เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับอัตราดาวตกในฝนดาวตก
ในรอบปีมีฝนดาวตกเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละกลุ่มมีอัตราดาวตกไม่เท่ากัน มีทั้งที่น้อยในระดับไม่กี่ดวงต่อชั่วโมงไปจนถึงมากกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง ข้อมูลฝนดาวตกโดยทั่วไปมักจะบอกตัวเลขอัตราสูงสุดของฝนดาวตกกลุ่มนั้น ซึ่งอาจทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าการสังเกตดาวตกจะสามารถมองเห็นดาวตกเท่ากับจำนวนดังกล่าวได้ตลอดทั้งคืน แต่ในความเป็นจริงยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เรามีโอกาสเห็นดาวตกได้ต่ำกว่าตัวเลขนั้นเสมอ
ฝนดาวตกเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นดาวตกหลายดวงมีทิศทางการเคลื่อนที่เสมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันบนท้องฟ้า เกิดจากการที่โลกฝ่าเข้าไปในบริเวณที่มีสะเก็ดดาวอยู่กันหนาแน่นในอวกาศ สะเก็ดดาวเหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากดาวหาง จึงมีวงโคจรแบบเดียวกับดาวหางต้นกำเนิด บริเวณจุดศูนย์กลางเรียกว่าจุดกระจายดาวตก (radiant) ซึ่งชื่อของฝนดาวตกมักจะตั้งตามตำแหน่งของจุดกระจาย เช่น ฝนดาวตกสิงโต (Leonid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต ฝนดาวตกคนคู่ (Geminid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกเพอร์ซิอัส (Perseid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (สังเกตว่าชื่อฝนดาวตกจะแปลงชื่อละตินของกลุ่มดาวให้ลงท้ายด้วย –id)
ข้อมูลฝนดาวตกที่มักจะถูกนำมากล่าวถึงคืออัตราสูงสุดรายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า (Zenithal Hourly Rate หรือ ZHR) ณ เวลาที่มีจำนวนดาวตกมากที่สุด เขียนอย่างย่อว่า ZHRmax ซึ่งตามนิยาม กำหนดให้ ZHR เป็นอัตราดาวตกรายชั่วโมงเมื่อจุดกระจายดาวตกอยู่ที่จุดเหนือศีรษะของผู้สังเกต (มุมเงย = 90°) และท้องฟ้ามืดจนเห็นดาวที่จางที่สุดได้ถึงโชติมาตร 6.5
ทว่าในทางปฏิบัติ เมื่อเราทำการสังเกตการณ์จริง จุดกระจายดาวตกโดยส่วนใหญ่หรือเกือบจะตลอดเวลา ไม่ได้อยู่เหนือศีรษะ และท้องฟ้าก็ไม่มืดถึงระดับที่เห็นดาวที่สว่างน้อยได้ถึงขนาดนั้น ยกเว้นแต่จะสังเกตจากสถานที่มืด ห่างไกลจากเมือง ไม่มีแสงจันทร์ และแทบไม่มีแสงไฟฟ้ารบกวนเลย
เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการคำนวณเพื่อคาดหมายอัตราดาวตกของฝนดาวตก พิจารณาจากสมการซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตรารายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า (ZHR) กับอัตรารายชั่วโมงที่สังเกตได้ (HR)
สมการนี้เขียนในรูปอย่างง่ายเมื่อกำหนดให้ท้องฟ้าเปิดโล่ง ไม่มีสิ่งใดบดบังทัศนวิสัยของผู้สังเกต
ZHR = อัตรารายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า
HR = อัตรารายชั่วโมงที่สังเกตได้
