นั่นอะไรอยู่บนฟ้า
คำอธิบายของสารพัดสิ่งที่อยู่บนฟ้า ยูเอฟโอ ดาวตก ดาวเทียม ดาวเคราะห์ ฯลฯ
มนุษย์ศึกษาท้องฟ้ามาเป็นเวลานานแล้ว ท้องฟ้าเป็นเรื่องน่าหลงใหล เต็มไปด้วยวัตถุและปรากฏการณ์ที่ดูสวยงาม ลึกลับ ชวนให้เฝ้ามองและค้นคว้า การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่าทำให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้ามากขึ้น สิ่งที่เคยเป็นสิ่งเร้นลับบนฟากฟ้าก็คลายความเร้นลับไป
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีมนุษย์ก้าวหน้ามากขึ้น เราส่งสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นไปบนท้องฟ้ามากขึ้น บางครั้งสิ่งประดิษฐ์มนุษย์สร้างก็ทำให้มนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นต้องงุนงงว่ามันคืออะไร เช่นดาวเทียม เครื่องบิน โดรน นอกจากนี้ ด้วยยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้ากลับทำให้มนุษย์เรามองท้องฟ้าน้อยลง แม้ยามอยู่ท่ามกลางแสงดาวเต็มฟ้าแต่ก็กลับก้มหน้ามองโทรศัพท์ ทำให้ชีวิตเราห่างเหินธรรมชาติเข้าไปทุกที โดยเฉพาะเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า จนบางครั้งปรากฏการณ์แสนธรรมดาอย่างดาวตกหรือตะวันทรงกลดก็ทำให้ผู้คนแตกตื่นได้
เราจึงควรทำความรู้จักวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่บนฟ้าเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติ รู้จักเทคโนโลยี และไม่ตกเป็นเหยื่อของอวิชชาที่มากับความไม่รู้
ต่อไปนี้คือวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่คุณควรรู้จัก
ในจำนวนคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์บนท้องฟ้าที่มีผู้พบเห็นแล้วถามเข้ามาทางสมาคมดาราศาสตร์ไทย กว่า 80 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งนี้
คอนเทรล (contrail) ย่อมาจากคำว่า condensation trail คือละอองน้ำแข็งที่เกิดจากไอเสียของเครื่องบินไอพ่น มีชื่อไทย ๆ ว่า แนวเมฆ หรือ แนวไอน้ำกลั่นตัว คำว่า "condensation trail" กับ "แนวไอน้ำกลั่นตัว" ไม่ค่อยถูกต้องตามความจริงเท่าใด เพราะมันคือไอน้ำเยือกแข็ง ไม่ใช่ไอน้ำกลั่นตัว
เมื่อเครื่องบินไอพ่นบินไปบนท้องฟ้า จะทิ้งไอเสียไว้เป็นทางตามเส้นทางที่บินผ่าน ไอเสียของเครื่องยนต์มีไอน้ำเป็นส่วนประกอบ ในภาวะปกติ ไอเสียที่ออกจากเครื่องยนต์จะแพร่กระจายออกไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ท้ายเครื่องยนต์จึงไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็น แต่ในสภาวะที่เหมาะสม ถ้าอากาศเย็นจัด และความชื้นสูง ไอน้ำในไอเสียจะจับตัวกันและเยือกแข็งเป็นละอองน้ำแข็งซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ให้มองเห็นได้เป็นปุยขาว เช่นเดียวกับเมฆเซียร์รัส แนวเมฆจัดเป็นเมฆชนิดหนึ่ง เพียงแต่เป็นเมฆมนุษย์สร้าง ไม่ใช่เมฆธรรมชาติ เนื่องจากแนวเมฆต้องการความเย็นจัด เราจึงมองเห็นแนวเมฆเครื่องบินเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงเท่านั้น ไม่พบในระดับใกล้พื้นดิน
แนวเมฆอาจปรากฏเป็นหางสั้น ๆ แล้วก็หายไป หรืออาจเกิดยาวสุดปลายฟ้า ขึ้นกับสภาพความชื้น ถ้าความชื้นสูงมากแนวเมฆก็จะยาว
บางครั้งเราอาจเห็นแต่แนวเมฆแต่มองไม่เห็นเครื่องบิน อาจเป็นเพราะเครื่องบินบินผ่านไปนานแล้ว ทิ้งไว้แต่แนวเมฆค้างไว้ หรืออาจเป็นเพราะเครื่องบินบินที่ระดับสูงมากจนมองไม่เห็น เห็นแต่แนวเมฆ
ปกติแนวเมฆปรากฏเหมือนเส้นเมฆสีขาวบนพื้นหลังสีฟ้าของท้องฟ้า แต่ในช่วงเวลาพลบค่ำซึ่งดวงอาทิตย์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าหรือเพิ่งลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะเริ่มคล้ำ แต่ที่ระดับความสูงที่เครื่องบินบินอยู่ยังได้รับแสงอาทิตย์อยู่ แนวเมฆที่เกิดขึ้นจะเด่นมาก เพราะปรากฏเป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มบนพื้นหลังสีเทาหรือฟ้าหม่นดูแปลกตา
ดาวตก ไม่ใช่ดาวที่ตกลงมาจากฟ้า แต่เป็นแสงสว่างวาบที่พุ่งมาเป็นทางจากท้องฟ้า เกิดจากวัตถุแข็งในอวกาศพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงอัดอากาศจากการที่พุ่งปะทะบรรยากาศทำให้เกิดความร้อนสูงจนส่องสว่างขึ้นมา แสงวาบจากดาวตกเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจเพียงเสี้ยววินาที
บางครั้ง ดาวตกอาจมีการแตกเป็นสะเก็ดออกมา หรืออาจปะทุสว่างอย่างเฉียบพลัน หรืออาจถึงขั้นเห็นว่าระเบิดจนแตกออกเป็นหลายชิ้น หรือเปลี่ยนทิศฉับพลันได้
ดาวตกไม่ได้มีแค่แสงสว่างเป็นทางเท่านั้น หลังจากที่ดาวตกผ่านพ้นไป อาจมองเห็นแสงเรืองเป็นทางในเส้นทางที่ดาวตกพุ่งผ่านไป แสงนั้นเกิดจากอากาศในบรรยากาศที่ร้อนจัดจากที่สะเก็ดดาวพุ่งผ่านจนแตกตัวเป็นไอออนและเรืองแสงออกมา เรียกว่า รอยทางดาวตก (persistent train) อาจมีฝุ่นจากสะเก็ดดาวปะปนอยู่ในรอยทางนี้ด้วย รอยทางดาวตกนี้จะสว่างต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะจางหรือสลายไป ระหว่างนี้รอยทางดาวตกอาจมีรูปร่างเปลี่ยนไป เช่นอาจเปลี่ยนรูปร่างจากเส้นตรงเป็นเส้นหยักเหมือนงูเลื้อย ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนในแนวราบของอากาศ รอยทางดาวตกมักมีสีเขียวเป็นหลัก เกิดจากออกซิเจนในบรรยากาศ
ดาวตกเกิดขึ้นที่ระดับสูงมากประมาณ 100 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อเกิดดาวตกจึงมองเห็นได้เป็นบริเวณกว้างหลายจังหวัด
ดาวตกไม่ใช่ปรากฏการณ์หายาก คืนหนึ่งอาจเกิดดาวตกได้นับร้อยดวงเลยทีเดียว ยิ่งหากคืนใดมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกเกิดขึ้นด้วย จำนวนดาวตกก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
ทุกคนรู้จักเครื่องบินดีอยู่แล้ว ถ้ามีเครื่องบินบินผ่านไปบนท้องฟ้าตอนกลางวันทุกคนก็มองออก แต่ถ้าเป็นกลางคืนที่มองไม่เห็นรูปร่าง ไม่เห็นหางไม่เห็นปีก ก็อาจแยกแยะไม่ออกว่าเป็นอะไร ตามกฎการบิน เมื่อเครื่องบินบินเวลากลางคืนจะต้องเปิดไฟด้วย ในเวลากลางคืนเราจึงมองเห็นเครื่องบินได้จากดวงไฟที่ติดบนเครื่องบิน ส่วนใหญ่มีไฟมากกว่าหนึ่งดวง บางดวงสว่างนิ่ง บางดวงกะพริบ มองเห็นเป็นจุดแสงเคลื่อนที่ไปบนฟ้าช้า ๆ ด้วยความเร็วเหมือนกับความเร็วของเครื่องบินทั่วไป
บางครั้งเครื่องบินบินอยู่ไกลแต่มีทิศทางมุ่งมาทางเรา กรณีนี้จะมองเห็นล่วงหน้าเป็นเวลานานหลายนาทีเพราะไฟหน้าเครื่องบินสว่างมาก และตำแหน่งของเครื่องบินก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจนดูเหมือนกับอยู่นิ่ง ดูเผิน ๆ ก็นึกว่าเป็นพลุแฟลร์เหมือนกัน
ในเวลากลางวัน เรามักเลี่ยงสายตาออกจากดวงอาทิตย์ ไม่มีใครอยากจะไปมองดวงอาทิตย์นอกจากตอนเพิ่งขึ้นจากขอบฟ้าหรือกำลังจะลับขอบฟ้า แต่ถ้าวันใดที่ท้องฟ้ามีเมฆที่มีลักษณะเป็นปุยบาง ๆ กระจายทั่วท้องฟ้า ลองแหงนมองท้องฟ้าใกล้ ๆ ดวงอาทิตย์ เราอาจเห็นสิ่งที่เรียกว่า อาทิตย์ทรงกลด หรือ ตะวันทรงกลด
