิบดวงถึงมากกว่า 100 ดวงต่อปี
การคาดหมายอนาคตของดาวหางแม็ปส์ เราอาจเทียบเคียงกับดาวหางเลิฟจอย [C/2011 W3 (Lovejoy)] ซึ่งเป็นดาวหางกลุ่มครอยทช์ดวงล่าสุดที่เหลือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังจากผ่านใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 (แม้ว่านิวเคลียสอาจถูกทำลายในช่วงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจนกลายเป็นดาวหางไร้หัว) มีรายงานการสังเกตจากหลายประเทศในซีกโลกใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2554 ซึ่งดาวหางมีโชติมาตรประมาณ -1 แล้วค่อย ๆ ลดลงไปที่โชติมาตร 4 ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์หลังจากนั้น
หลังจากค้นพบเมื่อเดือนมกราคม 2569 จนถึงขณะนี้ ดาวหางแม็ปส์ได้สว่างขึ้นมาอยู่ที่โชติมาตร 10-11 ในกลางเดือนมีนาคม และขึ้นมาที่โชติมาตร 7 ในวันที่ 27 มีนาคม ยังคงสว่างน้อย ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จากข้อมูลถึงวันที่ 28 มีนาคม คาดว่าช่วงสิ้นเดือนดาวหางจะสว่างขึ้นไปที่ราวโชติมาตร 5 แต่สังเกตได้ยาก อุปสรรคสำคัญคือดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าและมีแสงสนธยารบกวน ต้องหาสถานที่ซึ่งท้องฟ้าทิศตะวันตกเปิดโล่งและท้องฟ้าโปร่ง หลังจากนั้นดาวหางจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากจนไม่สามารถสังเกตได้
ช่วงที่น่าจับตาดูคือเมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ถึงระยะ 0.2 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 1 เมษายน 2569 มีความเสี่ยงที่สภาพแวดล้อมใกล้ดวงอาทิตย์ ทั้งความโน้มถ่วงและความร้อนอาจทำให้นิวเคลียสเริ่มปริแตก เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าดาวหางจะทนสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายได้ดีเพียงใด
โชติมาตรสัมบูรณ์ของดาวหางแม็ปส์มีค่าน้อยกว่าดาวหางเลิฟจอย ทำให้เชื่อว่าอาจสว่างกว่าและมีขนาดใหญ่กว่า จึงมีโอกาสที่ดาวหางแม็ปส์จะเดินตามรอยดาวหางเลิฟจอย สัปดาห์นี้นักดาราศาสตร์เผยแพร่ผลการสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และประเมินว่านิวเคลียสของดาวหางแม็ปส์อาจมีขนาดราว 0.4 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงหรืออาจเล็กกว่าดาวหางเลิฟจอย คณะวิจัยเตือนว่าขนาดของนิวเคลียสอาจไม่ได้ยืนยันว่าดาวหางแม็ปส์จะเหลือซากหรือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังจากใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด และโอกาสที่ดาวหางจะแตกสลายก่อนผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นเรายังจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของดาวหางต่อไปเพื่อประเมินโอกาสในการสังเกตจากพื้นโลก
แม้ว่าช่วงวันแรก ๆ ของเดือนเมษายน ดาวหางจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จนมองไม่เห็นจากพื้นโลก แต่เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของดาวหางได้จากภาพถ่ายที่มาจากกล้องถ่ายภาพและคอโรนากราฟที่ติดตั้งบนยานอวกาศ เช่น หอสังเกตการณ์โซโฮ (SOHO) ยานสเตอริโอ-เอ (STEREO-A) ดาวเทียมโกส 19 (GOES 19) ดาวเทียมพันช์ (PUNCH) หากดาวหางสว่างมากพอ มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศในวงโคจรรอบโลกและบนยานอาร์เทมิส 2 ที่เดินทางไปใกล้ดวงจันทร์ก็อาจเห็นดาวหางด้วย
ดาวหางแม็ปส์จะปรากฏในภาพถ่ายของกล้องจากหอสังเกตการณ์โซโฮตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน และผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 21 น. ตามเวลาประเทศไทย ด้วยระยะห่างจากศูนย์กลางดวงอาทิตย์ประมาณ 0.0057 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 857,800 กิโลเมตร (ดวงอาทิตย์มีรัศมี 695,700 กิโลเมตร ดาวหางจึงผ่านใกล้ผิวดวงอาทิตย์ที่ระยะประมาณ 162,000 กิโลเมตร) หากดาวหางเหลือชิ้นส่วนหรือซากหลังจากผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด เราจะเห็นดาวหางในภาพถ่ายของโซโฮต่อไปถึงวันที่ 6 เมษายน 2569
