นั่นอะไร นั่นอะไรนะ นั่นอะไร
คำอธิบายของสารพัดสิ่งที่อยู่บนฟ้า ยูเอฟโอ ดาวตก ดาวเทียม ดาวเคราะห์ ฯลฯ
มนุษย์ศึกษาท้องฟ้ามาเป็นเวลานานแล้ว ท้องฟ้าเป็นเรื่องน่าหลงใหล เต็มไปด้วยวัตถุและปรากฏการณ์ที่ดูสวยงาม ลึกลับ ชวนให้เฝ้ามองและค้นคว้า การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่าทำให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้ามากขึ้น สิ่งที่เคยเป็นสิ่งเร้นลับบนฟากฟ้าก็คลายความเร้นลับไป
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีมนุษย์ก้าวหน้ามากขึ้น เราส่งสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นไปบนท้องฟ้ามากขึ้น บางครั้งสิ่งประดิษฐ์มนุษย์สร้างก็ทำให้มนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นต้องงุนงงว่ามันคืออะไร เช่นดาวเทียม เครื่องบิน โดรน นอกจากนี้ ด้วยยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้ากลับทำให้มนุษย์เรามองท้องฟ้าน้อยลง แม้ยามอยู่ท่ามกลางแสงดาวเต็มฟ้าแต่ก็กลับก้มหน้ามองโทรศัพท์ ทำให้ชีวิตเราห่างเหินธรรมชาติเข้าไปทุกที โดยเฉพาะเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า จนบางครั้งปรากฏการณ์แสนธรรมดาอย่างดาวตกหรือตะวันทรงกลดก็ทำให้ผู้คนแตกตื่นได้
เราจึงควรทำความรู้จักวัตถุต่างๆ ที่อยู่บนฟ้าเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติ รู้จักเทคโนโลยี และไม่ตกเป็นเหยื่อของอวิชชาที่มากับความไม่รู้
ต่อไปนี้คือวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่คุณควรรู้จัก
แนวเมฆ,
ในจำนวนคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์บนท้องฟ้าที่มีผู้พบเห็นแล้วถามเข้ามาทางสมาคมดาราศาสตร์ไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งนี้
คอนเทรล(contrail) ย่อมาจากคำว่า condensation trail คือละอองน้ำแข็งที่เกิดจากไอเสียของเครื่องบินไอพ่น มีชื่อไทย ๆ ว่า แนวเมฆ หรือ แนวไอน้ำกลั่นตัว คำว่า "condensation trail" กับ "แนวไอน้ำกลั่นตัว" ไม่ค่อยถูกต้องตามความจริงเท่าใด เพราะมันคือไอน้ำเยือกแข็ง ไม่ใช่ไอน้ำกลั่นตัว
เมื่อเครื่องบินไอพ่นบินไปบนท้องฟ้าก็จะทิ้งไอเสียไว้เป็นทางตามเส้นทางที่บินผ่าน ไอเสียของเครื่องยนต์มีไอน้ำเป็นส่วนประกอบ ในภาวะปกติ ไอน้ำที่ออกจากเครื่องยนต์จะสลายไปกระจายออกไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ท้ายเครื่องยนต์จึงไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็น แต่ในสภาวะที่เหมาะสม ถ้าอากาศเย็นจัด และความชื้นสูง ไอน้ำในไอเสียจะจับตัวกันและเยือกแข็งเป็นละอองน้ำแข็งซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ให้มองเห็นได้เป็นปุยขาว เช่นเดียวกับเมฆเซียร์รัส แนวเมฆจัดเป็นเมฆชนิดหนึ่ง เป็นเมฆมนุษย์สร้าง ไม่ใช่เมฆธรรมชาติ เนื่องจากแนวเมฆต้องการความเย็นจัด เราจึงมองเห็นแนวเมฆเครื่องบินเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงเท่านั้น ไม่พบในระดับใกล้พื้นดิน