อาทิตย์ทรงกลด มีลักษณะเป็นวงกลมสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ รัศมีของวงสีรุ้งคือ 22 องศา เกิดจากการหักเหแสงอาทิตย์ของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำ แต่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่หักเหแสงอาทิตย์จนทำให้เกิดรุ้งกินน้ำคือละอองน้ำไม่ใช่ผลึกน้ำแข็ง
คนทั่วไปคุ้นเคยกับรุ้งกินน้ำเป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยรู้จักอาทิตย์ทรงกลด อาจเข้าใจไปว่าอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นน้อยกว่ารุ้งกินน้ำ แท้จริงแล้วอาทิตย์ทรงกลดเกิดได้บ่อยกว่ารุ้งกินน้ำเสียอีก แต่อาทิตย์ทรงกลดเกิดใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งโดยธรรมชาติคนเรามักเลี่ยงที่จะมอง จึงไม่ค่อยเห็น ส่วนรุ้งกินน้ำเกิดในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ อีกทั้งเวลาที่จะเกิดรุ้งกินน้ำคือช่วงเช้าหรือช่วงเย็นซึ่งมองได้ง่ายและสบายตากว่า จึงมองเห็นบ่อยกว่า
ลองสังเกตดูว่าถ้าวันไหนฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่งและมีเมฆเซียร์รัส (เมฆที่มีลักษณะเป็นปุยหรือเป็นแผ่นบาง ๆ ไม่ใช่เป็นก้อน) แผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ลองแหงนดูท้องฟ้าใกล้ดวงอาทิตย์ ก็จะมีโอกาสพบอาทิตย์ทรงกลดได้
หากอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นขณะดวงอาทิตย์อยู่ไม่สูงจากขอบฟ้ามากนัก อาจเห็น ซันด็อก (Sun dog) เกิดขึ้นร่วมด้วย ซันด็อกจะมองเห็นเป็นแต้มสว่างในวงของกลดที่อยู่ระดับความสูงเท่ากับดวงอาทิตย์ คือส่วนของวงกลดที่สว่างเป็นพิเศษ มักเกิดขึ้นทั้งสองข้างของดวงอาทิตย์ บางครั้งซันด็อกอาจสว่างมากจนดูเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นสามดวงเลยทีเดียว
ซันด็อกเกิดจากผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศเช่นเดียวกัน แต่เป็นผลึกที่เป็นรูปเกล็ดบาง ซึ่งผลึกที่เป็นเกล็ดบางมักวางตัวในแนวราบ การหักเหแสงจึงเป็นการหักเหแสงในแนวราบ วงกลดที่อยู่ในระดับเดียวกับดวงอาทิตย์จึงดูสว่างกว่าบริเวณอื่น
ในเวลากลางคืน เมื่อดวงจันทร์อยู่บนฟ้า และมีเมฆเซียร์รัสกระจายอยู่ใกล้ดวงจันทร์ ก็เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันได้ เรียกว่า พระจันทร์ทรงกลด
ในทะเลของไทยทั้งอ่าวไทยและอันดามัน มีการทำประมงปลาหมึกกันอย่างหนาแน่น วิธีในการจับคือวางลอบและส่องไฟเพื่อล่อให้หมึกเข้ามา พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการส่องไฟมาจากไดนาโม จึงเรียกวิธีนี้ว่า "ไดหมึก" ทะเลไทยยามค่ำคืนจึงไม่มืดสนิทเพราะมีแสงไฟจากเรือไดหมึกส่องสว่างกันทั่ว คนที่ไปเที่ยวทะเลยามค่ำจะคุ้นเคยกับแสงนี้เป็นอย่างดี พอฟ้าเริ่มมืด แสงจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่เต็มทะเลก็จะเข้ามาแทนที่ แสงส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในการไดหมึกคือสีเขียว บางครั้งก็มีสีอื่นด้วย เช่น สีฟ้า สีขาว สีชมพู แสงจากเรือสว่างมากจนหากบนท้องฟ้ามีเมฆ เมฆนั้นก็จะสะท้อนแสงจากเรือจนเมฆเขียวไปทั้งก้อน คนที่อยู่ใกล้ทะเลคงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลออกไปที่ไม่เห็นทะเลและไม่เห็นเรือ แต่ยังมีโอกาสเห็นแสงจากเรือไดหมึกได้จากการสะท้อนเมฆ บางครั้งอาจเห็นได้จากระยะไกลออกไปนับร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว นั่นอาจทำให้หลายคนคาดไม่ถึงว่าแหล่งกำเนิดแสงนั้นมาจากทะเลนี่เอง
วิธีหนึ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นแสงจากเรือไดหมึกก็คือ 1. ให้สังเกตว่าบริเวณที่เกิดแสงเขียวจะไม่มีดาว เพราะมันคือก้อนเมฆที่สะท้อนแสงสีเขียว และ 2. ในคืนข้างขึ้นแก่ ๆ จันทร์เพ็ญ หรือข้างแรมอ่อน ๆ ที่มีพระจันทร์สว่างอยู่บนฟ้า จะไม่ปรากฏแสงเขียวนี้ เพราะเรือประมงหมึกมักไม่ออกในช่วงวันดังกล่าว
แสงจากเรือไดหมึกเคยทำให้มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติต้องงงงวยมาแล้ว ครั้งหนึ่งมนุษย์อวกาศถ่ายภาพโลกจากสถานีซึ่งอยู่เหนือพื้นดินไปประมาณ 400 กิโลเมตรแล้วต้องประหลาดในที่พบว่าบริเวณอ่าวไทยมีแสงเรืองสีเขียวอยู่ทั่ว จนต้องหาคำตอบอยู่พักใหญ่กว่าจะทราบว่ามันคือการประมงแบบหนึ่งที่ทำกันในละแวกนี้
เมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงเป็นจุดอยู่ห่างไกลออกไปและมีเมฆอยู่บนท้องฟ้าในระดับที่เหมาะสม แสงจากแหล่งกำเนิดนั้นจะสะท้อนก้อนเมฆมายังตาผู้สังเกต ก็จะมองเห็นว่าเมฆนั้นสว่างขึ้นมา แต่ถ้าสิ่งที่อยู่บนฟ้าในขณะนั้นไม่ใช่เมฆ แต่เป็นผลึกน้ำแข็ง สิ่งที่ผู้สังเกตจะมองเห็นคือ แสงเป็นรูปแท่งในแนวดิ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า เสาแสง
ผลึกน้ำแข็งมีรูปร่างหกเหลี่ยม มีทั้งที่เป็นแท่งหกเหลี่ยมคล้ายดินสอและที่เป็นเกล็ดหกเหลี่ยมบาง ๆ หากผลึกนั้นมีลักษณะเป็นเกล็ดบาง การวางตัวในบรรยากาศมักวางตัวในแนวราบ เมื่อมีผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศจำนวนมาก ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้จึงทำตัวเหมือนกระจกเงาเล็ก ๆ วางกระจายอยู่บนฟ้าในแนวราบซึ่งสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ห่างไกลลงมาสู่พื้นดินได้ และเนื่องจากบริเวณที่มีผลึกน้ำแข็งมีความหนา จึงเกิดการสะท้อนได้หลายมุมในแนวดิ่งจนปรากฏเป็นแท่งได้
ปรากฏการณ์เสาแสงเกิดไม่บ่อยนัก จะต้องเป็นวันที่อากาศหนาวและที่สำคัญคืออากาศต้องนิ่ง เพราะหากมีลมพัด การวางทิศของผลึกน้ำแข็งจะเสียระเบียบไปทำให้ไม่เกิดเสาแสง
แหล่งกำเนิดแสงที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เสาแสงได้อาจเป็นได้หลายอย่าง เช่นแสงเมือง ดวงอาทิตย์ แสงจากเรือประมง เนื่องจากปรากฏการณ์เสาแสงเกิดจากการสะท้อนแสง จึงมีสีสันเหมือนกับแหล่งกำเนิด เช่นถ้าเกิดจากเรือไดหมึกก็มักมีสีเขียวซึ่งนิยมใช้ในการไดหมึก ถ้าเกิดจากแสงเมือง ก็อาจมีหลายหลากสีดูสวยงาม
ในบรรดาวัตถุบนท้องฟ้าที่ทำให้คนสงสัยมากมากที่สุดอันดับต้น ๆ ก็น่าจะเป็นดาวเทียมนี่เอง เพราะคนส่วนใหญ่มักคาดไม่ถึงว่าจะมองเห็นดาวเทียมได้ด้วย
ดาวเทียมที่เรามองเห็นได้คือดาวเทียมที่มีวงโคจรระดับต่ำ ช่วงเวลาที่จะมองเห็นคือช่วงหัวค่ำและช่วงเช้ามืด เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ท้องฟ้ามืดแต่ดาวเทียมอยู่สูงไม่อยู่ในเงาโลก จึงได้รับแสงอาทิตย์และสะท้อนแสงอาทิตย์มาสู่ตาคนบนโลกได้
