สมาคมดาราศาสตร์ไทย

จันทรุปราคาในวันลอยกระทง 8 พฤศจิกายน 2565

จันทรุปราคาในวันลอยกระทง 8 พฤศจิกายน 2565

28 ตุลาคม 2565
ปรับปรุงครั้งล่าสุด 16 พฤศจิกายน 2565
โดย: วรเชษฐ์ บุญปลอด
เวลาหัวค่ำของวันอังคารที่ พฤศจิกายน 2565 ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์ทั้งดวงผ่านเข้าไปในเงามืดของโลก นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวยูเรนัสในเวลาเดียวกันอีกด้วย

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มีรูปร่างเป็นดวงกลมสว่าง ทำให้เงาของโลกแบ่งเป็น ส่วน ส่วนมืดเรียกว่าเงามืด บริเวณที่มืดน้อยกว่ามากเรียกว่าเงามัว ช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามัว ดวงจันทร์มีความสว่างลดลงเพียงเล็กน้อย แทบไม่สามารถสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ ช่วงที่เกิดจันทรุปราคาบางส่วนหรือเต็มดวง ผิวดวงจันทร์ส่วนที่อยู่ในเงามืดจะมืดลงอย่างชัดเจน สามารถสังเกตเห็นรูปร่างและสีสันของดวงจันทร์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยตาเปล่า

ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคา พฤศจิกายน 2565
เหตุการณ์เวลา
1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก15:02:15 (ไม่เห็น เนื่องจากดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น)
2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน16:09:12 (ไม่เห็น เนื่องจากดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น)
3. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง17:16:39 (ไม่เห็น เนื่องจากดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น)
4. ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด17:59:10 (ขนาดอุปราคา 1.3592)
5. สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง18:41:39 (ดวงจันทร์เริ่มออกจากเงามืด)
6. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน19:49:05 (ดวงจันทร์กลับมาสว่างเต็มดวง)
7. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก20:56:11


เส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์เทียบกับเงาโลกขณะเกิดจันทรุปราคาในคืนวันลอยกระทง (จาก วรเชษฐ์ บุญปลอด)

เมื่อสังเกตจากประเทศไทย จันทรุปราคาในวันที่ พฤศจิกายน 2565 เริ่มขึ้นก่อนที่ดวงจันทร์จะโผล่เหนือขอบฟ้า และดวงอาทิตย์ยังไม่ตก เราจึงไม่สามารถเห็นในช่วงเริ่มปรากฏการณ์ได้ เมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์จะขึ้นเหนือขอบฟ้าในทิศตรงกันข้าม เราอาจต้องรอให้ดวงจันทร์เคลื่อนสูงขึ้นและท้องฟ้ามืดลงอีกเล็กน้อย จึงเริ่มสังเกตเห็นดวงจันทร์ได้ ขณะนั้นดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกทั้งดวง หากขอบฟ้าทิศตะวันออกไม่มีสิ่งใดบดบัง เราอาจเห็นดวงจันทร์ได้ราง ๆ เนื่องจากขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์ไม่ได้มืดมิดไปทั้งหมด แสงอาทิตย์ที่หักเหและกระเจิงผ่านบรรยากาศโลก ทำให้ผิวดวงจันทร์ไม่มืดสนิท

ภาพจำลองขณะดวงจันทร์ทั้งดวงขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าในเวลา 17:47 น. เมื่อสังเกตจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวลาที่ท้องฟ้ายังไม่มืด เราอาจยังไม่เห็นดวงจันทร์ในทันที เนื่องจากดวงจันทร์อาจยังถูกบดบังจากหมอกควันใกล้ขอบฟ้า (จาก Stellarium)

เมื่อเวลาผ่านไป ดวงจันทร์และดาวต่าง ๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกจะค่อย ๆ เคลื่อนสูงขึ้นตามการหมุนของโลก พร้อมกับที่ดวงจันทร์เคลื่อนออกจากเงาโลก ดวงจันทร์อยู่ใกล้ศูนย์กลางเงาโลกมากที่สุดในเวลา 17:59 น. ขณะนั้นดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก ภาคใต้ตอนล่างเห็นดวงจันทร์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้ามากที่สุด (และอาจมีโอกาสเห็นได้ยากที่สุด) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเห็นดวงจันทร์อยู่สูงที่สุด และท้องฟ้ายังสว่างอยู่ด้วยแสงสนธยา