การคาดหมายที่กล่าวมานี้อยู่ภายใต้สมมุติฐานว่าดาวหางแม็ปส์จะสว่างใกล้เคียงดาวหางเลิฟจอย (C/2011 W3) การคาดหมายนี้จะใช้ไม่ได้เลยหากดาวหางแตกสลายไปจนไม่เหลือซากขณะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในวันที่ 4 เมษายน แบบที่เคยเกิดขึ้นกับดาวหางแอตลัสเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 (บทความนี้จะเพิ่มข้อมูลการสังเกตดาวหางแม็ปส์ในช่วงหลังวันที่ 6 เมษายน หากพบว่าดาวหางยังคงอยู่)
(3 เมษายน 2569) ดาวหางแม็ปส์เริ่มปรากฏในภาพถ่ายจากคอโรนากราฟบนยานโซโฮตั้งแต่เวลาประมาณ 21-22 น. ของวันที่ 2 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับดาวหางเลิฟจอย (C/2011 W3) พบว่าดาวหางแม็ปส์มีความสว่างน้อยกว่าค่อนข้างมาก
จากข้อมูลการศึกษาดาวหางในกลุ่มครอยทช์หลายดวงในอดีต พบว่าดาวหางกลุ่มนี้มักสว่างที่สุดเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่ระยะเฉลี่ยประมาณ 12 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ สำหรับดาวหางแม็ปส์จะเกิดขึ้นในเวลา 11 น. ของวันที่ 4 เมษายน หรือประมาณ 10 ชั่วโมงก่อนถึงจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด หลังจากนั้นคาดว่าความสว่างจะลดลง จากลักษณะที่ปรากฏในขณะนี้ โอกาสที่ดาวหางแม็ปส์จะเหลือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดยังคงเป็นไปได้ยาก
(4 เมษายน 2569) จากภาพถ่ายล่าสุดของดาวหางแม็ปส์เมื่อเช้ามืดของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย แสดงว่าดาวหางยังคงดูดีและสว่างขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะสว่างกว่าโชติมาตร 1 (อาจใกล้ 0)
(5 เมษายน 2569) จากที่เห็นในภาพถ่ายด้วยคอโรนากราฟบนยานโซโฮ ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุใดเคลื่อนที่ออกมาทางด้านซ้ายตามแนววงโคจรของดาวหางแม็ปส์ เป็นอันแน่นอนแล้วว่านิวเคลียสของดาวหางได้แตกสลายไปแล้วหลังจากผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 21 น. ของวันที่ 4 เมษายน
● C/2026 A1 (MAPS) - Seiichi Yoshida
● C/2011 W3 (Lovejoy) - Seiichi Yoshida
● CBET 5663 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● C/2026 A1 (MAPS) - COBS
● Sungrazer Project
● The discovery of comet C/2026 A1 MAPS
● The Science of Sungrazers, Sunskirters, and Other Near-Sun Comets
● Preliminary Nucleus Size Estimate for Kreutz Sungrazer C/2026 A1 (MAPS)
● รู้จักดาวหาง
● แผนที่ฟ้าออนไลน์ แสดงตำแหน่งดาวและวัตถุท้องฟ้าในเวลาจริง
แม็ปส์ซึ่งเป็นชื่อสามัญของดาวหางดวงนี้มาจากชื่อของโครงการสำรวจท้องฟ้า เป็นคำย่อจากการนำอักษรตัวแรกในนามสกุลของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวฝรั่งเศส 4 คนที่ร่วมโครงการมาเรียงกัน (Maury, Attard, Parrott และ Signoret) กล้องโทรทรรศน์ของโครงการตั้งอยู่ที่ประเทศชิลีในทวีปอเมริกาใต้ ดาวหางปรากฏในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ขณะอยู่ในกลุ่มดาวนกเขาในซีกฟ้าใต้ มีความสว่างที่โชติมาตร 18
ดาวหางแม็ปส์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 (จาก Michael Jager และ Gerald Rhemann)
นักดาราศาสตร์กำลังให้ความสนใจดาวหางดวงนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์ที่มีโอกาสจะสว่างมากในช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน 2569 แต่ช่วงดาวหางสว่างที่สุดนั้นไม่สามารถสังเกตได้จากพื้นโลกเนื่องจากดาวหางอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก
การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางแม็ปส์มีความไม่แน่นอนสูง มีความเสี่ยงที่ดาวหางอาจแตกสลายในช่วงที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ หากดาวหางรอดพ้นจากความโน้มถ่วงและความร้อนสูงของดวงอาทิตย์จนเหลือชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่พอ (ขณะนี้ประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้) และหากชิ้นส่วนนั้นสว่างมากพอ ประเทศไทยมีโอกาสจะสังเกตดาวหางดวงนี้ได้
ครึ่งหลังของเดือนมีนาคม ดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาพลบค่ำ สังเกตได้ยากจากประเทศไทย หลังใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดแล้ว หากดาวหางยังคงอยู่คาดว่าจะสังเกตได้ในเวลาหัวค่ำของต้นเดือนเมษายน 2569 อาจมีหางเรียวยาวชี้ขึ้นไปบนฟ้า แต่มีเวลาสังเกตได้ไม่นานเพราะดาวหางจะตกลับขอบฟ้าไปก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท
ดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์
ดาวหางแม็ปส์เป็นดาวหางในกลุ่มครอยทช์ซึ่งเป็นกลุ่มของดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์ที่ตั้งชื่อตาม ไฮน์ริช ครอยทช์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ศึกษาดาวหางกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางในกลุ่มครอยทช์มาแล้วหลายพันดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพถ่ายจากหอสังเกตการณ์โซโฮ ซึ่งเป็นยานสำรวจดวงอาทิตย์ที่โคจรอยู่ในอวกาศใกล้โลก วงโคจรของดาวหางกลุ่มครอยทช์มีความรีสูง จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างไม่เกิน 2 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ วงโคจรเอียงทำมุมกับระนาบวงโคจรของโลกเฉลี่ย 143° จึงเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับทิศที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และเคลื่อนเข้ามาจากใต้ระนาบวงโคจรของโลกก่อนจะถึงจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ดาวหางกลุ่มนี้จึงเริ่มปรากฏในซีกฟ้าใต้ มักสังเกตได้ดีจากประเทศที่อยู่ในซีกโลกใต้และสังเกตได้ยากในซีกโลกเหนือวงโคจรของดาวหางในกลุ่มครอยทช์ (จาก NASA's Goddard Space Flight Center Scientific Visualization Studio)
การศึกษาวงโคจรของดาวหางกลุ่มครอยทช์และบันทึกการปรากฏของดาวหางในอดีตทำให้เกิดทฤษฎีอธิบายว่าดาวหางกลุ่มนี้อาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางขนาดใหญ่ที่ปรากฏในบันทึกของอาริสโตเติลเมื่อ 372 ปีก่อนคริสต์ศักราช คาดว่าใจกลางดาวหางที่เรียกว่านิวเคลียสมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 กิโลเมตร มีรายงานว่าดาวหางได้แตกออกเป็นอย่างน้อย 2 ดวง สอดคล้องกับการศึกษาดาวหางในกลุ่มครอยทช์หลายพันดวงที่พบว่าแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม และมีกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม
ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของดาวหางกลุ่มครอยทช์มาปรากฏเมื่อ ค.ศ. 1106, 1843, 1882 และ 1965 การแตกออกเป็นทอด ๆ ของชิ้นส่วนขนาดใหญ่หลายชิ้นได้ก่อให้เกิดดาวหางขนาดเล็กจำนวนมากเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรใกล้เคียงกันและแผ่กระจายไปทั่วทั้งวงโคจร ดาวหางแต่ละดวงมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในหลักหลายร้อยถึงมากกว่า 1,000 ปี ส่วนมากพบในภาพถ่ายจากกล้องคอโรนากราฟบนยานโซโฮ กล้องนี้มีแผ่นบังแสงอาทิตย์เพื่อใช้สังเกตบรรยากาศและปรากฏการณ์รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เห็นวัตถุอย่างดาวหางที่ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ด้วย นับตั้งแต่ยานโซโฮขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศมาตั้งแต่ปลายปี 2538 นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางกลุ่มครอยทช์ในภาพถ่ายของโซโฮในอัตราหลายสิบดวงถึงมากกว่า 100 ดวงต่อปี