ดาวเทียมที่มองเห็นจะมีลักษณะเป็นจุดแสงคล้ายดาวทั่วไป แต่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงบนฟ้า ส่วนใหญ่เคลื่อนที่จากตะวันตกไปตะวันออก อาจเฉียงเหนือหรือเฉียงใต้หรือขนานไปกับเส้นศูนย์สูตรก็ได้ บางดวงอาจวิ่งตามแนวเหนือ-ใต้ หรืออาจมีวิ่งสวนทางจากตะวันออกไปตะวันตกแต่มีน้อยมาก ดาวเทียมบางดวงอาจสว่างมาก บางดวงอาจสว่างกว่าดาวซิริอัสเสียอีก เช่นสถานีอวกาศ สถานีอวกาศที่ใหญ่อย่างสถานีอวกาศนานาชาติมีอันดับความสว่างราว -3 และในบางกรณีอาจสว่างได้มากถึง -6 เลยทีเดียว
ปัจจุบันท้องฟ้ามีดาวเทียมเป็นจำนวนมาก และมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีโอกาสได้เห็นดาวเทียมบ่อยครั้งขึ้น คืนหนึ่งเราอาจเห็นดาวเทียมได้นับสิบดวงเลยทีเดียว
บางครั้งดาวเทียมก็ไม่ได้มาดวงเดียว ปัจจุบันการส่งดาวเทียมนิยมส่งคราวละหลายดวง บางครั้งหลายสิบดวง ในช่วงแรกที่ดาวเทียมเพิ่งถูกปล่อยจากจรวด จะยังเกาะกลุ่มเรียงกันเป็นแถวยาว ดูเหมือนกับดาวเข้าแถวกันดูแปลกตา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ขบวนดาวเทียม สตาร์ลิงก์ ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันด้วยดาวเทียมหลายหมื่นดวง และมีการส่งขึ้นสู่อวกาศแทบทุกสัปดาห์ ครั้งหนึ่งหลายสิบดวง บางครั้งขบวนดาวเทียมนี้ก็ผ่านน่านฟ้าไทยให้เราแปลกใจเล่น
ดาวเทียมก็ไม่ได้สว่างคงที่เสมอไป บางครั้งดาวเทียมจู่ ๆ ก็สว่างโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน มีความสว่างมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า กรณีนี้เรียกว่า แฟลร์ดาวเทียม เกิดขึ้นจากการสะท้อนแสงของพื้นผิวส่วนที่เป็นที่ราบเรียบและมันเงาของตัวดาวเทียม เช่นแผงเซลสุริยะ ในกรณีนี้ดาวเทียมจะเหมือนกับกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี ดาวเทียมจึงสว่างกว่าระดับปกติมาก แฟลร์มักเกิดเป็นเวลาไม่นานนัก เพราะเมื่อการวางตัวของดาวเทียมหรือเปลี่ยนมุมไป แสงก็ไม่สะท้อนลงสู่พื้นโลกในจุดเดิม พื้นที่ที่จะมองเห็นแฟลร์ก็มักเป็นพื้นที่แคบ ๆ มีรัศมีเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น บางครั้งดาวเทียมดวงเดียวกัน มีผู้สังเกตสองคนที่อยู่ห่างกันเพียงสิบกิโลเมตรก็อาจเห็นสว่างต่างกันมากก็ได้
ตอนกลางคืนบนฟ้าก็ต้องมีดาว ในคืนที่ฟ้าปลอดโปร่งไร้แสงรบกวน เราอาจเห็นดาวได้นับพันดวงพร้อม ๆ กัน ทั้งสว่างทั้งจาง ส่องแสงกะพริบวิบวับเต็มฟ้า ดาวที่สว่างมากจะเห็นว่าส่องแสงกะพริบรุนแรง และอาจเปลี่ยนสีไปมาด้วย นั่นเป็นเรื่องปกติของแสงดาว การกะพริบนั้นเกิดจากความปั่นป่วนของบรรยากาศ ดาวทั้งหมดที่เราเห็นนั้นคือดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ เพียงแต่ดาวฤกษ์เหล่านั้นอยู่ไกลออกไปมาก จึงมองเห็นเป็นเพียงจุดแสงที่ดูสวยงามสบายตา
หากต้องการทราบว่า ดาวแต่ละดวงที่เห็นนั้นชื่อดาวอะไร คุณต้องดูดาวให้เป็น หรือถ้ายังดูดาวไม่เป็น ก็ต้องพึ่งแผนที่ฟ้า อาจจะเป็นแผนที่ฟ้าแบบหมุน ในเว็บไซต์สมาคมดาราศาสตร์ไทยก็มีแผนที่ฟ้าออนไลน์ให้ดู หรืออาจเปิดดูในแอปพลิเคชันแผนที่ฟ้าซึ่งมีอยู่มากมาย สำหรับมือใหม่หัดดูดาว แนะนำว่าให้ใช้แผนที่ฟ้าแบบหมุนจะดีกว่าการใช้แอปพลิเคชันหรือแผนที่ออนไลน์ เพราะการใช้แผนที่ฟ้ามือหมุนจะทำให้เข้าใจเรื่องกลไกของท้องฟ้าเบื้องต้นด้วย คนที่หัดดูดาวจากแอปหรือสื่อออนไลน์อาจได้คำตอบเรื่องชื่อดาวได้อย่างรวดเร็ว แต่ความเข้าใจท้องฟ้ามักสู้คนที่ศึกษาจากแผนที่ฟ้ามือหมุนไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้มีคนรายงานว่าพบดวงไฟลึกลับบนฟ้าคล้ายโดรน พากันแตกตื่นจนเป็นข่าวใหญ่โตเพราะอยู่ในช่วงที่มีกรณีพิพาทชายแดน จากภาพถ่ายในข่าวแสดงชัดเจนว่า "ดวงไฟลึกลับ" นั้นแท้จริงแล้วคือกลุ่มดาวนายพราน ดาวสามดวงที่เรียงกันเป็นดาวไถหรือเข็มขัดนายพรานคงไม่เป็นที่คุ้นตาของผู้รายงาน จึงตกใจและรายงานไปด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นหากผู้รายงานนั้นเคยหัดดูดาวมาบ้าง
บางครั้งเราอาจพบดาวบางดวงส่องสว่างโดดเด่นอยู่บนฟ้า แต่เมื่อเปิดดูแผนที่ฟ้าแล้วกลับไม่พบตำแหน่งของดาวนั้น มันคืออะไร โอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ดาวเคราะห์ บนท้องฟ้ามีดาวเคราะห์ถึง 5 ดวงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ และไม่ใช่แค่มองเห็นเท่านั้น ยังสว่างมากอีกด้วย ดาวเคราะห์ทุกดวงยกเว้นดาวเสาร์มีโอกาสสว่างมากกว่าดาวซิริอัสซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าเสียอีก
จุดสังเกตว่าเป็นดาวเคราะห์ก็คือ จุดนั้นจะสว่างนิ่งไม่กะพริบเหมือนดาวฤกษ์ดวงอื่น และตำแหน่งของดาวจะอยู่ตามกลุ่มดาวจักรราศี (ต้องดูดาวให้เป็น) จะไม่อยู่นอกกลุ่มดาวจักรราศี
แผนที่ฟ้าแบบมือหมุน รวมถึงแบบเป็นเล่มทั้งหลาย จะไม่แสดงตำแหน่งของดาวเคราะห์ เนื่องจากตำแหน่งของดาวเคราะห์เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ถ้าเป็นแอปพลิเคชันหรือแผนที่ฟ้าออนไลน์จะแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ไว้ด้วย สื่อออนไลน์จะได้เปรียบในจุดนี้
ในบรรดาดาวเคราะห์ที่พาให้ผู้คนประหลาดใจมากที่สุดคือ ดาวศุกร์ เพราะดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างมาก ในช่วงที่สว่างที่สุดจะสว่างจนหลายคนที่ไม่เคยดูดาวเข้าใจไปว่าเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ในต่างประเทศ ดาวศุกร์เป็นวัตถุอันดับต้น ๆ ที่ถูกรายงานว่าเป็นยูเอฟโอเลยทีเดียว
ใครกันไม่รู้จักนก นกบินบนฟ้าใคร ๆ ก็มองออกว่าเป็นนก
ก็ไม่แน่หรอกนะ
นกไม่ได้บินแค่ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนนกก็บิน หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในบางฤดู เช่นในฤดูร้อนและปลายฤดูฝน ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีนกบินมากกว่ากลางวันเสียอีก เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นฤดูอพยพของนก ซึ่งนกส่วนใหญ่เลือกที่จะอพยพในเวลากลางคืนและบินในระดับสูงเพราะปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากกว่ากลางวัน คนที่มองเห็นนกบินในเวลานี้อาจไม่คิดว่าเป็นนกก็ได้
นกบางจำพวกเช่น ห่าน หงส์ เป็ด นกกระเรียน เวลาบินจะจัดฝูงบินเป็นรูปตัววี เมื่อมองไกล ๆ อาจเข้าใจว่าเป็นอากาศยานหรือยูเอฟโอได้ ในต่างประเทศเคยมีคนรายงานพบยูเอฟโอเพราะเห็นฝูงนกมาแล้ว
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการขนส่งอวกาศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศถี่มาก มีท่าอวกาศยานเกิดใหม่หลายแห่ง ใกล้บ้านเราก็มีจีนที่มีท่าอวกาศยานถึงสามแห่ง
การที่มีจุดส่งจรวดอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา ทำให้เรามีโอกาสเห็นจรวดที่เพิ่งขึ้นสู่อวกาศได้บ่อย ๆ หากแนวทางการส่งจรวดนั้นผ่านน่านฟ้าไทยหรือใกล้ฟ้าไทย