แนวเมฆอาจปรากฏเป็นหางสั้นๆ แล้วก็หายไป หรืออาจเกิดยาวสุดปลายฟ้า ขึ้นกับสภาพความชื้น ถ้าความชื้นสูงมากแนวเมฆก็จะยาว
บางครั้งเราอาจเห็นแต่แนวเมฆแต่มองไม่เห็นเครื่องบินอาจเป็นเพราะเครื่องบินบินผ่านไปนานแล้ว ทิ้งไว้แต่แนวเมฆค้างไว้ หรืออาจเป็นเพราะเครื่องบินบินที่ระดับสูงมากจนมองไม่เห็น เห็นแต่แนวเมฆ
ปกติแนวเมฆปรากฏเหมือนเส้นเมฆสีขาวบนพื้นหลังสีฟ้าของท้องฟ้าแต่ในช่วงเวลาพลบค่ำซึ่งดวงอาทิตย์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าหรือเพิ่งลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะเริ่มคล้ำ แต่ที่ระดับความสูงที่เครื่องบินบินอยู่ยังได้รับแสงอาทิตย์อยู่ แนวเมฆที่เกิดขึ้นจะเด่นมาก เป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มบนพื้นหลังสีเทาหรือฟ้าหม่นดูแปลกตา
ดาวตกไม่ใช่ดาวที่ตกลงมาจากฟ้า แต่เป็นแสงสว่างวาบที่พุ่งมาเป็นทางจากท้องฟ้า เกิดจากวัตถุแข็งในอวกาศพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงอัดอากาศจากการที่พุ่งปะทะบรรยากาศทำให้เกิดความร้อนสูงจนส่องสว่างขึ้นมา ดาวตกสว่างขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ ส่วนใหญ่เพียงเสี้ยววินาที
บางครั้งดาวตกอาจมีการแตกเป็นสะเก็ดออกมา หรืออาจปะทุสว่างอย่างเฉียบพลัน หรืออาจถึงขั้นเห็นว่าระเบิดจนแตกออกเป็นหลายชิ้น หรือเปลี่ยนทิศฉับพลันได้
ดาวตกไม่ได้มีแค่แสงสว่างเป็นทางเท่านั้นหลังจากที่ดาวตกผ่านพ้นไป อาจมองเห็นแสงเรืองเป็นทางในตำแหน่งที่เกิดดาวตก แสงนั้นเกิดจากอากาศในบรรยากาศที่ร้อนจัดจากที่สะเก็ดดาวพุ่งผ่านจนแตกตัวเป็นไอออนและเรืองแสงออกมา เรียกว่า รอยทางดาวตก (persistent train) อาจมีฝุ่นจากสะเก็ดดาวปะปนอยู่ในรอยทางนี้ด้วย รอยทางดาวตกนี้จะสว่างต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะจางหรือสลายไป ระหว่างนี้รอยทางดาวตกอาจมีรูปร่างเปลี่ยนไป เช่นอาจเปลี่ยนรูปร่างจากเส้นตรงเป็นเส้นหยักเหมือนงูเลื้อย ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนในแนวราบของอากาศ รอยทางดาวตกมักมีสีเขียวเป็นหลัก เกิดจากออกซิเจนในบรรยากาศ
ดาวตกเกิดขึ้นที่ระดับสูงมากประมาณ100 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อเกิดดาวตกจึงมองเห็นได้เป็นบริเวณกว้างหลายจังหวัด
ดาวตกไม่ใช่ปรากฏการณ์หายากคืนหนึ่งอาจเกิดดาวตกได้นับร้อยดวงเลยทีเดียว