ความสว่างของดาวหางและโอกาสในการสังเกต
ความพิเศษของดาวหางแม็ปส์ คือเป็นดาวหางกลุ่มครอยทช์ที่ค้นพบขณะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดเท่าที่เคยพบมาด้วยระยะห่างประมาณ 2.1 หน่วยดาราศาสตร์ และเป็นระยะเวลาประมาณ 81 วันก่อนผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดการคาดหมายอนาคตของดาวหางแม็ปส์ เราอาจเทียบเคียงกับดาวหางเลิฟจอย [C/2011 W3 (Lovejoy)] ซึ่งเป็นดาวหางกลุ่มครอยทช์ดวงล่าสุดที่เหลือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังจากผ่านใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 (แม้ว่านิวเคลียสอาจถูกทำลายในช่วงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจนกลายเป็นดาวหางไร้หัว) มีรายงานการสังเกตจากหลายประเทศในซีกโลกใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2554 ซึ่งดาวหางมีโชติมาตรประมาณ -1 แล้วค่อย ๆ ลดลงไปที่โชติมาตร 4 ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์หลังจากนั้น
ดาวหางเลิฟจอยซึ่งค้นพบโดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวออสเตรเลีย ภาพนี้ถ่ายขณะปรากฏบนท้องฟ้าในเวลาเช้ามืดของวันที่ 22 ธันวาคม 2554 จากบริเวณที่ตั้งของหอดูดาวปารานาลในชิลี ขณะนั้นดาวหางสว่างที่โชติมาตรประมาณ 3 (จาก G. Blanchard/ESO)
ดาวหางเลิฟจอยระหว่างวันที่ 14-17 ธันวาคม 2554 ในภาพถ่ายคอโรนากราฟของกล้องที่ติดตั้งบนหอสังเกตการณ์โซโฮ (จาก SOHO/ESA/NASA)
หลังจากค้นพบเมื่อเดือนมกราคม 2569 จนถึงขณะนี้ ดาวหางแม็ปส์ได้สว่างขึ้นมาอยู่ที่โชติมาตร 10-11 ในกลางเดือนมีนาคม และขึ้นมาที่โชติมาตร 7 ในวันที่ 27 มีนาคม ยังคงสว่างน้อย ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จากข้อมูลถึงวันที่ 28 มีนาคม คาดว่าช่วงสิ้นเดือนดาวหางจะสว่างขึ้นไปที่ราวโชติมาตร 5 แต่สังเกตได้ยาก อุปสรรคสำคัญคือดาวหางอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าและมีแสงสนธยารบกวน ต้องหาสถานที่ซึ่งท้องฟ้าทิศตะวันตกเปิดโล่งและท้องฟ้าโปร่ง หลังจากนั้นดาวหางจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากจนไม่สามารถสังเกตได้
ตำแหน่งดาวหางแม็ปส์บนท้องฟ้าประเทศไทยในช่วงวันที่ 25-31 มีนาคม 2569 เวลา 19:15 น. หรือประมาณ 45 นาทีหลังดวงอาทิตย์ตก แนะนำให้ใช้ดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สว่างที่สุดบนท้องฟ้าเป็นจุดสังเกต ดาวหางอยู่ทางซ้ายมือของดาวศุกร์ที่ระยะห่างประมาณ 11°-13° มีตำแหน่งอยู่สูงเหนือขอบฟ้าไม่มากและอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา หากดาวหางไม่สว่างพอให้เห็นด้วยตาเปล่า ก็จำเป็นต้องใช้กล้องสองตาหรือการถ่ายภาพ (จาก Stellarium)
ช่วงที่น่าจับตาดูคือเมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ถึงระยะ 0.2 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 1 เมษายน 2569 มีความเสี่ยงที่สภาพแวดล้อมใกล้ดวงอาทิตย์ ทั้งความโน้มถ่วงและความร้อนอาจทำให้นิวเคลียสเริ่มปริแตก เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าดาวหางจะทนสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายได้ดีเพียงใด