จรวดที่มีโอกาสเห็นจากประเทศไทย อาจไม่ใช่จรวดที่เพิ่งขึ้นจากแท่น เพราะเราไม่ได้อยู่ใกล้มากขนาดนั้น โอกาสที่จะพบได้คือจรวดที่ขึ้นจากแท่นมาได้สักระยะหนึ่งแล้วและกำลังไต่ระดับขึ้นสู่วงโคจร หรือเพิ่งเข้าสู่วงโคจร ดังนั้นเราจะเห็นจรวดในช่วงที่อยู่สูงจากพื้นโลกมากแล้ว อาจสูงนับร้อยกิโลเมตร จึงมองเห็นได้เป็นพื้นที่กว้างและไกลมาก บางครั้งจรวดผ่านน่านฟ้าทะเลจีนใต้ก็ยังมองเห็นได้จากทางอีสานของไทย
ที่ระดับความสูงนั้น สูงเกินกว่าที่จะเห็นตัวจรวด แต่สิ่งที่เราเห็นคือไอพ่นจากท้ายจรวด ซึ่งจะมองเห็นเป็นพวยรูปพัดหรือเป็นพู่สีขาวหรือฟ้า ดูเผิน ๆ ก็อาจคิดว่าเป็นดาวหางได้ แต่ต่างกันตรงที่การเคลื่อนที่ ถ้าเป็นจรวดเราจะเห็นว่าเคลื่อนที่ช้า ๆ ปรากฏบนท้องฟ้าไม่กี่นาทีก็ลับตาไป แต่ดาวหางจะปรากฏนิ่งอยู่บนฟ้าไม่เคลื่อนที่
โดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เริ่มแพร่หลายขึ้นทุกวัน มีการประยุกต์ใช้ในหลายวงการ ตั้งแต่เป็นของเล่น ใช้ในการสำรวจ ใช้ในการขนส่ง การเกษตร การทหาร ขนาดมีตั้งแต่เล็กจนวางบนฝ่ามือได้ จนถึงขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินจริง ทุกวันนี้จึงมีโอกาสเห็นโดรนบินบนท้องฟ้าได้บ่อย ๆ
บนโดรนก็มีดวงไฟติดเช่นเดียวกับเครื่องบิน ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนเวลากลางคืน ลักษณะของไฟโดรนโดยทั่วไปจะมีหลายดวงเกาะเป็นกระจุก โดยทั่วไปมีสีเขียวหรือแดงหรือทั้งสองสีปะปนกันและกะพริบตลอดเวลา นอกจากนี้ผู้ใช้โดรนบางคนอาจดัดแปลงสัญญาณไฟให้มีสีและรูปแบบเป็นอย่างอื่นได้เหมือนกัน (ซึ่งผิดกฎหมาย)
เมื่อโดรนบินอยู่สูงตอนกลางคืน คนบนพื้นจะมองไม่เห็นตัวโดรน เห็นเพียงดวงไฟเท่านั้น ลักษณะของไฟโดรนที่เป็นกระจุกใกล้กันก็ดูคล้ายไฟของเครื่องบิน สิ่งที่พอจะแยกแยะได้คือ เครื่องบินจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง หรือโค้ง ไม่อยู่นิ่ง แต่โดรนอาจอยู่นิ่งก็ได้ ขยับไปมาได้ เปลี่ยนทิศทางกระทันหันได้ ทั้งเครื่องบินและโดรนส่งเสียงทั้งคู่ เครื่องบินมีเสียงแบบเครื่องยนต์ ส่วนโดรนมีเสียงหึ่ง ๆ จากใบพัด ถ้าอยู่ไม่ไกลมากก็อาจได้ยินเสียงได้
บางครั้งเราถ่ายภาพบรรยากาศหรือเหตุการณ์ยามค่ำคืน หรือถ่ายภาพที่มีวัตถุสว่างเช่นดวงอาทิตย์ เมื่อดูภาพถ่ายอาจพบว่ามีจุดแสงลึกลับบนภาพทั้งที่ขณะที่ถ่ายภาพก็ไม่มีจุดแสงนั้นอยู่ แล้วจุดนั้นมาอยู่บนภาพถ่ายได้อย่างไร ตัวอย่างจุดแสงลึกลับเช่น
จุดแสงลึกลับนี้เรียกว่าแฟลร์ มักเกิดในภาพถ่ายที่มีวัตถุสว่างอยู่ในภาพตอนกลางคืน หรืออาจเป็นภาพกลางวันที่มีดวงอาทิตย์อยู่ด้วย แฟลร์เกิดจากการสะท้อนแสงภายในชิ้นเลนส์ภายในกล้อง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกล้องถ่ายภาพ จึงปรากฏบนภาพถ่ายเท่านั้น ไม่ได้เกิดบนฟ้า บางครั้งแฟลร์ก็ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามแปลกตา แต่บางครั้งก็เป็นสิ่งแปลกปลอมไม่พึงประสงค์ และบางครั้งก็ทำให้คนถ่ายภาพประหลาดใจได้
บางครั้งวัตถุสว่างที่ทำให้เกิดแฟลร์อาจไม่อยู่ในกรอบภาพ แต่อยู่ใกล้เคียง ก็ทำให้เกิดแฟลร์ได้เช่นกัน
ของเล่นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายไล่ ๆ มากับโดรนก็คือ ว่าวติดแอลอีดี ด้วยเทคโนโลยีแอลอีดียุคใหม่ที่สามารถทำแอลอีดีให้เบาและประหยัดไฟมากได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเอาแอลอีดีพร้อมกับถ่านไฟขึ้นไปประดับบนว่าวให้ส่องแสงยามอยู่บนฟ้าได้ แอลอีดีที่ติดบนว่าวมักไม่ได้ติดดวงเดียว บางครั้งอาจติดยาวเป็นสายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปว่าวมักลอยไม่สูงมากนัก และว่าวที่ติดแอลอีดีมักเป็นว่าวขนาดใหญ่ จึงแยกแยะได้ไม่ยากว่าเป็นว่าว ใครที่ไม่เคยเห็นก็ทำความรู้จักไว้ก็ดี ในอนาคตคงได้เห็นบ่อยขึ้น
ที่กล่าวมานี้คือตัวอย่างของวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เรามีโอกาสมองเห็นได้ ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายังมีอีกหลายชนิด เราคงจะยกมาได้ไม่ทั้งหมด ในที่นี้ขอยกเฉพาะปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างบ่อยเท่านั้น
โปรดสังเกตว่า แนวทางการจำแนกแยกแยะวัตถุและปรากฏการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการจำแนกด้วยตาเปล่าทั้งสิ้น ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใด ๆ ใช้เพียงความเข้าใจและความช่างสังเกตเท่านั้น ซึ่งทุกคนก็ทำได้ที่บ้าน
หากพบวัตถุหรือปรากฏการณ์ใด ๆ บนท้องฟ้า แต่แยกแยะไม่ออกว่าเป็นอะไร อาจสอบถามไปยังหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง สมาคมดาราศาสตร์ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น มีคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์จากทางบ้านส่งเข้ามายังเฟซบุ๊กเพจของสมาคมดาราศาสตร์ไทยแทบไม่เว้นแต่ละวัน หากต้องการสอบถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โปรดให้รายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น
1. สถานที่ที่สังเกตการณ์ (ระบุตำแหน่งให้ชัดเจน เช่น ตำบล อำเภอ จังหวัด, หรือระบุเป็นพิกัดละติจูดลองจิจูดได้ก็จะดีมาก)
2. วันและเวลาที่สังเกตการณ์
3. ตำแหน่งบนท้องฟ้าที่พบ อาจระบุเป็นมุมทิศและมุมเงย ถ้าดูดาวเป็น บอกตำแหน่งกลุ่มดาวที่เกิดด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก
4. ลักษณะของสิ่งที่พบ รูปร่าง แสง ความสว่าง สี มีการเคลื่อนที่หรือไม่ เร็วช้าอย่างไร ระยะเวลาที่เกิด มีเสียงด้วยหรือไม่ อย่างไร
5. ถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปส่งมาด้วยจะเป็นประโยชน์มาก
หมั่นสังเกตท้องฟ้าอยู่เสมอ ๆ แล้วคุณจะพบว่าท้องฟ้าเต็มไปด้วยปรากฏการณ์น่าสนใจให้เราศึกษาได้ไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีมนุษย์ก้าวหน้ามากขึ้น เราส่งสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นไปบนท้องฟ้ามากขึ้น บางครั้งสิ่งประดิษฐ์มนุษย์สร้างก็ทำให้มนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นต้องงุนงงว่ามันคืออะไร เช่นดาวเทียม เครื่องบิน โดรน นอกจากนี้ ด้วยยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้ากลับทำให้มนุษย์เรามองท้องฟ้าน้อยลง แม้ยามอยู่ท่ามกลางแสงดาวเต็มฟ้าแต่ก็กลับก้มหน้ามองโทรศัพท์ ทำให้ชีวิตเราห่างเหินธรรมชาติเข้าไปทุกที โดยเฉพาะเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า จนบางครั้งปรากฏการณ์แสนธรรมดาอย่างดาวตกหรือตะวันทรงกลดก็ทำให้ผู้คนแตกตื่นได้
เราจึงควรทำความรู้จักวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่บนฟ้าเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติ รู้จักเทคโนโลยี และไม่ตกเป็นเหยื่อของอวิชชาที่มากับความไม่รู้
ต่อไปนี้คือวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่คุณควรรู้จัก
แนวเมฆ, คอนเทรล
ในจำนวนคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์บนท้องฟ้าที่มีผู้พบเห็นแล้วถามเข้ามาทางสมาคมดาราศาสตร์ไทย กว่า 80 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งนี้
คอนเทรล (contrail) ย่อมาจากคำว่า condensation trail คือละอองน้ำแข็งที่เกิดจากไอเสียของเครื่องบินไอพ่น มีชื่อไทย ๆ ว่า แนวเมฆ หรือ แนวไอน้ำกลั่นตัว คำว่า "condensation trail" กับ "แนวไอน้ำกลั่นตัว" ไม่ค่อยถูกต้องตามความจริงเท่าใด เพราะมันคือไอน้ำเยือกแข็ง ไม่ใช่ไอน้ำกลั่นตัว
เมื่อเครื่องบินไอพ่นบินไปบนท้องฟ้า จะทิ้งไอเสียไว้เป็นทางตามเส้นทางที่บินผ่าน ไอเสียของเครื่องยนต์มีไอน้ำเป็นส่วนประกอบ ในภาวะปกติ ไอเสียที่ออกจากเครื่องยนต์จะแพร่กระจายออกไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ท้ายเครื่องยนต์จึงไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็น แต่ในสภาวะที่เหมาะสม ถ้าอากาศเย็นจัด และความชื้นสูง ไอน้ำในไอเสียจะจับตัวกันและเยือกแข็งเป็นละอองน้ำแข็งซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ให้มองเห็นได้เป็นปุยขาว เช่นเดียวกับเมฆเซียร์รัส แนวเมฆจัดเป็นเมฆชนิดหนึ่ง เพียงแต่เป็นเมฆมนุษย์สร้าง ไม่ใช่เมฆธรรมชาติ เนื่องจากแนวเมฆต้องการความเย็นจัด เราจึงมองเห็นแนวเมฆเครื่องบินเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงเท่านั้น ไม่พบในระดับใกล้พื้นดิน
แนวเมฆอาจปรากฏเป็นหางสั้น ๆ แล้วก็หายไป หรืออาจเกิดยาวสุดปลายฟ้า ขึ้นกับสภาพความชื้น ถ้าความชื้นสูงมากแนวเมฆก็จะยาว
บางครั้งเราอาจเห็นแต่แนวเมฆแต่มองไม่เห็นเครื่องบิน อาจเป็นเพราะเครื่องบินบินผ่านไปนานแล้ว ทิ้งไว้แต่แนวเมฆค้างไว้ หรืออาจเป็นเพราะเครื่องบินบินที่ระดับสูงมากจนมองไม่เห็น เห็นแต่แนวเมฆ
ปกติแนวเมฆปรากฏเหมือนเส้นเมฆสีขาวบนพื้นหลังสีฟ้าของท้องฟ้า แต่ในช่วงเวลาพลบค่ำซึ่งดวงอาทิตย์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าหรือเพิ่งลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะเริ่มคล้ำ แต่ที่ระดับความสูงที่เครื่องบินบินอยู่ยังได้รับแสงอาทิตย์อยู่ แนวเมฆที่เกิดขึ้นจะเด่นมาก เพราะปรากฏเป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มบนพื้นหลังสีเทาหรือฟ้าหม่นดูแปลกตา
ดาวตก
ดาวตก ไม่ใช่ดาวที่ตกลงมาจากฟ้า แต่เป็นแสงสว่างวาบที่พุ่งมาเป็นทางจากท้องฟ้า เกิดจากวัตถุแข็งในอวกาศพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงอัดอากาศจากการที่พุ่งปะทะบรรยากาศทำให้เกิดความร้อนสูงจนส่องสว่างขึ้นมา แสงวาบจากดาวตกเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาทีหรืออาจเพียงเสี้ยววินาที
บางครั้ง ดาวตกอาจมีการแตกเป็นสะเก็ดออกมา หรืออาจปะทุสว่างอย่างเฉียบพลัน หรืออาจถึงขั้นเห็นว่าระเบิดจนแตกออกเป็นหลายชิ้น หรือเปลี่ยนทิศฉับพลันได้
ดาวตกไม่ได้มีแค่แสงสว่างเป็นทางเท่านั้น หลังจากที่ดาวตกผ่านพ้นไป อาจมองเห็นแสงเรืองเป็นทางในเส้นทางที่ดาวตกพุ่งผ่านไป แสงนั้นเกิดจากอากาศในบรรยากาศที่ร้อนจัดจากที่สะเก็ดดาวพุ่งผ่านจนแตกตัวเป็นไอออนและเรืองแสงออกมา เรียกว่า รอยทางดาวตก (persistent train) อาจมีฝุ่นจากสะเก็ดดาวปะปนอยู่ในรอยทางนี้ด้วย รอยทางดาวตกนี้จะสว่างต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะจางหรือสลายไป ระหว่างนี้รอยทางดาวตกอาจมีรูปร่างเปลี่ยนไป เช่นอาจเปลี่ยนรูปร่างจากเส้นตรงเป็นเส้นหยักเหมือนงูเลื้อย ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนในแนวราบของอากาศ รอยทางดาวตกมักมีสีเขียวเป็นหลัก เกิดจากออกซิเจนในบรรยากาศ
ดาวตกเกิดขึ้นที่ระดับสูงมากประมาณ 100 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อเกิดดาวตกจึงมองเห็นได้เป็นบริเวณกว้างหลายจังหวัด
ดาวตกไม่ใช่ปรากฏการณ์หายาก คืนหนึ่งอาจเกิดดาวตกได้นับร้อยดวงเลยทีเดียว ยิ่งหากคืนใดมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกเกิดขึ้นด้วย จำนวนดาวตกก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
เครื่องบิน
ทุกคนรู้จักเครื่องบินดีอยู่แล้ว ถ้ามีเครื่องบินบินผ่านไปบนท้องฟ้าตอนกลางวันทุกคนก็มองออก แต่ถ้าเป็นกลางคืนที่มองไม่เห็นรูปร่าง ไม่เห็นหางไม่เห็นปีก ก็อาจแยกแยะไม่ออกว่าเป็นอะไร ตามกฎการบิน เมื่อเครื่องบินบินเวลากลางคืนจะต้องเปิดไฟด้วย ในเวลากลางคืนเราจึงมองเห็นเครื่องบินได้จากดวงไฟที่ติดบนเครื่องบิน ส่วนใหญ่มีไฟมากกว่าหนึ่งดวง บางดวงสว่างนิ่ง บางดวงกะพริบ มองเห็นเป็นจุดแสงเคลื่อนที่ไปบนฟ้าช้า ๆ ด้วยความเร็วเหมือนกับความเร็วของเครื่องบินทั่วไป
ภาพถ่ายท้องฟ้าตอนกลางคืนที่เปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน เมื่อเครื่องบินบินผ่านหน้ากล้อง จะปรากฏเส้นแสงที่เกิดจากดวงไฟที่ติดบนเครื่องบิน สังเกตว่ามีมากกว่าหนึ่งดวง ไฟบนเครื่องบนจะกะพริบเสมอ จึงปรากฏเป็นเส้นประ
บางครั้งเครื่องบินบินอยู่ไกลแต่มีทิศทางมุ่งมาทางเรา กรณีนี้จะมองเห็นล่วงหน้าเป็นเวลานานหลายนาทีเพราะไฟหน้าเครื่องบินสว่างมาก และตำแหน่งของเครื่องบินก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจนดูเหมือนกับอยู่นิ่ง ดูเผิน ๆ ก็นึกว่าเป็นพลุแฟลร์เหมือนกัน
อาทิตย์ทรงกลด, พระจันทร์ทรงกลด, ซันด็อก
ในเวลากลางวัน เรามักเลี่ยงสายตาออกจากดวงอาทิตย์ ไม่มีใครอยากจะไปมองดวงอาทิตย์นอกจากตอนเพิ่งขึ้นจากขอบฟ้าหรือกำลังจะลับขอบฟ้า แต่ถ้าวันใดที่ท้องฟ้ามีเมฆที่มีลักษณะเป็นปุยบาง ๆ กระจายทั่วท้องฟ้า ลองแหงนมองท้องฟ้าใกล้ ๆ ดวงอาทิตย์ เราอาจเห็นสิ่งที่เรียกว่า อาทิตย์ทรงกลด หรือ ตะวันทรงกลด
อาทิตย์ทรงกลด มีลักษณะเป็นวงกลมสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ รัศมีของวงสีรุ้งคือ 22 องศา เกิดจากการหักเหแสงอาทิตย์ของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำ แต่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่หักเหแสงอาทิตย์จนทำให้เกิดรุ้งกินน้ำคือละอองน้ำไม่ใช่ผลึกน้ำแข็ง
คนทั่วไปคุ้นเคยกับรุ้งกินน้ำเป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยรู้จักอาทิตย์ทรงกลด อาจเข้าใจไปว่าอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นน้อยกว่ารุ้งกินน้ำ แท้จริงแล้วอาทิตย์ทรงกลดเกิดได้บ่อยกว่ารุ้งกินน้ำเสียอีก แต่อาทิตย์ทรงกลดเกิดใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งโดยธรรมชาติคนเรามักเลี่ยงที่จะมอง จึงไม่ค่อยเห็น ส่วนรุ้งกินน้ำเกิดในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ อีกทั้งเวลาที่จะเกิดรุ้งกินน้ำคือช่วงเช้าหรือช่วงเย็นซึ่งมองได้ง่ายและสบายตากว่า จึงมองเห็นบ่อยกว่า
