สมาคมดาราศาสตร์ไทย

พบแล้ว คู่ของดาวเบเทลจุส

พบแล้ว คู่ของดาวเบเทลจุส

23 ก.ค. 2568
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ที่กลุ่มดาวนายพราน หรือบริเวณที่คนไทยคุณเคยในชื่อ "ดาวเต่า" มีดาวสว่างดวงหนึ่งโดดเด่นสะดุดตา เพราะมีสีส้มไม่เหมือนใคร เป็นดาวสว่างอันดับที่สองในกลุ่มดาวนายพรานและสว่างอันดับ 10 ของดาวทั้งฟ้า ดาวดวงนี้มีชื่อว่า เบเทลจุส

ดาวเบเทลจุสเป็นดาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดดวงหนึ่งบนท้องฟ้า จากสมบัติต่าง ๆ ที่น่าทึ่ง เช่นการหมุนรอบตัวเองที่เร็วอย่างเหลือเชื่อ และสถานะทางวิวัฒนาการที่อยู่ในสภาพเป็นดาวยักษ์ใหญ่สีแดง และเป็นหนึ่งในดาวฤกษ์ใกล้โลกที่ใกล้จะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวามากที่สุด 

ดาวเบเทลจุสอยู่ห่างจากโลกประมาณ 500-700 ปีแสง มีมวลประมาณ 16.5-19 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 764 เท่า 

ดาวเบเทลจุสมีอายุประมาณ 10 ล้านปี ซึ่งถือว่าอายุน้อยมากสำหรับอายุดาวฤกษ์ แต่การที่เป็นดาวมวลสูงจึงเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว ดาวจำพวกนี้จึงมีอายุขัยสั้นมาก ดังนั้น แม้จะเพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน แต่ก็อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตแล้ว ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็จะระเบิดออกเป็นซูเปอร์โนวาและกลายเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ นักดาราศาสตร์คาดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นภายใน 100,000 ปีข้างหน้า



ดาวเบเทลจุสมีความแปลกในหลายด้าน โดยเฉพาะเมื่อไม่กี่ปีก่อนก็เกิดเหตุการณ์หรี่แสงครั้งใหญ่ ซึ่งจู่ ๆ ดาวดวงนี้ก็หรี่แสงลงไปมากถึง 35 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาหลายเดือนก่อนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ การสำรวจในระยะต่อมาพบว่าเกิดจากแก๊สก้อนใหญ่ที่ดาวคายออกมาก่อนหน้านี้บดบังแสงดาวไป 

ดวงสีฟ้าที่ศรชี้คือดาวคู่ของดาวเบเทลจุส ดวงสีส้มคือดาวเบเทลจุส ดาวคู่ของเบเทลจุสมีแสงจางมาก สังเกตยากมาก และโคจรอยู่ใกล้ดาวเบเทลจุสมาก  (จาก International Gemini Observatory/NOIRLab/NSF/AURA)


ตำแหน่งของดาวเบเทลจุส  (จาก International Gemini Observatory/NOIRLab/NSF/AURA)


โดยปกติ ความสว่างของดาวเบเทลจุสมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ นักดาราศาสตร์เรียกว่าเป็นดาวแปรแสงรายคาบ โดยมีวัฏจักรที่มีคาบ 400 วันเป็นวัฏจักรหลัก และยังมีวัฏจักรรองที่มีคาบ ปีซ้อนอยู่ด้วย การแปรแสงรายคาบที่มีคาบ 400 วันของดาวเบเทลจุสเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของดาวเองที่มีการกระเพื่อมพอง-ยุบตลอดเวลา ความสว่างของดาวจึงขึ้นลงตามจังหวะการกระเพื่อมนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ว่ากลไกใดกันแน่ที่ทำให้เกิดคาบ ปี เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ภายในดาวเบเทลจุสก็ไม่มีสิ่งใดที่น่าจะทำให้เกิดการแปรแสงที่มีคาบเท่านี้ได้

เคยมีนักดาราศาสตร์หลายฝ่ายเสนอว่า บางทีรอบ ๆ ดาวเบเทลจุสอาจมีดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งที่โคจรรอบดาวเบเทลจุสอย่างใกล้ชิด และดาวสหายดวงนี้เองที่เป็นต้นเหตุของการแปรแสงคาบ ปี มีการคำนวณล่วงหน้าไว้ว่าดาวฤกษ์ดวงนี้น่าจะมีมวลอยู่ระหว่าง 1-2 มวลสุริยะ ซึ่งน้อยกว่าดาวเบเทลจุสมาก โดยดาวดวงนี้จะอยู่ในตำแหน่งที่สำรวจเห็นได้ง่ายที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม 2567 

