กล้องสองตา : คู่หูของนักดูดาว (ตอน 1)
วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com) 5 ตุลาคม 2546
"เฮ้ จะไปไหนน่ะ?"
"ไปดูดาว"
"ดูดาวรึ ไปด้วยสิ ใช้กล้องอะไรดูเหรอ?"
"มีกล้องสองตากล้องนึง"
"หา? ไอ้กล้องเนี่ยนะ ดูดาว! "

กล้องสองตา (binoculars) หรือที่เรียกขานกันหลายแบบ เช่น กล้องส่องม้า กล้องส่องทางไกล บ้างก็เรียกทับศัพท์เป็นฝรั่งไปว่า ไบน็อก เป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนคงจะเคยเห็นและเชื่อว่าหลายคนมีไว้ที่บ้าน จัดเป็นสื่อทัศนูปกรณ์ที่มีประโยชน์หลากหลายมาก พวกผีพนันนักแทงม้าคงจะคุ้นเคยที่สุด หนุ่ม ๆ บางคนลงทุนซื้อไว้ส่องสาว ๆ ทหารก็ต้องเคยเรียนต้องเคยใช้ ยิ่งนักนิยมไพรทั้งหลายด้วยแล้วยิ่งขาดไม่ได้ เพราะต้องใช้เป็นอาวุธคู่กายไว้ส่องดูสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ผีเสื้อ นก กล้วยไม้ วิวทิวทัศน์สารพัด

แต่ใครเล่าจะคิดว่ากล้องชนิดนี้จะเอาไปส่องดูดาวบนท้องฟ้าได้ด้วย

หลายคนทีเดียวที่เมื่อได้ยินว่าเอากล้องสองตาไปดูดาวแล้วเป็นต้องทำคิ้วขมวด คงสงสัยเหลือเกินว่ากล้องนี่จะไปเห็นอะไรได้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วกล้องสองตาที่เราเห็นว่ามีกำลังขยายแค่ 7 เท่า 10 เท่านั้น เป็นเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่นักดูดาวมือใหม่หรือมือสมัครเล่นเท่านั้น แม้แต่นักดาราศาสตร์หรือนักดูดาวมือฉมังที่มีกล้องโทรทรรศน์ราคาเรือนแสนเรือนล้านก็ยังต้องมีเจ้ากล้องสองตานี่คล้องคออยู่เสมอ และบางครั้งก็เลือกที่จะออกไปดูดาวโดยมีเพียงกล้องสองตา ส่วนกล้องโทรทรรศน์เก็บไว้กับบ้าน กล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตการณ์ในระดับใด คุณค่าของกล้องสองตาก็ไม่เคยด้อยลงไปเลย

กล้องสองตาดีอย่างไร?

ดาวหางเฮียะกุตะเกะ (Hyakutake) ก็ถูกค้นพบในครั้งแรกด้วยกล้องสองตาเหมือนกัน

ถึงแม้ว่ากล้องโทรทรรศน์นั้นมีกำลังขยายสูงกว่ากล้องสองตามากก็จริง แต่กล้องสองตาก็สามารถทำอะไรบางอย่างได้อย่างที่กล้องโทรทรรศน์ทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีเท่า ด้วยความที่กล้องสองตามีกำลังขยายต่ำ จึงทำให้เกิดข้อดีอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ มุมรับภาพที่กว้าง ทำให้กล้องสองตาเหมาะสมที่จะใช้ในการดูวัตถุที่มีขนาดปรากฏใหญ่ แต่มีความสว่างน้อยเช่นกระจุกดาว กลุ่มดาวเล็ก ๆ ดาวหาง เนบิวลา เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ได้ดีในการค้นหาวัตถุแปลกปลอมต่าง ๆ เช่นดาวหางหรือโนวา เคยมีผู้ที่ค้นพบโนวาด้วยกล้องสองตามาแล้วหลายคน และดาวหางอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกค้นพบในครั้งแรกด้วยกล้องสองตา หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ ดาวหางเฮียะกุตะเกะ (Hyakutake) ที่เรารู้จักกันดี

ส่องเห็นอะไรได้บ้าง?