ลองสังเกตดูว่าถ้าวันไหนฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่งและมีเมฆเซียร์รัส (เมฆที่มีลักษณะเป็นปุยหรือเป็นแผ่นบาง ๆ ไม่ใช่เป็นก้อน) แผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ลองแหงนดูท้องฟ้าใกล้ดวงอาทิตย์ ก็จะมีโอกาสพบอาทิตย์ทรงกลดได้
หากอาทิตย์ทรงกลดเกิดขึ้นขณะดวงอาทิตย์อยู่ไม่สูงจากขอบฟ้ามากนัก อาจเห็น ซันด็อก (Sun dog) เกิดขึ้นร่วมด้วย ซันด็อกจะมองเห็นเป็นแต้มสว่างในวงของกลดที่อยู่ระดับความสูงเท่ากับดวงอาทิตย์ คือส่วนของวงกลดที่สว่างเป็นพิเศษ มักเกิดขึ้นทั้งสองข้างของดวงอาทิตย์ บางครั้งซันด็อกอาจสว่างมากจนดูเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นสามดวงเลยทีเดียว
ซันด็อกเกิดจากผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศเช่นเดียวกัน แต่เป็นผลึกที่เป็นรูปเกล็ดบาง ซึ่งผลึกที่เป็นเกล็ดบางมักวางตัวในแนวราบ การหักเหแสงจึงเป็นการหักเหแสงในแนวราบ วงกลดที่อยู่ในระดับเดียวกับดวงอาทิตย์จึงดูสว่างกว่าบริเวณอื่น
ในเวลากลางคืน เมื่อดวงจันทร์อยู่บนฟ้า และมีเมฆเซียร์รัสกระจายอยู่ใกล้ดวงจันทร์ ก็เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันได้ เรียกว่า พระจันทร์ทรงกลด
แสงเรือไดหมึก
ในทะเลของไทยทั้งอ่าวไทยและอันดามัน มีการทำประมงปลาหมึกกันอย่างหนาแน่น วิธีในการจับคือวางลอบและส่องไฟเพื่อล่อให้หมึกเข้ามา พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการส่องไฟมาจากไดนาโม จึงเรียกวิธีนี้ว่า "ไดหมึก" ทะเลไทยยามค่ำคืนจึงไม่มืดสนิทเพราะมีแสงไฟจากเรือไดหมึกส่องสว่างกันทั่ว คนที่ไปเที่ยวทะเลยามค่ำจะคุ้นเคยกับแสงนี้เป็นอย่างดี พอฟ้าเริ่มมืด แสงจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่เต็มทะเลก็จะเข้ามาแทนที่ แสงส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในการไดหมึกคือสีเขียว บางครั้งก็มีสีอื่นด้วย เช่น สีฟ้า สีขาว สีชมพู แสงจากเรือสว่างมากจนหากบนท้องฟ้ามีเมฆ เมฆนั้นก็จะสะท้อนแสงจากเรือจนเมฆเขียวไปทั้งก้อน คนที่อยู่ใกล้ทะเลคงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลออกไปที่ไม่เห็นทะเลและไม่เห็นเรือ แต่ยังมีโอกาสเห็นแสงจากเรือไดหมึกได้จากการสะท้อนเมฆ บางครั้งอาจเห็นได้จากระยะไกลออกไปนับร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว นั่นอาจทำให้หลายคนคาดไม่ถึงว่าแหล่งกำเนิดแสงนั้นมาจากทะเลนี่เอง
วิธีหนึ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นแสงจากเรือไดหมึกก็คือ 1. ให้สังเกตว่าบริเวณที่เกิดแสงเขียวจะไม่มีดาว เพราะมันคือก้อนเมฆที่สะท้อนแสงสีเขียว และ 2. ในคืนข้างขึ้นแก่ ๆ จันทร์เพ็ญ หรือข้างแรมอ่อน ๆ ที่มีพระจันทร์สว่างอยู่บนฟ้า จะไม่ปรากฏแสงเขียวนี้ เพราะเรือประมงหมึกมักไม่ออกในช่วงวันดังกล่าว
แสงสีเขียวเหนือฟ้าที่พะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เกิดจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่ในทะเลอันดามันสะท้อนเมฆบนท้องฟ้า (จาก Butsakon Kanthuk)
แสงจากเรือไดหมึกเคยทำให้มนุษย์อวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติต้องงงงวยมาแล้ว ครั้งหนึ่งมนุษย์อวกาศถ่ายภาพโลกจากสถานีซึ่งอยู่เหนือพื้นดินไปประมาณ 400 กิโลเมตรแล้วต้องประหลาดในที่พบว่าบริเวณอ่าวไทยมีแสงเรืองสีเขียวอยู่ทั่ว จนต้องหาคำตอบอยู่พักใหญ่กว่าจะทราบว่ามันคือการประมงแบบหนึ่งที่ทำกันในละแวกนี้
แสงจากเรือไดหมึกที่ลอยอยู่เต็มอ่าวไทย มองเห็นได้จากสถานีอวกาศที่อยู่สูงขึ้นไป 400 กิโลเมตร (จาก Reid Wiseman)
เสาแสง
เมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงเป็นจุดอยู่ห่างไกลออกไปและมีเมฆอยู่บนท้องฟ้าในระดับที่เหมาะสม แสงจากแหล่งกำเนิดนั้นจะสะท้อนก้อนเมฆมายังตาผู้สังเกต ก็จะมองเห็นว่าเมฆนั้นสว่างขึ้นมา แต่ถ้าสิ่งที่อยู่บนฟ้าในขณะนั้นไม่ใช่เมฆ แต่เป็นผลึกน้ำแข็ง สิ่งที่ผู้สังเกตจะมองเห็นคือ แสงเป็นรูปแท่งในแนวดิ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า เสาแสง
ผลึกน้ำแข็งมีรูปร่างหกเหลี่ยม มีทั้งที่เป็นแท่งหกเหลี่ยมคล้ายดินสอและที่เป็นเกล็ดหกเหลี่ยมบาง ๆ หากผลึกนั้นมีลักษณะเป็นเกล็ดบาง การวางตัวในบรรยากาศมักวางตัวในแนวราบ เมื่อมีผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศจำนวนมาก ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้จึงทำตัวเหมือนกระจกเงาเล็ก ๆ วางกระจายอยู่บนฟ้าในแนวราบซึ่งสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ห่างไกลลงมาสู่พื้นดินได้ และเนื่องจากบริเวณที่มีผลึกน้ำแข็งมีความหนา จึงเกิดการสะท้อนได้หลายมุมในแนวดิ่งจนปรากฏเป็นแท่งได้
เสาแสง เกิดขึ้นเมื่อมีผลึกน้ำแข็งลอยอยู่ในอากาศในความสูงที่พอเหมาะและวางตัวในแนวราบ แสงจากแหล่งกำเนิดสะท้อนพื้นผิวของผลึกลงมายังสายตาผู้สังเกตที่อยู่ไกลออกไป ปรากฏเป็นรูปเสาแสง
ปรากฏการณ์แสงเขียวที่พะเนินทุ่ง ปรากฏเสาแสงร่วมด้วย (จาก Butsakon Kanthuk)
เสาแสงที่ออนแทริโอ (จาก Timmy Joe Elzinga)
ปรากฏการณ์เสาแสงเกิดไม่บ่อยนัก จะต้องเป็นวันที่อากาศหนาวและที่สำคัญคืออากาศต้องนิ่ง เพราะหากมีลมพัด การวางทิศของผลึกน้ำแข็งจะเสียระเบียบไปทำให้ไม่เกิดเสาแสง
แหล่งกำเนิดแสงที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เสาแสงได้อาจเป็นได้หลายอย่าง เช่นแสงเมือง ดวงอาทิตย์ แสงจากเรือประมง เนื่องจากปรากฏการณ์เสาแสงเกิดจากการสะท้อนแสง จึงมีสีสันเหมือนกับแหล่งกำเนิด เช่นถ้าเกิดจากเรือไดหมึกก็มักมีสีเขียวซึ่งนิยมใช้ในการไดหมึก ถ้าเกิดจากแสงเมือง ก็อาจมีหลายหลากสีดูสวยงาม
ดาวเทียม ขบวนดาวเทียม แฟลร์ดาวเทียม
ในบรรดาวัตถุบนท้องฟ้าที่ทำให้คนสงสัยมากมากที่สุดอันดับต้น ๆ ก็น่าจะเป็นดาวเทียมนี่เอง เพราะคนส่วนใหญ่มักคาดไม่ถึงว่าจะมองเห็นดาวเทียมได้ด้วย
ดาวเทียมที่เรามองเห็นได้คือดาวเทียมที่มีวงโคจรระดับต่ำ ช่วงเวลาที่จะมองเห็นคือช่วงหัวค่ำและช่วงเช้ามืด เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ท้องฟ้ามืดแต่ดาวเทียมอยู่สูงไม่อยู่ในเงาโลก จึงได้รับแสงอาทิตย์และสะท้อนแสงอาทิตย์มาสู่ตาคนบนโลกได้
ดาวเทียมที่มองเห็นจะมีลักษณะเป็นจุดแสงคล้ายดาวทั่วไป แต่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงบนฟ้า ส่วนใหญ่เคลื่อนที่จากตะวันตกไปตะวันออก อาจเฉียงเหนือหรือเฉียงใต้หรือขนานไปกับเส้นศูนย์สูตรก็ได้ บางดวงอาจวิ่งตามแนวเหนือ-ใต้ หรืออาจมีวิ่งสวนทางจากตะวันออกไปตะวันตกแต่มีน้อยมาก ดาวเทียมบางดวงอาจสว่างมาก บางดวงอาจสว่างกว่าดาวซิริอัสเสียอีก เช่นสถานีอวกาศ สถานีอวกาศที่ใหญ่อย่างสถานีอวกาศนานาชาติมีอันดับความสว่างราว -3 และในบางกรณีอาจสว่างได้มากถึง -6 เลยทีเดียว
ปัจจุบันท้องฟ้ามีดาวเทียมเป็นจำนวนมาก และมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีโอกาสได้เห็นดาวเทียมบ่อยครั้งขึ้น คืนหนึ่งเราอาจเห็นดาวเทียมได้นับสิบดวงเลยทีเดียว