ทุกคนรู้จักเครื่องบินดีอยู่แล้วถ้ามีเครื่องบินบินผ่านไปบนท้องฟ้าตอนกลางวันทุกคนก็มองออก แต่ถ้าเป็นกลางคืนที่มองไม่เห็นรูปร่าง ไม่เห็นหางไม่เห็นปีก ก็อาจแยกแยะไม่ออกว่าเป็นอะไร ตามกฎการบิน เมื่อเครื่องบินบินเวลากลางคืนจะต้องเปิดไฟด้วย ในเวลากลางคืนเราจึงมองเห็นเครื่องบินได้จากดวงไฟที่ติดบนเครื่องบิน ส่วนใหญ่มีไฟมากกว่าหนึ่งดวง บางดวงสว่างนิ่ง บางดวงกะพริบ มองเห็นเป็นจุดแสงเคลื่อนที่ไปบนฟ้าช้า ๆ ด้วยความเร็วเหมือนกับความเร็วของเครื่องบินทั่วไป
บางครั้งเครื่องบินบินอยู่ไกลแต่มีทิศทางมุ่งมาทางเรากรณีนี้จะมองเห็นล่วงหน้าเป็นเวลานานหลายนาทีเพราะไฟหน้าเครื่องบินสว่างมาก และตำแหน่งของเครื่องบินก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจนดูเหมือนกับอยู่นิ่ง ดูเผิน ๆ ก็นึกว่าเป็นพลุแฟลร์เหมือนกัน
อาทิตย์ทรงกลด,
ในเวลากลางวันเรามักเลี่ยงสายตาออกจากดวงอาทิตย์ ไม่มีใครอยากจะไปมองดวงอาทิตย์นอกจากตอนเพิ่งขึ้นจากขอบฟ้าหรือกำลังจะลับขอบฟ้า แต่ถ้าวันใดที่ท้องฟ้ามีเมฆที่มีลักษณะเป็นปุยบาง ๆ กระจายทั่วท้องฟ้า ลองแหงนมองท้องฟ้าใกล้ ๆ ดวงอาทิตย์ เราอาจเห็นสิ่งที่เรียกว่า อาทิตย์ทรงกลด หรือ ตะวันทรงกลด
อาทิตย์ทรงกลดมีลักษณะเป็นวงกลมสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ รัศมีของวงสีรุ้งคือ 22 องศา เกิดจากการหักเหแสงอาทิตย์ของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำ แต่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่หักเหแสงอาทิตย์จนทำให้เกิดรุ้งกินน้ำคือละอองน้ำไม่ใช่ผลึกน้ำแข็ง
คนทั่วไปคุ้นเคยกับรุ้งกินน้ำเป็นอย่างดีแต่ไม่ค่อยรู้จักอาทิตย์ทรงกลด อาจเข้าใจไปว่าอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นน้อยกว่ารุ้งกินน้ำ แท้จริงแล้วอาทิตย์ทรงกลดเกิดได้บ่อยกว่ารุ้งกินน้ำเสียอีก แต่อาทิตย์ทรงกลดเกิดใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งโดยธรรมชาติคนเรามักเลี่ยงที่จะมอง จึงไม่ค่อยเห็น ส่วนรุ้งกินน้ำเกิดในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ อีกทั้งเวลาที่จะเกิดรุ้งกินน้ำคือช่วงเช้าหรือช่วงเย็น จึงมองได้ง่ายและสบายตากว่า
ลองสังเกตดูว่าถ้าวันไหนฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่งและมีเมฆเซียร์รัส(เมฆที่มีลักษณะเป็นปุยหรือเป็นแผ่นบาง ๆ ไม่ใช่เป็นก้อน) แผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ลองแหงนดูท้องฟ้าใกล้ดวงอาทิตย์ ก็จะมีโอกาสพบอาทิตย์ทรงกลดได้
หากอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นขณะดวงอาทิตย์อยู่ไม่สูงจากขอบฟ้ามากนักอาจเห็น ซันด็อก (Sun dog) เกิดขึ้นร่วมด้วย ซันด็อกจะมองเห็นเป็นแต้มสว่างในวงของกลดที่อยู่ระดับเดียวกับดวงอาทิตย์ คือส่วนของวงกลดที่สว่างเป็นพิเศษ มักเกิดขึ้นทั้งสองข้างของดวงอาทิตย์ บางครั้งซันด็อกอาจสว่างมากจนดูเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นสามดวงเลยทีเดียว