โชติมาตรสัมบูรณ์ของดาวหางแม็ปส์มีค่าน้อยกว่าดาวหางเลิฟจอย ทำให้เชื่อว่าอาจสว่างกว่าและมีขนาดใหญ่กว่า จึงมีโอกาสที่ดาวหางแม็ปส์จะเดินตามรอยดาวหางเลิฟจอย สัปดาห์นี้นักดาราศาสตร์เผยแพร่ผลการสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และประเมินว่านิวเคลียสของดาวหางแม็ปส์อาจมีขนาดราว 0.4 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงหรืออาจเล็กกว่าดาวหางเลิฟจอย คณะวิจัยเตือนว่าขนาดของนิวเคลียสอาจไม่ได้ยืนยันว่าดาวหางแม็ปส์จะเหลือซากหรือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังจากใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด และโอกาสที่ดาวหางจะแตกสลายก่อนผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นเรายังจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของดาวหางต่อไปเพื่อประเมินโอกาสในการสังเกตจากพื้นโลก
แม้ว่าช่วงวันแรก ๆ ของเดือนเมษายน ดาวหางจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จนมองไม่เห็นจากพื้นโลก แต่เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของดาวหางได้จากภาพถ่ายที่มาจากกล้องถ่ายภาพและคอโรนากราฟที่ติดตั้งบนยานอวกาศ เช่น หอสังเกตการณ์โซโฮ (SOHO) ยานสเตอริโอ-เอ (STEREO-A) ดาวเทียมโกส 19 (GOES 19) ดาวเทียมพันช์ (PUNCH) หากดาวหางสว่างมากพอ มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศในวงโคจรรอบโลกและบนยานอาร์เทมิส 2 ที่เดินทางไปใกล้ดวงจันทร์ก็อาจเห็นดาวหางด้วย
ดาวหางแม็ปส์จะปรากฏในภาพถ่ายของกล้องจากหอสังเกตการณ์โซโฮตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน และผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 21 น. ตามเวลาประเทศไทย ด้วยระยะห่างจากศูนย์กลางดวงอาทิตย์ประมาณ 0.0057 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 857,800 กิโลเมตร (ดวงอาทิตย์มีรัศมี 695,700 กิโลเมตร ดาวหางจึงผ่านใกล้ผิวดวงอาทิตย์ที่ระยะประมาณ 162,000 กิโลเมตร) หากดาวหางเหลือชิ้นส่วนหรือซากหลังจากผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด เราจะเห็นดาวหางในภาพถ่ายของโซโฮต่อไปถึงวันที่ 6 เมษายน 2569
เส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวหางแม็ปส์ที่คาดว่าจะปรากฏในขอบเขตภาพของกล้องคอโรนากราฟบนหอสังเกตการณ์โซโฮ (ตามเวลาสากล) วงกลมเส้นประตรงกลางแทนดวงอาทิตย์ที่ถูกบังไว้ ดาวหางเข้ามาและออกไปทางด้านซ้ายล่างของภาพ (เสายึดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์อาจบังบางส่วนของดาวหางในช่วงที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์) (จาก วรเชษฐ์ บุญปลอด)
หลังผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
กรณีที่ดาวหางแม็ปส์ยังคงปรากฏในภาพถ่ายจากยานโซโฮในช่วงวันที่ 4-6 เมษายน เราจะทราบได้ทันทีว่ามีชิ้นส่วนหลงเหลือกลับออกมา หากชิ้นส่วนดังกล่าวสว่างมากพอ คาดว่าอาจสังเกตจากพื้นโลกในเวลากลางคืนได้อีกครั้งประมาณวันที่ 7 เมษายน เป็นต้นไป โดยอยู่ใกล้ขอบฟ้าในเวลาพลบค่ำทางทิศตะวันตก และอาจสังเกตได้ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาราว 1 สัปดาห์หรือมากกว่า ส่วนจะสว่างมากน้อยเพียงใดและปรากฏให้สังเกตได้กี่วัน ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้การคาดหมายที่กล่าวมานี้อยู่ภายใต้สมมุติฐานว่าดาวหางแม็ปส์จะสว่างใกล้เคียงดาวหางเลิฟจอย (C/2011 W3) การคาดหมายนี้จะใช้ไม่ได้เลยหากดาวหางแตกสลายไปจนไม่เหลือซากขณะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในวันที่ 4 เมษายน แบบที่เคยเกิดขึ้นกับดาวหางแอตลัสเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 (บทความนี้จะเพิ่มข้อมูลการสังเกตดาวหางแม็ปส์ในช่วงหลังวันที่ 6 เมษายน หากพบว่าดาวหางยังคงอยู่)
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