ภาพถ่ายท้องฟ้าที่เปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน เมื่อมีดาวเทียมเคลื่อนที่ผ่านจึงปรากฏเป็นขีดแสงบนภาพถ่าย (จาก MARIANA SUAREZ/AFP (Getty Images))
บางครั้งดาวเทียมก็ไม่ได้มาดวงเดียว ปัจจุบันการส่งดาวเทียมนิยมส่งคราวละหลายดวง บางครั้งหลายสิบดวง ในช่วงแรกที่ดาวเทียมเพิ่งถูกปล่อยจากจรวด จะยังเกาะกลุ่มเรียงกันเป็นแถวยาว ดูเหมือนกับดาวเข้าแถวกันดูแปลกตา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ขบวนดาวเทียม สตาร์ลิงก์ ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันด้วยดาวเทียมหลายหมื่นดวง และมีการส่งขึ้นสู่อวกาศแทบทุกสัปดาห์ ครั้งหนึ่งหลายสิบดวง บางครั้งขบวนดาวเทียมนี้ก็ผ่านน่านฟ้าไทยให้เราแปลกใจเล่น
ขบวนดาวเทียมสตาร์ลิงก์กับเครื่องบิน (จาก เชิดพงศ์ วิสารทานนท์)
ดาวเทียมก็ไม่ได้สว่างคงที่เสมอไป บางครั้งดาวเทียมจู่ ๆ ก็สว่างโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน มีความสว่างมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า กรณีนี้เรียกว่า แฟลร์ดาวเทียม เกิดขึ้นจากการสะท้อนแสงของพื้นผิวส่วนที่เป็นที่ราบเรียบและมันเงาของตัวดาวเทียม เช่นแผงเซลสุริยะ ในกรณีนี้ดาวเทียมจะเหมือนกับกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี ดาวเทียมจึงสว่างกว่าระดับปกติมาก แฟลร์มักเกิดเป็นเวลาไม่นานนัก เพราะเมื่อการวางตัวของดาวเทียมหรือเปลี่ยนมุมไป แสงก็ไม่สะท้อนลงสู่พื้นโลกในจุดเดิม พื้นที่ที่จะมองเห็นแฟลร์ก็มักเป็นพื้นที่แคบ ๆ มีรัศมีเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น บางครั้งดาวเทียมดวงเดียวกัน มีผู้สังเกตสองคนที่อยู่ห่างกันเพียงสิบกิโลเมตรก็อาจเห็นสว่างต่างกันมากก็ได้
แฟลร์ของดาวเทียม
ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์
ตอนกลางคืนบนฟ้าก็ต้องมีดาว ในคืนที่ฟ้าปลอดโปร่งไร้แสงรบกวน เราอาจเห็นดาวได้นับพันดวงพร้อม ๆ กัน ทั้งสว่างทั้งจาง ส่องแสงกะพริบวิบวับเต็มฟ้า ดาวที่สว่างมากจะเห็นว่าส่องแสงกะพริบรุนแรง และอาจเปลี่ยนสีไปมาด้วย นั่นเป็นเรื่องปกติของแสงดาว การกะพริบนั้นเกิดจากความปั่นป่วนของบรรยากาศ ดาวทั้งหมดที่เราเห็นนั้นคือดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ เพียงแต่ดาวฤกษ์เหล่านั้นอยู่ไกลออกไปมาก จึงมองเห็นเป็นเพียงจุดแสงที่ดูสวยงามสบายตา
หากต้องการทราบว่า ดาวแต่ละดวงที่เห็นนั้นชื่อดาวอะไร คุณต้องดูดาวให้เป็น หรือถ้ายังดูดาวไม่เป็น ก็ต้องพึ่งแผนที่ฟ้า อาจจะเป็นแผนที่ฟ้าแบบหมุน ในเว็บไซต์สมาคมดาราศาสตร์ไทยก็มีแผนที่ฟ้าออนไลน์ให้ดู หรืออาจเปิดดูในแอปพลิเคชันแผนที่ฟ้าซึ่งมีอยู่มากมาย สำหรับมือใหม่หัดดูดาว แนะนำว่าให้ใช้แผนที่ฟ้าแบบหมุนจะดีกว่าการใช้แอปพลิเคชันหรือแผนที่ออนไลน์ เพราะการใช้แผนที่ฟ้ามือหมุนจะทำให้เข้าใจเรื่องกลไกของท้องฟ้าเบื้องต้นด้วย คนที่หัดดูดาวจากแอปหรือสื่อออนไลน์อาจได้คำตอบเรื่องชื่อดาวได้อย่างรวดเร็ว แต่ความเข้าใจท้องฟ้ามักสู้คนที่ศึกษาจากแผนที่ฟ้ามือหมุนไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้มีคนรายงานว่าพบดวงไฟลึกลับบนฟ้าคล้ายโดรน พากันแตกตื่นจนเป็นข่าวใหญ่โตเพราะอยู่ในช่วงที่มีกรณีพิพาทชายแดน จากภาพถ่ายในข่าวแสดงชัดเจนว่า "ดวงไฟลึกลับ" นั้นแท้จริงแล้วคือกลุ่มดาวนายพราน ดาวสามดวงที่เรียงกันเป็นดาวไถหรือเข็มขัดนายพรานคงไม่เป็นที่คุ้นตาของผู้รายงาน จึงตกใจและรายงานไปด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นหากผู้รายงานนั้นเคยหัดดูดาวมาบ้าง
บางครั้งเราอาจพบดาวบางดวงส่องสว่างโดดเด่นอยู่บนฟ้า แต่เมื่อเปิดดูแผนที่ฟ้าแล้วกลับไม่พบตำแหน่งของดาวนั้น มันคืออะไร โอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ดาวเคราะห์ บนท้องฟ้ามีดาวเคราะห์ถึง 5 ดวงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ และไม่ใช่แค่มองเห็นเท่านั้น ยังสว่างมากอีกด้วย ดาวเคราะห์ทุกดวงยกเว้นดาวเสาร์มีโอกาสสว่างมากกว่าดาวซิริอัสซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าเสียอีก
จุดสังเกตว่าเป็นดาวเคราะห์ก็คือ จุดนั้นจะสว่างนิ่งไม่กะพริบเหมือนดาวฤกษ์ดวงอื่น และตำแหน่งของดาวจะอยู่ตามกลุ่มดาวจักรราศี (ต้องดูดาวให้เป็น) จะไม่อยู่นอกกลุ่มดาวจักรราศี
แผนที่ฟ้าแบบมือหมุน รวมถึงแบบเป็นเล่มทั้งหลาย จะไม่แสดงตำแหน่งของดาวเคราะห์ เนื่องจากตำแหน่งของดาวเคราะห์เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ถ้าเป็นแอปพลิเคชันหรือแผนที่ฟ้าออนไลน์จะแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ไว้ด้วย สื่อออนไลน์จะได้เปรียบในจุดนี้
ดาวศุกร์กับจันทร์เสี้ยว (จาก nightskytourist.com)
นักดูดาวหน้าใหม่หลายคนมักจินตนาการว่าดาวเคราะห์บนฟ้าจะมองเห็นเป็นแบบนี้ ความจริงดาวเคราะห์ที่มองด้วยตาเปล่าจะมองเห็นเป็นเพียงจุดสว่างเท่านั้น (จาก mashable.com)
ในบรรดาดาวเคราะห์ที่พาให้ผู้คนประหลาดใจมากที่สุดคือ ดาวศุกร์ เพราะดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างมาก ในช่วงที่สว่างที่สุดจะสว่างจนหลายคนที่ไม่เคยดูดาวเข้าใจไปว่าเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ในต่างประเทศ ดาวศุกร์เป็นวัตถุอันดับต้น ๆ ที่ถูกรายงานว่าเป็นยูเอฟโอเลยทีเดียว
นก
ใครกันไม่รู้จักนก นกบินบนฟ้าใคร ๆ ก็มองออกว่าเป็นนก
ก็ไม่แน่หรอกนะ
นกไม่ได้บินแค่ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนนกก็บิน หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในบางฤดู เช่นในฤดูร้อนและปลายฤดูฝน ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีนกบินมากกว่ากลางวันเสียอีก เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นฤดูอพยพของนก ซึ่งนกส่วนใหญ่เลือกที่จะอพยพในเวลากลางคืนและบินในระดับสูงเพราะปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากกว่ากลางวัน คนที่มองเห็นนกบินในเวลานี้อาจไม่คิดว่าเป็นนกก็ได้
ฝูงนกที่บินเกาะกลุ่มกันเป็นรูปตัววี (จาก David Kanigan)
นกบางจำพวกเช่น ห่าน หงส์ เป็ด นกกระเรียน เวลาบินจะจัดฝูงบินเป็นรูปตัววี เมื่อมองไกล ๆ อาจเข้าใจว่าเป็นอากาศยานหรือยูเอฟโอได้ ในต่างประเทศเคยมีคนรายงานพบยูเอฟโอเพราะเห็นฝูงนกมาแล้ว
จรวด
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการขนส่งอวกาศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศถี่มาก มีท่าอวกาศยานเกิดใหม่หลายแห่ง ใกล้บ้านเราก็มีจีนที่มีท่าอวกาศยานถึงสามแห่ง
การที่มีจุดส่งจรวดอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา ทำให้เรามีโอกาสเห็นจรวดที่เพิ่งขึ้นสู่อวกาศได้บ่อย ๆ หากแนวทางการส่งจรวดนั้นผ่านน่านฟ้าไทยหรือใกล้ฟ้าไทย