ซันด็อกเกิดจากผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศเช่นเดียวกันแต่เป็นผลึกที่เป็นรูปเกล็ดบาง ซึ่งผลึกที่เป็นเกล็ดบางมักวางตัวในแนวราบ การหักเหแสงจึงเป็นการหักเหแสงในแนวราบ วงกลดที่อยู่ในระดับเดียวกับดวงอาทิตย์จึงดูสว่างกว่าบริเวณอื่น
ในเวลากลางคืนเมื่อดวงจันทร์อยู่บนฟ้า และมีเมฆเซียร์รัสกระจายอยู่ใกล้ดวงจันทร์ ก็เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันได้ เรียกว่า พระจันทร์ทรงกลด
ในทะเลของไทยทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีการทำประมงปลาหมึกกันอย่างหนาแน่น วิธีในการจับคือวางลอบและส่องไฟเพื่อล่อให้หมึกเข้ามา พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการส่องไฟมาจากไดนาโม จึงเรียกวิธีนี้ว่า "ไดหมึก" ทะเลไทยยามค่ำคืนจึงไม่มืดสนิทเพราะมีแสงไฟจากเรือไดหมึกส่องสว่างกันทั่ว คนที่ไปเที่ยวทะเลยามค่ำจะคุ้นเคยกับแสงนี้เป็นอย่างดี พอฟ้าเริ่มมืด แสงจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่เต็มทะเลก็จะเข้ามาแทนที่ แสงส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในการไดหมึกคือสีเขียว บางครั้งก็มีสีอื่นด้วย เช่น สีฟ้า สีขาว สีชมพู แสงจากเรือสว่างมากจนหากบนท้องฟ้ามีเมฆ เมฆนั้นก็จะสะท้อนแสงจากเรือจนเมฆเขียวไปทั้งก้อน คนที่อยู่ใกล้ทะเลคงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลออกไปที่ไม่เห็นทะเลและไม่เห็นเรือ แต่ยังมีโอกาสเห็นแสงจากเรือไดหมึกได้จากการสะท้อนเมฆ บางครั้งอาจเห็นได้จากระยะไกลออกไปนับร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว นั่นอาจทำให้หลายคนคาดไม่ถึงว่าแหล่งกำเนิดแสงนั้นมาจากทะเลนี่เอง
วิธีหนึ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นแสงจากเรือไดหมึกก็คือ1. บริเวณที่เกิดแสงเขียวจะไม่มีดาว เพราะมันคือก้อนเมฆที่สะท้อนแสงสีเขียว และ 2. ในคืนข้างขึ้นแก่ ๆ จันทร์เพ็ญ หรือข้างแรมอ่อน ๆ ที่มีพระจันทร์สว่างอยู่บนฟ้า จะไม่ปรากฏแสงเขียวนี้ เพราะเรือประมงหมึกมักไม่ออกในช่วงวันดังกล่าว
แสงจากเรือไดหมึกเคยทำให้มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติต้องงงงวยมาแล้วครั้งหนึ่งมนุษย์อวกาศถ่ายภาพโลกจากสถานีซึ่งอยู่เหนือพื้นดินไปประมาณ 400 กิโลเมตรแล้วต้องประหลาดในที่พบว่าบริเวณอ่าวไทยมีแสงเรืองสีเขียวอยู่ทั่ว จนต้องหาคำตอบอยู่พักใหญ่กว่าจะทราบว่ามันคือการประมงแบบหนึ่งที่ทำกันในละแวกนี้
เมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงเป็นจุดอยู่ห่างไกลออกไปและมีเมฆอยู่บนท้องฟ้าในระดับที่เหมาะสมแสงจากแหล่งกำเนิดนั้นจะสะท้อนก้อนเมฆมายังตาผู้สังเกต ก็จะมองเห็นว่าเมฆนั้นสว่างขึ้นมา แต่ถ้าสิ่งที่อยู่บนฟ้าในขณะนั้นไม่ใช่เมฆ แต่เป็นผลึกน้ำแข็ง สิ่งที่ผู้สังเกตจะมองเห็นคือ แสงเป็นรูปแท่งในแนวดิ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า เสาแสง