(1 เมษายน 2569) ผลการวัดความสว่างในช่วงปลายเดือนมีนาคมแสดงว่าดาวหางแม็ปส์ไม่ได้มีความสว่างเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ภาพถ่ายจากดาวเทียมพันช์ (PUNCH) ของนาซาในวันที่ 31 มีนาคม 2569 พบว่าดาวหางน่าจะมีโชติมาตรอยู่ที่ 7.1 และสว่างขึ้นอีกเล็กน้อยในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งจางกว่าคาดไว้ที่ราวโชติมาตร 5 ดังนั้นโอกาสที่ดาวหางจะรอดพ้นออกมาหลังจากผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดดูเหมือนจะลดลงมากดาวหางแม็ปส์ปรากฏในภาพถ่ายจากดาวเทียมในภารกิจพันช์ของนาซาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 23:16 น. ตามเวลาประเทศไทย ดาวหางอยู่ทางซ้ายมือของภาพ ดาวสว่างทางขวาคือดาวศุกร์ (จาก PUNCH/NASA)
(3 เมษายน 2569) ดาวหางแม็ปส์เริ่มปรากฏในภาพถ่ายจากคอโรนากราฟบนยานโซโฮตั้งแต่เวลาประมาณ 21-22 น. ของวันที่ 2 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับดาวหางเลิฟจอย (C/2011 W3) พบว่าดาวหางแม็ปส์มีความสว่างน้อยกว่าค่อนข้างมาก
ดาวหางแม็ปส์ในภาพถ่ายจากยานโซโฮเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 06:06 น. ตามเวลาประเทศไทย (จาก SOHO/ESA/NASA)
จากข้อมูลการศึกษาดาวหางในกลุ่มครอยทช์หลายดวงในอดีต พบว่าดาวหางกลุ่มนี้มักสว่างที่สุดเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่ระยะเฉลี่ยประมาณ 12 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ สำหรับดาวหางแม็ปส์จะเกิดขึ้นในเวลา 11 น. ของวันที่ 4 เมษายน หรือประมาณ 10 ชั่วโมงก่อนถึงจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด หลังจากนั้นคาดว่าความสว่างจะลดลง จากลักษณะที่ปรากฏในขณะนี้ โอกาสที่ดาวหางแม็ปส์จะเหลือชิ้นส่วนกลับออกมาหลังผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดยังคงเป็นไปได้ยาก
(4 เมษายน 2569) จากภาพถ่ายล่าสุดของดาวหางแม็ปส์เมื่อเช้ามืดของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย แสดงว่าดาวหางยังคงดูดีและสว่างขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะสว่างกว่าโชติมาตร 1 (อาจใกล้ 0)
ภาพเปรียบเทียบดาวหางแม็ปส์กับดาวหางสวอนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อ พ.ศ. 2555 งานวิจัยระบุว่าขณะนั้นดาวหางสวอนสว่างที่โชติมาตร 1 (จาก SOHO/ESA/NASA)
(5 เมษายน 2569) จากที่เห็นในภาพถ่ายด้วยคอโรนากราฟบนยานโซโฮ ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุใดเคลื่อนที่ออกมาทางด้านซ้ายตามแนววงโคจรของดาวหางแม็ปส์ เป็นอันแน่นอนแล้วว่านิวเคลียสของดาวหางได้แตกสลายไปแล้วหลังจากผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 21 น. ของวันที่ 4 เมษายน
ภาพซ้ายเห็นดาวหางแม็ปส์ขณะเข้ามาทางด้านซ้ายล่างของดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นไม่มีดาวหางปรากฏให้เห็นในแนววงโคจร แต่มีสิ่งที่คาดว่าเป็นซากของดาวหาง (ภาพขวา) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กถูกแรงดันจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ผลักดันให้เคลื่อนออกมาทางขวาบนของภาพ (จาก SOHO/ESA/NASA)
แหล่งข้อมูล
● C/2026 A1 (MAPS) - Solar System Dynamics (JPL/NASA)● C/2026 A1 (MAPS) - Seiichi Yoshida
● C/2011 W3 (Lovejoy) - Seiichi Yoshida
● CBET 5663 - Central Bureau for Astronomical Telegrams
● C/2026 A1 (MAPS) - COBS
● Sungrazer Project
● The discovery of comet C/2026 A1 MAPS
● The Science of Sungrazers, Sunskirters, and Other Near-Sun Comets
● Preliminary Nucleus Size Estimate for Kreutz Sungrazer C/2026 A1 (MAPS)
ดูเพิ่ม
● เวลาเกิดแสงสนธยาและเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก● รู้จักดาวหาง
● แผนที่ฟ้าออนไลน์ แสดงตำแหน่งดาวและวัตถุท้องฟ้าในเวลาจริง











