สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ดาวเคราะห์น้อยชนกันที่ดาวโฟมัลโอ

ดาวเคราะห์น้อยชนกันที่ดาวโฟมัลโอ

22 ธ.ค. 2568
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ดาวโฟมัลโอ เป็นดาวฤกษ์สว่างดวงหนึ่งทางซีกฟ้าใต้ ดาวดวงนี้เป็นดาวอายุเพียง 440 ล้านปีซึ่งถือว่าน้อยมาก บริเวณรอบดาวดวงนี้ยังมีจานของเศษซากที่เป็นสิ่งหลงเหลือจากกระบวนการสร้างดาวฤกษ์อยู่ ด้วยระยะห่างเพียง 25 ปีแสงจากโลก ทำให้ดาวดวงนี้เป็นเหมือนห้องเรียนที่นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาถึงกระบวนการสร้างดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแห่งอื่น

ภาพในจินตนาการของศิลปิน แสดงภาพเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยชนกันที่วงโคจรรอบดาวโฟมัลโอ  (จาก NASA, ESA, STScI, Ralf Crawford/STScI)

ในปี 2547 พอล คัลลัส นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาแคลิฟอร์เนีย ณ เบิร์กลีย์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสำรวจดาวโฟมัลโอ และพบจุดแสงจาง ๆ จุดหนึ่งใกล้เคียงกัน แต่ต่อมาก็พบว่าจุดแสงนั้นโคจรรอบดาวโฟมัลโอด้วย จึงเชื่อได้ว่าจุดแสงนั้นคือดาวเคราะห์ของดาวโฟมัลโอ นับเป็นดาวเคราะห์ต่างระบบเพียงไม่กี่ดวงที่ถูกค้นพบจากภาพถ่ายโดยตรง ดาวเคราะห์ดวงนั้นมีชื่อว่า โฟมัลโอบี (Formalhaut b) ซึ่งต่อมาก็ได้ชื่อสามัญอย่างเป็นทางการว่า เดกอน (Dagon)

ต่อมาในปี 2557 นักดาราศาสตร์กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ดาวเดกอนที่เคยเป็นจุดสว่างแบบดาวเคราะห์ได้กลายสภาพไปเป็นปุยมัว ๆ แทน จู่ ๆ ดาวเคราะห์กลายเป็นฝุ่นไปได้อย่างไร การค้นพบนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า ดาวเดกอนไม่เคยมีอยู่จริง จุดแสงที่เคยเข้าใจว่าเป็นดาวเคราะห์นั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลุ่มแก๊สร้อนที่เกิดจากเหตุกาณ์บางอย่าง เช่น ดาวเคราะห์น้อยชนกันก็อาจเป็นไปได้


ในปี 2566 นักดาราศาสตร์คณะเดิมที่ค้นพบเดกอน นำโดยคัลลัสคนเดิม ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลส่องไปยังบริเวณที่เป็นตำแหน่งของเดกอนอีกครั้ง แทนที่เขาจะเห็นกลุ่มฝุ่นมัว ๆ ของสิ่งที่เคยเข้าใจว่ามาเป็นเดกอน เขากลับเห็นจุดแสงแบบเดียวกับเดกอน หรือแท้จริงแล้วเดกอนมีอยู่จริง หรือว่าเดกอนคืนชีพ? หลังจากที่วิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วจึงพบว่า จุดแสงใหม่ที่พบนี้ไม่ใช่จุดตำแหน่งของดากอน แต่อยู่ใกล้เคียงกัน 

นักสำรวจคณะนี้ได้ตั้งชื่อจุดแสงใหม่นี้ว่า ซีเอส (circumstellar source 2) ส่วนจุดแสงที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นเดกอนก็ตั้งชื่อใหม่เป็น ซีเอส 1 

"ซีเอส ดูเหมือนกับดาวเคราะห์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีของซีเอส ก็คือ ก้อนแก๊สที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนกันก็ทำให้เกิดจุดแสงที่ดูเหมือนดาวเคราะห์ได้ ซึ่งโครงการค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบอื่นก็ควรพิจารณาจุดนี้ด้วย" คัลลัสอธิบาย 

จากการสำรวจโดยกล้องฮับเบิล รวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับซีเอส นักวิจัยคณะนี้คำนวณได้ว่า ก้อนแก๊สดังกล่าวเป็นผลจากดาวเคราะห์น้อยมีขนาดไล่เลี่ยกันชนกัน คาดว่าแต่ละดวงมีขนาดประมาณ 60 กิโลเมตร

นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์เคยจับภาพเหตุการณ์นี้ได้จริงในระบบสุริยะอื่น เหตุการณ์นี้แสดงถึงสภาพแวดล้อมที่แสนอึกทึกรอบดาวโฟมัลโอเป็นอย่างดี 


ภาพสภาพแวดล้อมรอบดาวโฟมัลโอ แสดงตำแหน่งของ ซีเอส ในปี 2555 และ ซีเอส ในปี 2566   (จาก NASA, ESA, P. Kalas/UC Berkeley, J. DePasquale/STScI)


"ตอนพบครั้งแรก เราก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พอพบการชนครั้งที่สองเราก็ได้ตัวเลขทางสถิติ" คัลลัสกล่าว

นักดาราศาสตร์ประเมินได้ว่า รอบดาวโฟมัลโอมีวัตถุขนาดไล่เลี่ยกันนี้อยู่ประมาณ 300 ล้านดวง

แม้ดาวโฟมัลโอจะยังไม่พบว่ามีดาวเคราะห์เป็นบริวาร ไม่นับกรณีของเดกอนซึ่งพิสูจนได้ว่าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แต่สภาพแวดล้อมรอบดาวโฟมัลโอก็น่าสนใจอย่างมาก เพราะในจานฝุ่นรอบดาวมีการแบ่งชั้นและเกิดช่องว่างอยู่ สิ่งนี้ย่อมเกิดจากวัตถุดวงหนึ่งโคจรอยู่ในช่องว่างนั้น วัตถุนั้นต้องมีมวลสูงระดับหนึ่งจึงจะมากพอที่จะเก็บกวาดให้จานฝุ่นเกิดเป็นช่องว่างเช่นนั้นได้ วัตถุนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นไปมิได้นอกจากดาวเคราะห์ เพียงแต่ดาวเคราะห์ดวงนั้นยังไม่ถูกค้นพบ

นักวิจัยคณะนี้จะเฝ้ามองซีเอส ต่อไปเพื่อจะดูว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อาจจะมีชะตากรรมแบบเดียวกับซีเอส อาจจะมีความสว่างเปลี่ยนไป รีมากขึ้น หรือทอดหางคล้ายดาวหางก็เป็นไปได้