สมาคมดาราศาสตร์ไทย
ดาวศุกร์อาจเคยมีดวงจันทร์ ถ้าเคยมีแล้วหายไปไหน

ดาวศุกร์อาจเคยมีดวงจันทร์ ถ้าเคยมีแล้วหายไปไหน

20 ก.ย. 2569
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ดาวศุกร์ กับโลก มักถูกเปรียบว่าเป็นดาวเคราะห์พี่น้อง เพราะมีหลายอย่างคล้ายกัน เป็นดาวเคราะห์หินเหมือนกัน ขนาดก็เกือบเท่ากัน มวลก็เกือบเท่ากัน วงโคจรก็อยู่ถัดกัน

แต่พี่น้องคู่นี้ก็มีสมบัติบางข้อที่ต่างกันมาก โลกมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสิ่งมีชีวิตอาศัย แต่ดาวศุกร์มีอุณหภูมิร้อนดั่งขุมนรก มีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์และความดันสูงกว่าโลกเกือบร้อยเท่า

ภาพดาวศุกร์ที่สร้างขึ้นจากข้อมูลเรดาร์จากยานแมกเจนเลนของนาซา
ภาพดาวศุกร์ที่สร้างขึ้นจากข้อมูลเรดาร์จากยานแมกเจนเลนของนาซา (จาก NASA)

อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือ โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารหนึ่งดวง แต่ดาวศุกร์ไม่มี ดาวศุกร์เป็นเพียงดาวเคราะห์หนึ่งในสองดวงของระบบสุริยะเท่านั้นที่ไม่มีบริวาร

แต่นักดาราศาสตร์คณะหนึ่งบอกว่า ในอดีตดาวศุกร์อาจเคยมีบริวารก็ได้ แต่บริวารดวงนั้นสูญสลายไปแล้ว ไม่ได้หลุดหายไปไหน แต่ตกลงสู่ดาวศุกร์และแตกสลายไป

คณะนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์และมหาวิทยาลับบอโด ที่นำโดย สตีเฟน อาร์ เคน ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาวเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเคราะห์ต่างระบบและดาวศุกร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยลงใน arxive.org กล่าวว่า ในยุคเริ่มต้นของระบบสุริยะ ดาวศุกร์อาจเคยมีบริวารมาก่อนก็ได้ แต่บริวารดวงนั้นหายไปแล้ว

ระบบสุริยะมีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปี ดวงจันทร์ของดาวศุกร์น่าจะเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับระบบสุริยะ บริวารของดาวศุกร์อาจเกี่ยวข้องกับแกนหมุนและอัตราหมุนรอบตัวเองที่แปลกประหลาดของดาวศุกร์ด้วย โลกหมุนรอบตัวเองด้วยอัตรา 24 ชั่วโมงต่อรอบ แต่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองกว่าจะครบรอบใช้เวลานานถึง 243 วัน

แผนภูมิที่แสดงผลของการจำลองวิวัฒนาการของดาวศุกร์ที่มีผลต่อบริวาร แสดงว่าหากเคยมีบริวารจริง บริวารนั้นก็มีโอกาสมากที่จะชนเข้ากับดาวศุกร์ ไม่ได้อยู่รอดจนถึงปัจจุบัน (จาก Kane et al. 2026. ApJ)

การหมุนที่ช้าผิดปกติของดาวศุกร์อาจเป็นผลจากการถ่ายเทโมเมนตัมเชิงมุมระหว่างบริวารกับดาวศุกร์เมื่อนานมาแล้ว ทำให้ดวงจันทร์เสียโมเมนตัมและเริ่มตีวงเข้าใกล้ดาวศุกร์เรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ชนเข้ากับดาวศุกร์ การถ่ายเทโมเมนตัมเชิงมุมระหว่างดาวเคราะห์กับบริวารก็เกิดกับโลกและดวงจันทร์เหมือนกัน แต่เกิดในทิศทางตรงข้าม คือทำให้ดวงจันทร์ถอยห่างโลกเราไปเรื่อย ๆ

นักดาราศาสตร์คณะดังกล่าวได้สร้างแบบจำลองดาวศุกร์ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาดูว่าจะมีวิวัฒนาการเป็นอย่างไรภายใต้เงื่อนไขหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ให้มีบริวารที่มีมวลตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์โลกจนถึงสิบเท่า ให้อัตราหมุนรอบตัวเองของดาวศุกร์ หมุนตั้งแต่เร็วมากจนถึงช้ามากและหมุนกลับด้านอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การจำลองสถานการณ์เกือบทุกรูปแบบให้ผลลัพธ์เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นคือบริวารของดาวศุกร์ตีวงเข้าชนดาวศุกร์ ยิ่งบริวารมีมวลมากก็ยิ่งอายุสั้น เช่นหากมีมวลประมาณครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์โลก ก็จะอยู่ได้ประมาณ 1.7 พันล้านปี หากมีมวลสองเท่าของดวงจันทร์โลก ก็จะอายุอยู่ได้เพียง 30 ล้านปี

ถ้าดาวศุกร์เคยถูกดวงจันทร์ของตัวเองชน แล้วแผลการชนอยู่ที่ไหน

นักดาราศาสตร์อธิบายว่า ดวงจันทร์ของดาวศุกร์ไม่ได้ตีวงเข้ามาจนชนดาวศุกร์แบบทั้งดวง เพราะเมื่อดวงจันทร์เข้ามาใกล้ถึงระดับที่เรียกว่า ขีดจำกัดของรอช ซึ่งอยู่ที่ระยะประมาณ 15,000 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดาวศุกร์ ดวงจันทร์จะถูกแรงน้ำขึ้นลงฉีกจนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นอกจากนี้ ซากดวงจันทร์ที่ตกลงบนดาวศุกร์ ก็ไม่เหลือให้เห็นถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสลายไปหมดเมื่อเข้าสู่บรรยากาศของดาวศุกร์ ส่วนที่เหลือรอดไปถึงพื้นผิวก็ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด มีการกัดกร่อนสูง และพื้นผิวของดาวศุกร์ก็มีภูเขาไฟที่มาคอยสร้างพื้นผิวใหม่ทับอยู่เสมอ หากมีเศษดวงจันทร์เคยตกลงไปบนพื้นผิวดวงจันทร์จริง ก็จมลงสู่ใต้ผิวไปนานแล้ว

ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะยืนยันว่าดาวศุกร์เคยมีบริวารจริง งานวิจัยนี้ทำได้เพียงบอกว่าเป็นไปได้มากเท่านั้น

ยานเวอริทาส เป็นยานสำรวจดาวศุกร์ในอนาคตของนาซา (จาก NASA)

บนโลก ดวงจันทร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันแปรรุนแรงจนถึงขั้นยุติสภาพความเอื้ออาศัยของสิ่งมีชีวิต ในกรณีของดาวศุกร์ งานวิจัยบางฉบับเผยว่าในอดีตดาวศุกร์อาจมีสภาพแวดล้อมคล้ายโลกมากกว่านี้ อาจเคยมีมหาสมุทร แต่ต่อมาได้เกิดเหตุบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง อุณหภูมิพื้นผิวพุ่งขึ้นสูงจนไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ไหนจะอยู่ได้ การสูญเสียดวงจันทร์ของดาวศุกร์จะเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องน่าคิด

ความรู้จากงานวิจัยนี้อาจมีประโยชน์ในการศึกษาดาวเคราะห์ต่างระบบที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์แม่และหมุนรอบตัวเองช้าแบบดาวศุกร์ด้วย หากมีดาวเคราะห์เช่นว่าจริง ดาวเคราะห์นั้นก็ไม่น่าจะมีบริวารขนาดใหญ่ ซึ่งก็อาจหมายความว่าไม่อาจรักษาสภาพความเอื้ออาศัยได้นานนักเช่นกัน