หากเบเทลจุสเป็นดาวคู่จริง แล้วคู่ของดาวเบเทลจุสอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงมองไม่เห็น 

ดาวเบเทลจุสมีความสว่างและใหญ่มาก หากมีดาวฤกษ์ที่มวลระดับดวงอาทิตย์ซึ่งความสว่างน้อยกว่ามากอยู่ใกล้ ๆ ก็จะถูกแสงสว่างของดาวเบเทลจุสกลบไปหมด นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไม่เคยมีใครเห็นคู่ของดาวเบเทลจุสเลย ดังนั้นการจะมองหาคู่ดวงนี้ให้พบ จะต้องพึ่งพากล้องที่มีกำลังสูงบวกกับเทคนิคบางอย่างช่วยด้วย

คณะนักดาราศาสตร์ที่นำโดย สตีฟ โฮเวลล์ จากศูนย์วิจัยเอมส์ในแคลิฟอร์เนียได้ใช้กล้องโทรทรรศน์เจมิไนเหนือบวกกับเทคนิคที่เรียกว่า วิธีแทรกสอดจุดดาว วิธีนี้คือการถ่ายภาพดาวโดยเปิดช่องรับแสงเป็นเวลาสั้น ๆ หลายภาพเมื่อลดผลจากการพลิ้วไหวของบรรยากาศโลก แล้วนำภาพทั้งหมดมาผนวกกันเพื่อให้ได้ภาพเดี่ยวที่คมชัด


ภาพที่ได้ออกมาแสดงจุดแสงสีฟ้าใกล้ ๆ ดาวเบเทลจุสในตำแหน่งที่นักดาราศาสตร์คาดว่าคู่ของเบเทลจุสควรจะอยู่ ดาวเบเทลจุสเป็นดาวคู่จริง 

ไม่เพียงแต่ถ่ายภาพดาวติดเท่านั้น คณะของโฮเวลล์ยังวัดสมบัติทางกายภาพและของวงโคจรบางอย่างของดาวดวงนี้ได้ด้วย โดยพบว่ามวลประมาณ 1.6 มวลสุริยะ และพบว่าดาวทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก มีระยะห่างเพียงประมาณ หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าโคจรอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของดาวเบเทลจุสไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีคาบการโคจร 5.94 ปี 

นักดาราศาสตร์คณะนี้ได้ตั้งชื่อดาวดวงนี้ว่า สิวาร์ฮา (Siwarha) ซึ่งแปลว่า "สร้อยข้อมือของเธอ" เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า เบเทลจุส ซึ่งแผลงมาจากคำดั้งเดิมในภาษาอาหรับที่แปลว่า มือของยักษ์ 

การสำรวจพบว่า ดาวดวงนี้มีชนิดสเปกตรัมเอหรือบี ยังไม่เข้าสู่แถบลำดับหลักดีนัก ในทางวิวัฒนาการดาวฤกษ์เรียกว่า ดาวก่อนเกิด นั่นหมายความว่ากระบวนการหลอมไฮโดรเจนที่ใจกลางยังไม่เกิดขึ้น 

นักดาราศาสตร์คณะดังกล่าวเชื่อว่าทั้งดาวเบเทลจุสและสิวาร์ฮามีต้นกำเนิดมาด้วยกัน เกิดมาพร้อมกัน แต่การที่มีมวลต่างกันมาก ทำให้ชะตากรรมของสองดวงต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะมีอายุเพียงประมาณ 10 ล้านปีเท่ากัน ดวงหนึ่งยังไม่ทันจะได้เป็นดาวเต็มตัว แต่อีกดวงหนึ่งก็แก่ใกล้ตายเสียแล้ว

ที่น่าสนใจก็คือ ดาวสิวาร์ฮาก็อาจอยู่ได้อีกไม่นานเหมือนกัน นักดาราศาสตร์เชื่อว่าดาวดวงนี้จะถูกดาวเบเทลจุสกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองในอีกไม่กี่พันปีข้างหน้า