lm = ขอบเขตโชติมาตร คือ โชติมาตรของดาวจางที่สุดที่ผู้สังเกตเห็นได้ ยิ่งมีค่าน้อย ท้องฟ้ายิ่งสว่าง
hR = มุมเงยของจุดกระจายฝนดาวตก วัดจากขอบฟ้า
r = ดัชนีฝนดาวตก มีค่าต่างกันในฝนดาวตกแต่ละกลุ่ม เกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของความสว่างของดาวตกในกลุ่ม โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 2 ถึง 3
เมื่อย้ายข้างสมการเพื่อคำนวณอัตราดาวตกที่ผู้สังเกตเห็น เราจะได้
จากสมการ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าอัตราดาวตกที่ผู้สังเกตเห็น เปลี่ยนแปลงตามมุมเงยของจุดกระจายและความมืดของท้องฟ้าของผู้สังเกต
ตารางด้านล่างนี้เป็นผลการคำนวณอัตราดาวตกรายชั่วโมงที่ผู้สังเกตมีโอกาสเห็นได้ ตามมุมเงยของจุดกระจายและขอบเขตโชติมาตรต่าง ๆ โดยใช้ฝนดาวตกเพอร์ซิอัสเป็นกรณีตัวอย่าง กำหนดให้ ZHR = 100 และ r = 2.2
จากตารางด้านบนนี้สามารถบอกได้ว่า แม้จุดกระจายจะอยู่ที่จุดเหนือศีรษะ แต่ท้องฟ้าสว่าง เห็นดาวได้จางที่สุดที่โชติมาตร 3.5 อัตราดาวตกที่เห็นได้จริงจะต่ำเพียง 9 ดวงต่อชั่วโมง
ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดจนเห็นดาวได้ถึงโชติมาตร 6.5 แต่หากจุดกระจายของฝนดาวตกมีมุมเงย 30° อัตราดาวตกที่เห็นได้จริงจะเหลือเพียง 50 ดวงต่อชั่วโมง
หมายเหตุ : ตารางนี้พอใช้ได้กับฝนดาวตกกลุ่มอื่น ๆ ที่มี r ใกล้เคียง 2.2 โดยเปลี่ยนหน่วยของค่าในตารางเป็นเปอร์เซนต์ของ ZHR
●How many Perseids will I see in 2021? - Bill Cooke, NASA Meteoroid Environments Office
ฝนดาวตกเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นดาวตกหลายดวงมีทิศทางการเคลื่อนที่เสมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันบนท้องฟ้า เกิดจากการที่โลกฝ่าเข้าไปในบริเวณที่มีสะเก็ดดาวอยู่กันหนาแน่นในอวกาศ สะเก็ดดาวเหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากดาวหาง จึงมีวงโคจรแบบเดียวกับดาวหางต้นกำเนิด บริเวณจุดศูนย์กลางเรียกว่าจุดกระจายดาวตก (radiant) ซึ่งชื่อของฝนดาวตกมักจะตั้งตามตำแหน่งของจุดกระจาย เช่น ฝนดาวตกสิงโต (Leonid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต ฝนดาวตกคนคู่ (Geminid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกเพอร์ซิอัส (Perseid) มีจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (สังเกตว่าชื่อฝนดาวตกจะแปลงชื่อละตินของกลุ่มดาวให้ลงท้ายด้วย –id)
ข้อมูลฝนดาวตกที่มักจะถูกนำมากล่าวถึงคืออัตราสูงสุดรายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า (Zenithal Hourly Rate หรือ ZHR) ณ เวลาที่มีจำนวนดาวตกมากที่สุด เขียนอย่างย่อว่า ZHRmax ซึ่งตามนิยาม กำหนดให้ ZHR เป็นอัตราดาวตกรายชั่วโมงเมื่อจุดกระจายดาวตกอยู่ที่จุดเหนือศีรษะของผู้สังเกต (มุมเงย = 90°) และท้องฟ้ามืดจนเห็นดาวที่จางที่สุดได้ถึงโชติมาตร 6.5