ผลึกน้ำแข็งมีรูปร่างหกเหลี่ยมมีทั้งที่เป็นแท่งหกเหลี่ยมคล้ายดินสอและที่เป็นเกล็ดหกเหลี่ยมบาง ๆ หากผลึกนั้นมีลักษณะเป็นเกล็ดบาง การวางตัวในบรรยากาศมักวางตัวในแนวราบ เมื่อมีผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศจำนวนมาก ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้จึงทำตัวเหมือนกระจกเงาเล็ก
ในขณะเดียวกัน
เราจึงควรทำความรู้จักวัตถุต่าง
ต่อไปนี้คือวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่คุณควรรู้จัก
แนวเมฆ, คอนเทรล
ในจำนวนคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์บนท้องฟ้าที่มีผู้พบเห็นแล้วถามเข้ามาทางสมาคมดาราศาสตร์ไทย
คอนเทรล
เมื่อเครื่องบินไอพ่นบินไปบนท้องฟ้า
แนวเมฆอาจปรากฏเป็นหางสั้น
บางครั้งเราอาจเห็นแต่แนวเมฆแต่มองไม่เห็นเครื่องบิน
ปกติแนวเมฆปรากฏเหมือนเส้นเมฆสีขาวบนพื้นหลังสีฟ้าของท้องฟ้า
ดาวตก
ดาวตก
บางครั้ง
ดาวตกไม่ได้มีแค่แสงสว่างเป็นทางเท่านั้น
ดาวตกเกิดขึ้นที่ระดับสูงมากประมาณ
ดาวตกไม่ใช่ปรากฏการณ์หายาก
เครื่องบิน
ทุกคนรู้จักเครื่องบินดีอยู่แล้ว
ภาพถ่ายท้องฟ้าตอนกลางคืนที่เปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน เมื่อเครื่องบินบินผ่านหน้ากล้อง จะปรากฏเส้นแสงที่เกิดจากดวงไฟที่ติดบนเครื่องบิน สังเกตว่ามีมากกว่าหนึ่งดวง บางดวงสว่างนิ่ง ปรากฏเป็นเส้นต่อเนื่อง บางดวงกะพริบ ปรากฏเป็นเส้นประ
บางครั้งเครื่องบินบินอยู่ไกลแต่มีทิศทางมุ่งมาทางเรา
อาทิตย์ทรงกลด, พระจันทร์ทรงกลด, ซันด็อก
ในเวลากลางวัน
อาทิตย์ทรงกลด
คนทั่วไปคุ้นเคยกับรุ้งกินน้ำเป็นอย่างดี
ลองสังเกตดูว่าถ้าวันไหนฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่งและมีเมฆเซียร์รัส
หากอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นขณะดวงอาทิตย์อยู่ไม่สูงจากขอบฟ้ามากนัก
ซันด็อกเกิดจากผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศเช่นเดียวกัน
ในเวลากลางคืน
แสงเรือไดหมึก
ในทะเลของไทยทั้งอ่าวไทยและอันดามัน
วิธีหนึ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นแสงจากเรือไดหมึกก็คือ
แสงสีเขียวเหนือฟ้าที่พะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เกิดจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่ในทะเลอันดามันสะท้อนเมฆบนท้องฟ้า (จาก Butsakon Kanthuk )
แสงจากเรือไดหมึกเคยทำให้มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติต้องงงงวยมาแล้ว
แสงจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่เต็มอ่าวไทย มองเห็นได้จากสถานีอวกาศที่อยู่สูงขึ้นไป 400 กิโลเมตร (จาก Reid Wiseman )
เสาแสง
เมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงเป็นจุดอยู่ห่างไกลออกไปและมีเมฆอยู่บนท้องฟ้าในระดับที่เหมาะสม
ผลึกน้ำแข็งมีรูปร่างหกเหลี่ยม









