สมาคมดาราศาสตร์ไทย

จำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ทะลุ 40,000 ดวงแล้ว

จำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ทะลุ 40,000 ดวงแล้ว

3 ธ.ค. 2568
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ดาวเคราะห์น้อย คือวัตถุจำพวกหินแข็งขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่เมตรขึ้นไปจนถึงหลายร้อยกิโลเมตร ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่มีวงโคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี บริเวณนี้เรียกว่า แถบดาวเคราะห์น้อย หรือ แถบหลัก แต่มีดาวเคราะห์น้อยบางส่วนที่โคจรอยู่นอกแถบหลัก และบางส่วนก็มีวงโคจรใกล้เคียงกับวงโคจรโลก

ดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้วงโคจรโลกถือเป็นวัตถุอันตราย เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสมาชนโลก นักดาราศาสตร์จึงจับตาดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้เป็นพิเศษ 

นักดาราศาสตร์กำหนดไว้ว่า ดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้วงโคจรของโลกน้อยกว่า 0.4 หน่วยดาราศาสตร์ (45 ล้านกิโลเมตร) ถือว่าเป็น ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (Near-Earth Asteroid)

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกดวงแรกในปี 2441 มีชื่อว่า อีรอส หลังจากนั้นก็มีการค้นพบเพิ่มเรื่อย ๆ ในช่วงแรกจำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกยังไม่สูงมากนัก จนกระทั่งราวปลายศตวรรษที่แล้ว มีการดำเนินโครงการค้นหาวัตถุใกล้โลกขึ้นหลายโครงการ มีกล้องโทรทรรศน์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ จึงมีการค้นพบจำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกก็ทะลุ 40,000 ดวงแล้ว 

ดาวเคราะห์น้อย 433 อีรอส (433 Eros) ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่พบว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (จาก NASA/ JPL/ JHUAPL/ APOD)

นับจากการค้นพบครั้งแรกจนถึงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่ค้นพบแล้วมีเพียง 1,000 ดวง พอถึงสิ้นปี 2559 ตัวเลขนี้ก็กระโดดไปถึง 15,000 ดวง และใช้เวลาอีกเพียง ปี จำนวนก็ทะยานขึ้นไปเป็น 30,000 และหากนับเฉพาะที่ค้นพบในสามปีล่าสุดก็มีมากถึง 10,000 ดวง จะเห็นว่า จำนวนการค้นพบเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ในอนาคต เมื่อมีกล้องโทรทรรศน์ที่ทันสมัยมากขึ้นมาช่วยค้นหา เชื่ออัตราการค้นพบก็จะยิ่งเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวอย่างเช่น หอดูดาววีรา ซี. รูบิน ที่ตั้งอยู่ในประเทศชิลีซึ่งเพิ่งเปิดใช้งานในปีนี้ แม้กล้องรูบินไม่ใช่กล้องที่สร้างขึ้นมาเพื่อการหาดาวเคราะห์น้อย แต่นักดาราศาสตร์ก็เชื่อว่ากล้องตาทิพย์กล้องนี้น่าจะค้นพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกดวงใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นดวงเลยทีเดียว

ทุกครั้งที่มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก นักดาราศาสตร์จะเก็บข้อมูลให้มากที่สุดแล้วนำมาคำนวณหาวงโคจรและคาดการณ์ตำแหน่งล่วงหน้า เพื่อประเมินว่าวัตถุดวงนั้นมีโอกาสจะชนโลกในอนาคตหรือไม่มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการประเมินความเสี่ยงนี้อยู่ เช่น ศูนย์ประสานงานวัตถุใกล้โลกขององค์การอีซา 

โชคดีที่ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสที่จะชนโลกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์พบว่ามีราวเกือบ 2,000 ดวงที่มีโอกาสชนโลกภายในไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า 

อย่าเพิ่งตกใจไป โอกาสที่ว่านี้มีน้อยมาก  และวัตถุส่วนใหญ่ก็มีขนาดเล็กจนไม่น่าจะก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง 

ดาวเคราะห์น้อยที่จะชนโลกแล้วก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง จะต้องมีขนาดใหญ่ระดับกิโลเมตร แต่วัตถุขนาดใหญ่ระดับนี้ก็ถูกตรวจพบได้ง่าย และเชื่อว่าถูกค้นพบเกือบหมดแล้ว

นีโอเมียร์ ยานค้นหาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกของอีซา (จาก ESA)

ยานรามเซส ขณะกำลังสำรวจดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (ภาพในจินตนาการของศิลปิน) (จาก ESA)

ที่น่ากังวลมากกว่าคือ ดาวเคราะห์น้อยขนาดย่อมลงมาในระดับ 100-300 เมตร วัตถุเหล่านี้จะถูกตรวจพบได้ยากเพราะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังใหญ่พอที่จะสร้างความเสียหายร้ายแรงหากพุ่งชนโลก วัตถุเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายหลักของโครงการค้นหาวัตถุใกล้โลกปัจจุบัน คาดว่าดาวเคราะห์น้อยในกลุ่มนี้ถูกค้นพบแล้วประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

ณ ปัจจุบัน ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกทั้ง 40,000 ดวงนี้ ยังไม่มีดวงใดที่พบว่าจะชนโลกในอนาคตอันใกล้

องค์การอีซา กำลังดำเนินโครงการหลายโครงการเพื่อการศึกษา ค้นหา และบรรเทาอันตรายจากดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกอยู่ เช่น ภารกิจ เฮอรา (Hera) เป็นภารกิจส่งยานไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟัส เพื่อศึกษาผลพวงจากการถูกพุ่งชนโดยภารกิจดาร์ตของนาซาเมื่อปี 2565 ภารกิจเฮอราจะศึกษาว่าหลังการถูกชนไดมอร์ฟัสมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและแนววิถีอย่างไร เพื่อนำไปประเมินว่าวิทีเบี่ยงเบนดาวเคราะห์น้อยด้วยวิธีส่งยานไปชนได้ผลมากน้อยเพียงใด

อีกภารกิจหนึ่งมีชื่อไพเราะเพราะพริ้งว่า รามเซส (Ramses -- Rapid Apophis Mission for Space Safety) มีเป้าหมายที่ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่เคยจัดเป็นวัตถุอันตรายที่สุด ภารกิจนี้มีกำหนดไปถึงอะโพฟิสในปี 2572 

ในกลางทศวรรษหน้า องค์การอีซาจะส่งภารกิจ นีโอเมียร์ NEOMIR (Near-Earth Object Mission in the Infra-Red) ขึ้นสู่อวกาศ ภารกิจนี้มีเป้าหมายในการค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใกล้เคียงกับที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เชเลียบินสก์ ภารกิจนี้มีข้อได้เปรียบการค้นหาดาวเคราะห์น้อยจากภาคพื้นดินที่มีจุดบอดสำคัญคือบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์ ภารกิจนี้จึงมาช่วยปิดจุดบอดนี้ ทำให้การค้นหาวัตถุแปลกปลอมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมาชิกดวงน้อยของระบบสุริยะของเราได้ดียิ่งขึ้น และจะช่วยในการป้องกันดาวเคราะห์ของเราให้ปลอดภัยขึ้นด้วย

ที่มา: