ดาวโฟมัลโอ เป็นดาวฤกษ์สว่างดวงหนึ่งทางซีกฟ้าใต้ ดาวดวงนี้เป็นดาวอายุเพียง 440 ล้านปีซึ่งถือว่าน้อยมาก บริเวณรอบดาวดวงนี้ยังมีจานของเศษซากที่เป็นสิ่งหลงเหลือจากกระบวนการสร้างดาวฤกษ์อยู่ ด้วยระยะห่างเพียง 25 ปีแสงจากโลก ทำให้ดาวดวงนี้เป็นเหมือนห้องเรียนที่นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาถึงกระบวนการสร้างดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแห่งอื่น
ในปี2547 พอล คัลลัส นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาแคลิฟอร์เนีย ณ เบิร์กลีย์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสำรวจดาวโฟมัลโอ และพบจุดแสงจาง ๆ จุดหนึ่งใกล้เคียงกัน แต่ต่อมาก็พบว่าจุดแสงนั้นโคจรรอบดาวโฟมัลโอด้วย จึงเชื่อได้ว่าจุดแสงนั้นคือดาวเคราะห์ของดาวโฟมัลโอ นับเป็นดาวเคราะห์ต่างระบบเพียงไม่กี่ดวงที่ถูกค้นพบจากภาพถ่ายโดยตรง ดาวเคราะห์ดวงนั้นมีชื่อว่า โฟมัลโอบี (Formalhaut b) ซึ่งต่อมาก็ได้ชื่อสามัญอย่างเป็นทางการว่า เดกอน (Dagon)
ต่อมาในปี2557 นักดาราศาสตร์กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ดาวเดกอนที่เคยเป็นจุดสว่างแบบดาวเคราะห์ได้กลายสภาพไปเป็นปุยมัว ๆ แทน จู่ ๆ ดาวเคราะห์กลายเป็นฝุ่นไปได้อย่างไร การค้นพบนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า ดาวเดกอนไม่เคยมีอยู่จริง จุดแสงที่เคยเข้าใจว่าเป็นดาวเคราะห์นั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลุ่มแก๊สร้อนที่เกิดจากเหตุกาณ์บางอย่าง เช่น ดาวเคราะห์น้อยชนกันก็อาจเป็นไปได้
ในปี2566 นักดาราศาสตร์คณะเดิมที่ค้นพบเดกอน นำโดยคัลลัสคนเดิม ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลส่องไปยังบริเวณที่เป็นตำแหน่งของเดกอนอีกครั้ง แทนที่เขาจะเห็นกลุ่มฝุ่นมัว ๆ ของสิ่งที่เคยเข้าใจว่ามาเป็นเดกอน เขากลับเห็นจุดแสงแบบเดียวกับเดกอน หรือแท้จริงแล้วเดกอนมีอยู่จริง หรือว่าเดกอนคืนชีพ? หลังจากที่วิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วจึงพบว่า จุดแสงใหม่ที่พบนี้ไม่ใช่จุดตำแหน่งของดากอน แต่อยู่ใกล้เคียงกัน
นักสำรวจคณะนี้ได้ตั้งชื่อจุดแสงใหม่นี้ว่าซีเอส 2 (circumstellar source 2) ส่วนจุดแสงที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นเดกอนก็ตั้งชื่อใหม่เป็น ซีเอส 1
"ซีเอส2 ดูเหมือนกับดาวเคราะห์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีของซีเอส 1 ก็คือ ก้อนแก๊สที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนกันก็ทำให้เกิดจุดแสงที่ดูเหมือนดาวเคราะห์ได้ ซึ่งโครงการค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบอื่นก็ควรพิจารณาจุดนี้ด้วย" คัลลัสอธิบาย
จากการสำรวจโดยกล้องฮับเบิลรวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับซีเอส 1 นักวิจัยคณะนี้คำนวณได้ว่า ก้อนแก๊สดังกล่าวเป็นผลจากดาวเคราะห์น้อยมีขนาดไล่เลี่ยกันชนกัน คาดว่าแต่ละดวงมีขนาดประมาณ 60 กิโลเมตร
นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์เคยจับภาพเหตุการณ์นี้ได้จริงในระบบสุริยะอื่นเหตุการณ์นี้แสดงถึงสภาพแวดล้อมที่แสนอึกทึกรอบดาวโฟมัลโอเป็นอย่างดี
"ตอนพบครั้งแรกเราก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พอพบการชนครั้งที่สองเราก็ได้ตัวเลขทางสถิติ" คัลลัสกล่าว
นักดาราศาสตร์ประเมินได้ว่ารอบดาวโฟมัลโอมีวัตถุขนาดไล่เลี่ยกันนี้อยู่ประมาณ 300 ล้านดวง
แม้ดาวโฟมัลโอจะยังไม่พบว่ามีดาวเคราะห์เป็นบริวารไม่นับกรณีของเดกอนซึ่งพิสูจนได้ว่าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แต่สภาพแวดล้อมรอบดาวโฟมัลโอก็น่าสนใจอย่างมาก เพราะในจานฝุ่นรอบดาวมีการแบ่งชั้นและเกิดช่องว่างอยู่ สิ่งนี้ย่อมเกิดจากวัตถุดวงหนึ่งโคจรอยู่ในช่องว่างนั้น วัตถุนั้นต้องมีมวลสูงระดับหนึ่งจึงจะมากพอที่จะเก็บกวาดให้จานฝุ่นเกิดเป็นช่องว่างเช่นนั้นได้ วัตถุนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นไปมิได้นอกจากดาวเคราะห์ เพียงแต่ดาวเคราะห์ดวงนั้นยังไม่ถูกค้นพบ
นักวิจัยคณะนี้จะเฝ้ามองซีเอส2 ต่อไปเพื่อจะดูว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อาจจะมีชะตากรรมแบบเดียวกับซีเอส 1 อาจจะมีความสว่างเปลี่ยนไป รีมากขึ้น หรือทอดหางคล้ายดาวหางก็เป็นไปได้
ภาพในจินตนาการของศิลปิน แสดงภาพเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยชนกันที่วงโคจรรอบดาวโฟมัลโอ (จาก NASA, ESA, STScI, Ralf Crawford/STScI)
ในปี
ต่อมาในปี
ในปี
นักสำรวจคณะนี้ได้ตั้งชื่อจุดแสงใหม่นี้ว่า
"ซีเอส
จากการสำรวจโดยกล้องฮับเบิล
นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์เคยจับภาพเหตุการณ์นี้ได้จริงในระบบสุริยะอื่น
ภาพสภาพแวดล้อมรอบดาวโฟมัลโอ แสดงตำแหน่งของ ซีเอส 1 ในปี 2555 และ ซีเอส 2 ในปี 2566
(จาก NASA, ESA, P. Kalas/UC Berkeley, J. DePasquale/STScI)
"ตอนพบครั้งแรก
นักดาราศาสตร์ประเมินได้ว่า
แม้ดาวโฟมัลโอจะยังไม่พบว่ามีดาวเคราะห์เป็นบริวาร
นักวิจัยคณะนี้จะเฝ้ามองซีเอส