แน่นอนว่า กล้องสองตาไม่สามารถขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นถึงขนาดที่ว่าเห็นภูเขาบนดวงจันทร์เต็มตา หรือเห็นดาวฤกษ์ไกล ๆ ให้เป็นดวงใหญ่เบ้อเริ่มขึ้นมาได้ เพราะแม้แต่กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงก็ยังทำไม่ได้ แต่มันสามารถพาเราไปสู่โลกอวกาศที่น่าพิศวง เราจะได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถเห็นได้ด้วยอุปกรณ์ธรรมดาเช่นนี้

เริ่มที่ดวงจันทร์ก่อนดีไหม ด้วยตาเปล่านั้นเรามองเห็นดวงจันทร์เป็นดวงกลม สีเหลืองนวล มีส่วนสีเข้มเป็นแต้ม ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งดวง ไม่เห็นอะไรมากไปกว่านี้ ลองยกกล้องสองตาขึ้นส่องดู เราจะเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ดูใกล้เข้ามา แม้จะใหญ่ขึ้นไม่มากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากก็คือ รายละเอียดต่าง ๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์จะเห็นชัดเจนขึ้นมาก ขอบของดวงจันทร์ที่เคยเห็นว่ากลมราบเรียบก็ดูเหมือนว่าจะขรุขระตะปุ่มตะป่ำราวกับลูกมะกรูด หากเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง รายละเอียดต่าง ๆ อาจไม่เด่นชัดนัก แต่จะเห็นสิ่งสะดุดตาอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ พื้นที่สีขาวโพลนเป็นบริเวณกว้างอยู่ทางตอนใต้ของดวงจันทร์ มีเส้นสีขาว ๆ พาดอยู่บนพื้นที่สว่างนี้เรียงกันเป็นแนวรัศมี ซึ่งแผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลางจุดหนึ่งใกล้ขอบทางใต้ของดวงจันทร์ จุดนั้นคือทีโค หลุมขนาดใหญ่และลึกมากแห่งหนึ่งบนดวงจันทร์

โดยปกติแล้วช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับสังเกตดวงจันทร์ก็คือ ช่วงที่ดวงจันทร์แหว่งเป็นเสี้ยว หรือช่วงที่ไม่เต็มดวงนั่นเอง ในช่วงนี้เราจะเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้มากกว่าช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง เนื่องจากช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงนั้นแสงอาทิตย์จะส่องดวงจันทร์ในมุมเกือบตั้งฉากกับพื้นผิว เงาของสิ่งต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลย ซึ่งจะทำให้มองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้น้อยและแบนราบไม่มีมิติ นอกจากนี้ในคืนจันทร์เพ็ญแสงจันทร์จะจ้ามากจนทำให้ตาพร่า มองอะไรก็พลอยไม่ชัดไปด้วย แต่ถ้าหากเป็นช่วงจันทร์ไม่เต็มดวง แสงอาทิตย์จะตกกระทบดวงจันทร์ในมุมเฉียง ทำให้เกิดเงาขึ้น โดยเฉพาะช่วงข้างขึ้น 7-8 ค่ำ หรือข้างแรม 7-8 ค่ำ ดวงจันทร์จะเป็นรูปครึ่งดวง แสงอาทิตย์จะส่องจากด้านข้างทำมุมเกือบเป็นมุมฉากกับโลก เราสามารถสังเกตเห็นบริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างด้านมืดและด้านสว่างของดวงจันทร์เป็นบริเวณกว้าง เมื่อเราส่องบริเวณนี้ผ่านกล้องสองตา จะเห็นรอยหลุมบ่อตะปุ่มตะป่ำมากมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งเข้าชน หลุมเหล่านี้เรียกว่า เครเตอร์ (craters)

นอกจากเครเตอร์แล้ว เราอาจเห็นสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาและที่ราบได้อีกด้วย บริเวณสีคล้ำที่เราเห็นอยู่เป็นประจำนั้น จะเห็นว่าเป็นที่ราบเรียบดูคล้ายกับเป็นทะเล เรียกว่า มาเร (mare) คำนี้เป็นภาษาละตินแปลว่า ทะเล (รูปพหูพจน์เรียกว่า maria) ซึ่งในปัจจุบันเราทราบแล้วว่า แท้จริงนั้นเป็นเพียงที่ราบต่ำที่เคยถูกเอ่อท่วมด้วยลาวาในยุคเริ่มต้นระบบสุริยะเมื่อหลายพันล้านปีก่อน

ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงที่ปรากฏอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ๆ แต่โอกาสที่จะมองเห็นดาวพุธด้วยตาเปล่านั้นสั้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วดาวพุธจะถูกบังด้วยแสงจ้าจากดวงอาทิตย์หรือเมฆหมอกบาง ๆ ที่ขอบฟ้าเสียมากกว่า ในช่วงเวลานี้เองที่เป็นสิ่งท้าทายฝีมือในเหล่านักดูดาวอยู่บ่อย ๆ เพราะกล้องสองตาจะช่วยให้ดาวพุธที่ถูกอุปสรรคต่าง ๆ บดบังจนเกือบมิดนี้มองเห็นได้ชัดขึ้น ผู้ที่จะประลองฝีมือในเกมนี้จะต้องมีสายตาที่ดี และควรทราบตำแหน่งของดาวพุธล่วงหน้าด้วย ตำแหน่งของดาวพุธและดาวเคราะห์อื่นหาดูได้ที่หน้า ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/) ในโฮมเพจสมาคมดาราศาสตร์ไทย ซึ่งจะแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ให้ดูทุกเดือน

ดาวศุกร์น่าจะเป็นเป้าหมายที่น่าตื่นเต้นกว่า ในช่วงที่ดาวศุกร์ปรากฏสว่างจ้านั้น หากเรายกกล้องสองตาขึ้นส่องดู เราจะเห็นดาวศุกร์ใหญ่ขึ้นเป็นดวง มีขนาด ต่างจากดาวพุธกระจิดริดที่เห็นเพียงจุดเล็ก ๆ เท่านั้น และคงจะต้องประหลาดใจอย่างยิ่งว่า ดาวศุกร์ที่เห็นนั้นไม่ได้เป็นดวงกลมอย่างที่คาดคิด แต่กลับเห็นเป็นเสี้ยวราวกับพระจันทร์เสี้ยวอย่างไรอย่างนั้น หากเราสังเกตดาวศุกร์นี้ต่อเนื่องกันทุก ๆ วัน จะเห็นว่ารูปร่างของมันเปลี่ยนไป จากเสี้ยวบางไปเป็นครึ่งดวงและลามไปจนกระทั่งเกือบเต็มดวง และในทางกลับกัน จากเกือบเต็มดวงค่อย ๆ แหว่งไปจนเป็นเสี้ยวบาง เช่นเดียวกับดวงจันทร์ นี่เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่กาลิเลโอสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1610 กาลิเลโอสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของดาวศุกร์ในลักษณะนี้ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น การสังเกตการณ์ในครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่โลกดังที่คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นเชื่อกัน เรามาพิสูจน์ความจริงนี้กันดีไหม?

ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์สีแดงโดดเด่นจำแนกได้ง่าย ดาวอังคารในโลกของกล้องสองตาจะเห็นเป็นดวงกลมเช่นเดียวกันแต่จะไม่เห็นรายละเอียดใด ๆ เนื่องจากดาวอังคารมีขนาดเล็กมาก เราจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงแทนหากต้องการเห็นขั้วน้ำแข็งหรือร่องรอยอื่น ๆ

ดาวพฤหัสบดี น่าจะเป็นดาวเคราะห์ที่สร้างความประทับใจได้ง่ายที่สุดสำหรับกล้องสองตา เพราะแม้แต่กล้องสองตาคุณภาพปานกลางที่มีกำลังขยายเพียง 6 เท่า ก็สามารถมองเห็นดวงจันทร์บริวารของมันได้แล้ว ดวงจันทร์บริวารที่มองเห็นได้ด้วยกล้องสองตามีอยู่ 4 ดวง คือ ไอโอ ยุโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต ซึ่งก็เป็น 4 ดวงเดียวกันกับที่กาลิเลโอเห็นเมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว ดวงจันทร์ทั้งสี่นี้จึงมีชื่อเรียกตามผู้ที่เห็นเป็นคนแรกว่า ดวงจันทร์กาลิเลโอ (Galilean satellites) คัลลิสโตกับแกนีมีดมีรัศมีวงโคจรห่างกว่าอีกสองดวงจึงมักเห็นได้ง่ายกว่า ในขณะที่ไอโอกับยุโรปามีโอกาสเห็นน้อยกว่า เนื่องจากดวงจันทร์สองดวงนี้มีวงโคจรแคบ จึงมีโอกาสมาอยู่ด้านหน้าดาวพฤหัสบดีหรือถูกดาวพฤหัสบดีบังบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังถูกแสงจ้าจากดาวพฤหัสบดีรบกวนอีกด้วย จริง ๆ แล้วดวงจันทร์บริวารสี่ดวงนี้มีขนาดเฉลี่ยพอ ๆ กับดวงจันทร์ของเราเลยทีเดียว แต่ในกล้องสองตาจะมองเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ คล้ายดาวฤกษ์จาง ๆ เท่านั้น คิดดูก็แล้วกันว่ามันอยู่ห่างจากเราขนาดไหน ถ้าอยากทราบว่าจุดไหนคือดวงจันทร์ดวงไหน เราอาจดูได้จากปฏิทินตำแหน่งดาวเคราะห์ที่หน้า "ปรากฏการณ์ท้องฟ้า" ของโฮมเพจสมาคมดาราศาสตร์ไทย เว็บเพจหน้านี้แสดงตำแหน่งดวงจันทร์กาลิเลโออยู่เป็นประจำทุกเดือน