ทว่าในทางปฏิบัติ เมื่อเราทำการสังเกตการณ์จริง จุดกระจายดาวตกโดยส่วนใหญ่หรือเกือบจะตลอดเวลา ไม่ได้อยู่เหนือศีรษะ และท้องฟ้าก็ไม่มืดถึงระดับที่เห็นดาวที่สว่างน้อยได้ถึงขนาดนั้น ยกเว้นแต่จะสังเกตจากสถานที่มืด ห่างไกลจากเมือง ไม่มีแสงจันทร์ และแทบไม่มีแสงไฟฟ้ารบกวนเลย
เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการคำนวณเพื่อคาดหมายอัตราดาวตกของฝนดาวตก พิจารณาจากสมการซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตรารายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า (ZHR) กับอัตรารายชั่วโมงที่สังเกตได้ (HR)
สมการนี้เขียนในรูปอย่างง่ายเมื่อกำหนดให้ท้องฟ้าเปิดโล่ง ไม่มีสิ่งใดบดบังทัศนวิสัยของผู้สังเกต
ZHR = อัตรารายชั่วโมงที่จุดจอมฟ้า
HR = อัตรารายชั่วโมงที่สังเกตได้
lm = ขอบเขตโชติมาตร คือ โชติมาตรของดาวจางที่สุดที่ผู้สังเกตเห็นได้ ยิ่งมีค่าน้อย ท้องฟ้ายิ่งสว่าง
hR = มุมเงยของจุดกระจายฝนดาวตก วัดจากขอบฟ้า
r = ดัชนีฝนดาวตก มีค่าต่างกันในฝนดาวตกแต่ละกลุ่ม เกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของความสว่างของดาวตกในกลุ่ม โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 2 ถึง 3
เมื่อย้ายข้างสมการเพื่อคำนวณอัตราดาวตกที่ผู้สังเกตเห็น เราจะได้
จากสมการ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าอัตราดาวตกที่ผู้สังเกตเห็น เปลี่ยนแปลงตามมุมเงยของจุดกระจายและความมืดของท้องฟ้าของผู้สังเกต
ตารางด้านล่างนี้เป็นผลการคำนวณอัตราดาวตกรายชั่วโมงที่ผู้สังเกตมีโอกาสเห็นได้ ตามมุมเงยของจุดกระจายและขอบเขตโชติมาตรต่าง ๆ โดยใช้ฝนดาวตกเพอร์ซิอัสเป็นกรณีตัวอย่าง กำหนดให้ ZHR = 100 และ r = 2.2
| ขอบเขตโชติมาตร | |||||
| มุมเงยของจุดกระจาย | 6.5 | 5.5 | 4.5 | 3.5 | 2.5 |
| 15° | 26 | 12 | 5 | 2 | 1 |
| 30° | 50 | 23 | 10 | 5 | 2 |
| 45° | 71 | 32 | 15 | 7 | 3 |
| 60° | 87 | 39 | 18 | 8 | 4 |
| 75° | 97 | 44 | 20 | 9 | 4 |
| 90° | 100 | 45 | 21 | 9 | 4 |
จากตารางด้านบนนี้สามารถบอกได้ว่า แม้จุดกระจายจะอยู่ที่จุดเหนือศีรษะ แต่ท้องฟ้าสว่าง เห็นดาวได้จางที่สุดที่โชติมาตร 3.5 อัตราดาวตกที่เห็นได้จริงจะต่ำเพียง 9 ดวงต่อชั่วโมง
ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดจนเห็นดาวได้ถึงโชติมาตร 6.5 แต่หากจุดกระจายของฝนดาวตกมีมุมเงย 30° อัตราดาวตกที่เห็นได้จริงจะเหลือเพียง 50 ดวงต่อชั่วโมง
หมายเหตุ : ตารางนี้พอใช้ได้กับฝนดาวตกกลุ่มอื่น ๆ ที่มี r ใกล้เคียง 2.2 โดยเปลี่ยนหน่วยของค่าในตารางเป็นเปอร์เซนต์ของ ZHR
แหล่งอ้างอิง
●Meteor stream activity I. The annual streams - P. Jenniskens, Astronomy and Astrophysics, Vol. 287, p.990-1013 (1994)●How many Perseids will I see in 2021? - Bill Cooke, NASA Meteoroid Environments Office