จรวดที่มีโอกาสเห็นจากประเทศไทย อาจไม่ใช่จรวดที่เพิ่งขึ้นจากแท่น เพราะเราไม่ได้อยู่ใกล้มากขนาดนั้น โอกาสที่จะพบได้คือจรวดที่ขึ้นจากแท่นมาได้สักระยะหนึ่งแล้วและกำลังไต่ระดับขึ้นสู่วงโคจร หรือเพิ่งเข้าสู่วงโคจร ดังนั้นเราจะเห็นจรวดในช่วงที่อยู่สูงจากพื้นโลกมากแล้ว อาจสูงนับร้อยกิโลเมตร จึงมองเห็นได้เป็นพื้นที่กว้างและไกลมาก บางครั้งจรวดผ่านน่านฟ้าทะเลจีนใต้ก็ยังมองเห็นได้จากทางอีสานของไทย
ที่ระดับความสูงนั้น สูงเกินกว่าที่จะเห็นตัวจรวด แต่สิ่งที่เราเห็นคือไอพ่นจากท้ายจรวด ซึ่งจะมองเห็นเป็นพวยรูปพัดหรือเป็นพู่สีขาวหรือฟ้า ดูเผิน ๆ ก็อาจคิดว่าเป็นดาวหางได้ แต่ต่างกันตรงที่การเคลื่อนที่ ถ้าเป็นจรวดเราจะเห็นว่าเคลื่อนที่ช้า ๆ ปรากฏบนท้องฟ้าไม่กี่นาทีก็ลับตาไป แต่ดาวหางจะปรากฏนิ่งอยู่บนฟ้าไม่เคลื่อนที่
โดรน
โดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เริ่มแพร่หลายขึ้นทุกวัน มีการประยุกต์ใช้ในหลายวงการ ตั้งแต่เป็นของเล่น ใช้ในการสำรวจ ใช้ในการขนส่ง การเกษตร การทหาร ขนาดมีตั้งแต่เล็กจนวางบนฝ่ามือได้ จนถึงขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินจริง ทุกวันนี้จึงมีโอกาสเห็นโดรนบินบนท้องฟ้าได้บ่อย ๆ
บนโดรนก็มีดวงไฟติดเช่นเดียวกับเครื่องบิน ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนเวลากลางคืน ลักษณะของไฟโดรนโดยทั่วไปจะมีหลายดวงเกาะเป็นกระจุก โดยทั่วไปมีสีเขียวหรือแดงหรือทั้งสองสีปะปนกันและกะพริบตลอดเวลา นอกจากนี้ผู้ใช้โดรนบางคนอาจดัดแปลงสัญญาณไฟให้มีสีและรูปแบบเป็นอย่างอื่นได้เหมือนกัน (ซึ่งผิดกฎหมาย)
เมื่อโดรนบินอยู่สูงตอนกลางคืน คนบนพื้นจะมองไม่เห็นตัวโดรน เห็นเพียงดวงไฟเท่านั้น ลักษณะของไฟโดรนที่เป็นกระจุกใกล้กันก็ดูคล้ายไฟของเครื่องบิน สิ่งที่พอจะแยกแยะได้คือ เครื่องบินจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง หรือโค้ง ไม่อยู่นิ่ง แต่โดรนอาจอยู่นิ่งก็ได้ ขยับไปมาได้ เปลี่ยนทิศทางกระทันหันได้ ทั้งเครื่องบินและโดรนส่งเสียงทั้งคู่ เครื่องบินมีเสียงแบบเครื่องยนต์ ส่วนโดรนมีเสียงหึ่ง ๆ จากใบพัด ถ้าอยู่ไม่ไกลมากก็อาจได้ยินเสียงได้
วิธีแยกแยะไฟโดรนจากเครื่องบิน โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล
แฟลร์ในภาพถ่าย
บางครั้งเราถ่ายภาพบรรยากาศหรือเหตุการณ์ยามค่ำคืน หรือถ่ายภาพที่มีวัตถุสว่างเช่นดวงอาทิตย์ เมื่อดูภาพถ่ายอาจพบว่ามีจุดแสงลึกลับบนภาพทั้งที่ขณะที่ถ่ายภาพก็ไม่มีจุดแสงนั้นอยู่ แล้วจุดนั้นมาอยู่บนภาพถ่ายได้อย่างไร ตัวอย่างจุดแสงลึกลับเช่น
จุดแสงสีเขียวทางซ้ายบนของภาพคือแฟลร์ เป็นแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ภายในเลนส์ของกล้องถ่ายภาพ ไม่ใช่วัตถุจริงบนฟ้า มองเห็นได้เฉพาะในภาพถ่ายเท่านั้น ไม่เห็นด้วยตาเปล่า โปรดสังเกตว่าดวงอาทิตย์กับแฟลร์อยู่ตรงข้ามในภาพถ่าย ถ้าลากเส้นตรงเชื่อมระหว่างดวงอาทิตย์กับแฟลร์ เส้นนี้จะพาดผ่านกลางภาพพอดี
จุดแสงลึกลับนี้เรียกว่าแฟลร์ มักเกิดในภาพถ่ายที่มีวัตถุสว่างอยู่ในภาพตอนกลางคืน หรืออาจเป็นภาพกลางวันที่มีดวงอาทิตย์อยู่ด้วย แฟลร์เกิดจากการสะท้อนแสงภายในชิ้นเลนส์ภายในกล้อง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกล้องถ่ายภาพ จึงปรากฏบนภาพถ่ายเท่านั้น ไม่ได้เกิดบนฟ้า บางครั้งแฟลร์ก็ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามแปลกตา แต่บางครั้งก็เป็นสิ่งแปลกปลอมไม่พึงประสงค์ และบางครั้งก็ทำให้คนถ่ายภาพประหลาดใจได้
ภาพแฟลร์ของดวงจันทร์ ดวงกลมสว่างทางขวาคือดวงจันทร์จริง ภาพดวงจันทร์จาง ๆ ทางซ้ายคือภาพสะท้อนของดวงจันทร์ภายในเลนส์ของกล้อง (จาก ปุ๋ย กมลรัตน์)
ภาพดวงอาทิตย์ตก ดวงอาทิตย์มีเพียงดวงเดียว ภาพดวงอาทิตย์จาง ๆ ทางขวาล่างของดวงอาทิตย์จริงคือแฟลร์ที่เกิดจากการสะท้อนภายในเลนส์กล้อง (จาก ลาวัลย์ มานะมงคล)
บางครั้งวัตถุสว่างที่ทำให้เกิดแฟลร์อาจไม่อยู่ในกรอบภาพ แต่อยู่ใกล้เคียง ก็ทำให้เกิดแฟลร์ได้เช่นกัน
ว่าวติดแอลอีดี
ของเล่นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายไล่ ๆ มากับโดรนก็คือ ว่าวติดแอลอีดี ด้วยเทคโนโลยีแอลอีดียุคใหม่ที่สามารถทำแอลอีดีให้เบาและประหยัดไฟมากได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเอาแอลอีดีพร้อมกับถ่านไฟขึ้นไปประดับบนว่าวให้ส่องแสงยามอยู่บนฟ้าได้ แอลอีดีที่ติดบนว่าวมักไม่ได้ติดดวงเดียว บางครั้งอาจติดยาวเป็นสายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปว่าวมักลอยไม่สูงมากนัก และว่าวที่ติดแอลอีดีมักเป็นว่าวขนาดใหญ่ จึงแยกแยะได้ไม่ยากว่าเป็นว่าว ใครที่ไม่เคยเห็นก็ทำความรู้จักไว้ก็ดี ในอนาคตคงได้เห็นบ่อยขึ้น
ข่าวชาวบ้านเล่นว่าวติดแอลอีดี
ที่กล่าวมานี้คือตัวอย่างของวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เรามีโอกาสมองเห็นได้ ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายังมีอีกหลายชนิด เราคงจะยกมาได้ไม่ทั้งหมด ในที่นี้ขอยกเฉพาะปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างบ่อยเท่านั้น
โปรดสังเกตว่า แนวทางการจำแนกแยกแยะวัตถุและปรากฏการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการจำแนกด้วยตาเปล่าทั้งสิ้น ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใด ๆ ใช้เพียงความเข้าใจและความช่างสังเกตเท่านั้น ซึ่งทุกคนก็ทำได้ที่บ้าน
หากพบวัตถุหรือปรากฏการณ์ใด ๆ บนท้องฟ้า แต่แยกแยะไม่ออกว่าเป็นอะไร อาจสอบถามไปยังหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง สมาคมดาราศาสตร์ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น มีคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์จากทางบ้านส่งเข้ามายังเฟซบุ๊กเพจของสมาคมดาราศาสตร์ไทยแทบไม่เว้นแต่ละวัน หากต้องการสอบถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โปรดให้รายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น
1. สถานที่ที่สังเกตการณ์ (ระบุตำแหน่งให้ชัดเจน เช่น ตำบล อำเภอ จังหวัด, หรือระบุเป็นพิกัดละติจูดลองจิจูดได้ก็จะดีมาก)
2. วันและเวลาที่สังเกตการณ์
3. ตำแหน่งบนท้องฟ้าที่พบ อาจระบุเป็นมุมทิศและมุมเงย ถ้าดูดาวเป็น บอกตำแหน่งกลุ่มดาวที่เกิดด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก
4. ลักษณะของสิ่งที่พบ รูปร่าง แสง ความสว่าง สี มีการเคลื่อนที่หรือไม่ เร็วช้าอย่างไร ระยะเวลาที่เกิด มีเสียงด้วยหรือไม่ อย่างไร
5. ถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปส่งมาด้วยจะเป็นประโยชน์มาก
หมั่นสังเกตท้องฟ้าอยู่เสมอ ๆ แล้วคุณจะพบว่าท้องฟ้าเต็มไปด้วยปรากฏการณ์น่าสนใจให้เราศึกษาได้ไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว






