ดาวพฤหัสบดีเองก็มองเห็นเป็นรูปดวงกลมใหญ่ หากกล้องมีกำลังขยายมากพอ ก็อาจสังเกตเห็นแถบสีคล้ำบนพื้นผิวของดาวได้อีกด้วย หากช่างสังเกตอีกสักนิด จะเห็นว่าดาวพฤหัสบดีนั้นไม่ได้กลมดิกแบบดวงจันทร์หรือดาวอังคาร แต่มีลักษณะแป้นออกในแนวออก-ตก นั่นเป็นเพราะดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้มีลักษณะเหลวไม่ได้เป็นหินแข็งอย่างโลก แถมยังหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าโลกถึงสองเท่า รอบหนึ่งประมาณสิบชั่วโมงเท่านั้นเอง

บางครั้งภาพดาวเคราะห์นี้อาจมีความสว่างมากเกินไปจนรายละเอียดต่างถูกลบเลือนหายไปหมด หากเกิดกรณีนี้เราอาจแก้ไขด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ใช้นิ้วไปบังหน้ากล้องทั้งสองด้าน ระวังอย่าให้นิ้วมือไปแตะถูกเลนส์วัตถุของกล้องเข้าจะเสียของ การทำอย่างนี้เป็นการลดพื้นที่รับแสงของกล้อง ทำให้ความสว่างของภาพลดทอนลงไป จนอาจเห็นรายละเอียดของผิวดาวเคราะห์มากขึ้นได้ ควรเลือกบังที่บริเวณขอบเลนส์ดีกว่ากลางเลนส์ เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากความเผลอเรอเอานิ้วไปแตะเลนส์แล้ว ยังอาจเป็นการช่วยให้ภาพคมชัดขึ้นเล็กน้อยอีกด้วย ข้อนี้จะเห็นผลชัดกับกล้องคุณภาพต่ำ ๆ

ลักษณะของดาวเสาร์เมื่อมองผ่านกล้องสองตา

เทคนิคการเอานิ้วบังหน้าเลนส์นี้อาจจำเป็นมากขึ้นหากต้องการจะส่องเห็นวงแหวนดาวเสาร์ กล้องที่กำลังขยายต่ำเกินไปหรือคุณภาพต่ำอาจมองไม่เห็นวงแหวนก็ได้ กำลังขยายของกล้องไม่ควรต่ำกว่า 10 เท่า ดาวเสาร์ที่เห็นผ่านกล้องสองตานั้นมีขนาดเล็กกว่าดาวพฤหัสบดีมาก เมื่อส่องไปแล้วจะเห็นเป็นจุดสว่างจ้าเป็นประกายรอบดาวเต็มไปหมดจนแยกแยะมองหาวงแหวนไม่เห็น เราจะต้องถือกล้องให้นิ่ง อาจใช้นิ้วบังหน้ากล้องเล็กน้อยก็อาจจะเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ขึ้นมาได้ รูปร่างวงแหวนนี้จะเห็นแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา หากเป็นช่วงที่ดาวเสาร์ตะแคงขั้วมาทางโลกหรือหันออกจากโลกมาก ๆ จะเห็นวงแหวนเป็นพื้นที่กว้าง แต่ถ้าเป็นช่วงที่ดาวเสาร์เกิดหันขอบวงแหวนมาทางโลกพอดี วงแหวนทั้งวงนั้นก็จะหายไปเลย เพราะวงแหวนดาวเสาร์นี้หนาเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นเอง

