ดาวเบเทลจุส หรือแอลฟานายพราน เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างอันดับสองของกลุ่มดาวนายพราน อยู่ห่างจากโลกประมาณ 650 ปีแสง เป็นดาวยักษ์แดง มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 400 ล้านเท่า
ดาวเบเทลจุสเป็นดาวแปรแสงดวงหนึ่งหมายความว่าความสว่างของดาวมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเสมอ มีทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรายคาบและไม่เป็นรายคาบ การแปรแสงรายคาบของดาวเบเทลจุสมีสองวัฏจักรซ้อนกัน วัฏจักรหนึ่งมีคาบ 400 วัน และอีกวัฏจักรหนึ่งมีคาบประมาณ 2,100 วัน หรือราวหกปี นักดาราศาสตร์พอจะเข้าใจว่าคาบ 400 วันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับกลไกการกระเพื่อมภายในตัวดาวเอง ส่วนคาบ 2,100 วันนั้นยังอธิบายไม่ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทฤษฎีหนึ่งที่นักดาราศาสตร์เสนอขึ้นมาเพื่ออธิบายคาบ2,100 วันก็คือ ดาวเบเทลจุสไม่ใช่ดาวฤกษ์เดี่ยว แต่เป็นดาวคู่ โดยมีมีดาวฤกษ์แสงจางอีกดวงหนึ่งโคจรรอบกันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ก็ยังขาดหลักฐานยืนยัน จึงยังเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น
จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม2568 นักดาราศาสตร์พบหลักฐานว่าดาวเบเทลจุสนี้อาจไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่มีดาวฤกษ์อีกดวงอยู่ข้าง ๆ โคจรรอบกัน การค้นพบในครั้งนั้นเกิดจากการสำรวจที่ทำในช่วงปี 2563-2567 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์เจมิไนเหนือ
นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อดาวฤกษ์คู่ของดาวเบเทลจุสว่าศิวารฮา (Siwarha) ชื่อนี้มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า "กำไลข้อมือของเธอ" ให้สอดคล้องกับชื่อของเบเทลจุสที่หมายถึง "มือของยักษ์"
ล่าสุดเมื่อวันที่4-8 มกราคม 2569 ในที่ประชุมของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกันครั้งที่ 247 ในฟีนิกซ์ อันเดรีย ดรูพรี จากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของฮาร์เวิร์ดและสมิทโซเนียนได้เสนอการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนว่าดาวเบเทลจุสเป็นดาวคู่จริง ๆ
สิ่งที่คณะของดูพรีพบคือรอยทางที่เกิดจากการโคจรของดาวศิวารฮา
"เมื่อเรือแล่นไปบนผิวน้ำจะสร้างรอยริ้วคลื่นเป็นทางยาวตามททางที่เรือแล่นผ่าน ดาวสหายของเบเทลจุสก็เช่นกัน เมื่อดาวดวงนี้เคลื่อนที่ผ่านไปชั้นบรรยากาศของเบเทลจุส ก็จะทำให้เกิดรอยทางตามเส้นทางที่เคลื่อนที่ได้เหมือนกัน " ดูพรีอธิบาย
คณะของดูพรีใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลร่วมกับกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินจากหอดูดาวเฟรดลอว์เรนซ์วิปเพิลบนยอดเขาฮอปกินส์ในแอริโซนาและหอดูดาวโรเกเดโลสมูชาโชสในลาปาลมาที่หมู่เกาะคะเนรี พบว่าสเปกตรัมของดาวเบเทลจุสมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ความเร็วและทิศทางของแก๊สในบรรยากาศชั้นนอกของดาวเบเทลจุสก็เปลี่ยนแปลงตามด้วย ซึ่งเป็นผลจากรอยทางของสสารอื่นที่มีมวลหนาแน่นมากกว่า สิ่งนี้เป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่ามีดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งโคจรอยู่ใกล้ ๆ ดาวเบเทลจุสจริง
รอยทางนี้ดูจะเกิดขึ้นทุกหกปีซึ่งสอดคล้องกับคาบการแปรแสงและคาบการโคจรของศิวารฮาตามแบบจำลองที่อยู่ที่ 2,109 วัน เรื่องดาวเบเทลจุสเป็นดาวคู่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในแผ่นกระดาษอีกต่อไป
ขณะนี้ดาวศิวารฮาอยู่ด้านหลังของดาวเบเทลจุสและจะวนกลับมาบังดาวเบเทลจุสอีกครั้งในเดือนสิงหาคมปี 2570
ดาวเบเทลจุสเป็นดาวแปรแสงดวงหนึ่ง
ภาพในจินตนาการของศิลปินแสดงรอยทางที่เกิดจากการโคจรของ ศิวารฮา (Siwarha) (จาก NASA/ESA/Elizabeth Wheatley, STScI)
ทฤษฎีหนึ่งที่นักดาราศาสตร์เสนอขึ้นมาเพื่ออธิบายคาบ
จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม
นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อดาวฤกษ์คู่ของดาวเบเทลจุสว่า
ล่าสุดเมื่อวันที่
สิ่งที่คณะของดูพรีพบคือ
"เมื่อเรือแล่นไปบนผิวน้ำ
แผนภูมิแสดงสเปกตรัมที่เปลี่ยนไปของดาวเบเทลจุส ซึ่งเกิดจากรอยทางจากดาว ศิวารฮา (Siwarha) เส้นสีส้มเกิดเมื่อศิวารฮาผ่านหน้า เส้นสีน้ำเงินเกิดจากศิวารฮาผ่านไปด้านหลัง ดาวเบเทลจุส (จาก NASA/ESA/Elizabeth Wheatley, STScI)
คณะของดูพรีใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลร่วมกับกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินจากหอดูดาวเฟรดลอว์เรนซ์วิปเพิลบนยอดเขาฮอปกินส์ในแอริโซนา
รอยทางนี้ดูจะเกิดขึ้นทุกหกปี
ขณะนี้ดาวศิวารฮาอยู่ด้านหลังของดาวเบเทลจุส