ดาวยูเรนัสกับดาวเนปจูนมีความสว่างน้อยจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จริงอยู่ที่ว่าดาวยูเรนัสในช่วงที่สว่างที่สุดจะมีอันดับความสว่าง 5.7 ซึ่งสว่างกว่าขีดจำกัดต่ำสุดของสายตามนุษย์คือ อันดับความสว่าง 6 ถึงกระนั้นเราก็ไม่สามารถจำแนกได้ว่าจุด ๆ ไหนคือดาวยูเรนัส เพราะดาวที่สว่างประมาณ 5-6 นั้นมีมากมายเต็มไปหมด แต่ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และรวมถึงดาวเคราะห์น้อยอีกหลายดวงก็ยังสว่างพอที่จะเห็นได้ไม่ยากนักด้วยกล้องสองตา โดยทั่วไปกล้องสองตาจะมองเห็นดาวที่จางถึงอันดับความสว่าง 8 ได้ การส่องหาดาวเคราะห์สองดวงนี้ด้วยกล้องสองตาต้องใช้ความพยายามพอสมควร เราจำเป็นจะต้องทราบตำแหน่งของดาวเคราะห์เสียก่อน ตำแหน่งของดาวเคราะห์นี้หาดูได้จากปฏิทินดาวเคราะห์หรือที่หน้า ปรากฏการณ์ท้องฟ้าของโฮมเพจสมาคมดาราศาสตร์ไทยเช่นกัน เมื่อทราบตำแหน่งแล้ว ให้ส่องขึ้นไปบนท้องฟ้าบริเวณนั้น สเก็ตช์ตำแหน่งของดาวต่าง ๆ ดูแล้วเทียบกับแผนที่ หากยังชี้ชัดไม่ได้ว่าดาวดวงใดคือดาวเคราะห์ที่ต้องการหา ก็จะต้องมาสังเกตอีกครั้งในคืนถัดไป ทำเช่นนี้สักหลาย ๆ วัน แล้วนำภาพสเก็ตช์ตำแหน่งดาวจากที่สเก็ตช์ไว้ในแต่ละวันมาเปรียบเทียบดู หากจุดดาวจุดไหนมีการเปลี่ยนตำแหน่งก็แสดงว่าจุด ๆ นั้นคือดาวเคราะห์ที่เราต้องการจะหานั่นเอง ขั้นตอนเหล่านี้ดูจะทุกลักทุเลสักหน่อย นับว่าเป็นแบบฝึกหัดทดสอบความเพียรได้ดี ดาวเคราะห์สองดวงนี้ รวมทั้งดาวเคราะห์น้อยอีกหลายดวงก็ถูกค้นพบในครั้งแรกด้วยวิธีนี้เหมือนกัน

นอกจากวัตถุในระบบสุริยะแล้ว กล้องสองตายังเหมาะที่จะนำไปสังเกตสิ่งที่มีลักษณะเป็นฝ้าหรือเป็นปุยจาง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายดาษดื่นทั่วท้องฟ้า เช่น กระจุกดาว เนบิวลา กาแล็กซี รวมทั้งมวลหมู่ดาวฤกษ์นับล้าน ๆ ในทางช้างเผือก การกวาดส่องกล้องสองตาท่องเที่ยวไปบนท้องฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเรื่อย ๆ อย่างนี้เป็นการสำรวจท้องฟ้าที่เพลิดเพลินมาก ข้อนี้เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของกล้องสองตาซึ่งกล้องโทรทรรศน์ไม่มีทางสู้ได้

ในระหว่างที่เราถือกล้องสองตากวาดหาสิ่งเร้นลับบนท้องฟ้าอยู่นั้น บางครั้งอาจมีดาวตกพุ่งผ่านมาในจอภาพพอดีก็ได้ คิด ๆ ดูแล้วมันไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายนักกับพื้นที่ท้องฟ้าแคบ ๆ ในกรอบภาพของกล้องสองตา แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งทีเดียว เนื่องจากกล้องสองตาสามารถมองเห็นดาวตกจาง ๆ หลายดวงที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ ภาพดาวตกที่บังเอิญผ่านเลนส์กล้องสองตานี้จะสว่าง สวยงาม และน่าตกใจกว่าการมองดาวตกธรรมดาด้วยตาเปล่ามาก สร้างความประทับใจได้ยาวนานไม่รู้ลืม

ถึงตอนนี้เราคงจะได้เห็นแล้วว่า กล้องสองตาธรรมดาราคาสองสามพันที่เรามีอยู่นี้มีความสามารถขนาดไหน ในตอนหน้าเราจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการใช้งานกล้องสองตากัน

| ตอนที่ 2 >>