จันทรุปราคาเต็มดวงจะสิ้นสุดลงในเวลา 18:42 น. เป็นจังหวะที่เริ่มมีแสงสว่างขึ้นที่ขอบดวงจันทร์ และท้องฟ้ามืดลงพอสมควรแล้ว จากนั้นดวงจันทร์จะออกจากเงามืดทั้งดวง หรือสิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 19:49 น. แม้ว่าดวงจันทร์จะกลับมาสว่างเต็มดวงแล้ว แต่ปรากฏการณ์ยังไม่สิ้นสุดเสียทีเดียว ผิวดวงจันทร์ยังคงหมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกราว ชั่วโมง จนกระทั่งดวงจันทร์ออกจากเงามัวในเวลา 20:56 น.

ภาพจำลองแสดงให้เห็นลักษณะปรากฏของดวงจันทร์และความสว่างของท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างเกิดจันทรุปราคาในวันที่ พฤศจิกายน 2565 เมื่อสังเกตจากบริเวณกรุงเทพฯ (ดาวที่อยู่ทางขวาของดวงจันทร์ในเวลา 18:40 น. คือดาวยูเรนัส) (จาก Stellarium)

เวลาสัมผัสเงาในแต่ละขั้นตอนของจันทรุปราคาเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ตำแหน่งดวงจันทร์ที่มองเห็นจากแต่ละสถานที่ไม่เหมือนกัน ดังแสดงตัวอย่างในตารางต่อไปนี้

มุมเงยของดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคา พฤศจิกายน 2565
สถานที่บังลึกที่สุด
17:59 น.
สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง
18:42 น.
สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน
19:49 น.
กรุงเทพฯ12°28°
ขอนแก่น15°31°
จันทบุรี13°29°
เชียงใหม่12°27°
นครพนม17°33°
นครราชสีมา14°30°
นราธิวาส12°27°
ประจวบคีรีขันธ์11°27°
ภูเก็ต-24°
หาดใหญ่10°26°
อุบลราชธานี17°32°


จากตารางพอจะกล่าวได้ว่า หากไม่คำนึงถึงสภาพอากาศหรือปริมาณเมฆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ซึ่งสังเกตจันทรุปราคาครั้งนี้ได้ดีกว่าภาคอื่น 

ดวงจันทร์บังดาวยูเรนัส


นอกจากจันทรุปราคาแล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือดวงจันทร์บังดาวยูเรนัส ตอนเริ่มบัง ไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากท้องฟ้าสว่าง ดวงจันทร์เพิ่งขึ้นหรือยังไม่ขึ้นเหนือขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก ช่วงสิ้นสุดการบัง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีโอกาสสังเกตดาวยูเรนัสโผล่ออกมาจากหลังดวงจันทร์ โดยปรากฏที่ขอบด้านขวามือของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับทิศทางของจุดเหนือศีรษะ แต่ดวงจันทร์ยังอยู่สูงเหนือขอบฟ้าไม่มาก และดาวยูเรนัสไม่ค่อยสว่างนัก จึงยากจะเห็นด้วยตาเปล่า ควรใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ เป็นโอกาสดีสำหรับการถ่ายภาพดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงพร้อมกับดาวยูเรนัส

เวลาสิ้นสุดการบังดาวยูเรนัสแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพฯ เกิดขึ้นเวลา 18:32 น. ขอนแก่น 18:37 น. เชียงใหม่ 18:43 น. นครราชสีมา 18:34 น. นครศรีธรรมราช 18:17 น. ประจวบคีรีขันธ์ 18:28 น. ระยอง 18:29 น. สงขลา 18:10 น. อุบลราชธานี 18:33 น. (หมายเหตุ เชียงใหม่เกิดในเวลาหลังสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง จึงเห็นขอบด้านซ้ายมือของดวงจันทร์สว่างขึ้นแล้ว แม้ว่าภาคใต้ตอนบนจะอยู่ในบริเวณที่เห็นขณะสิ้นสุดการบัง แต่สังเกตได้ค่อนข้างยากเนื่องจากขณะที่ดาวยูเรนัสโผล่ออกมาอยู่ที่ขอบดวงจันทร์ ท้องฟ้าอาจยังไม่มืดพอ ส่วนภาคใต้ตอนล่างสุดไม่สามารถสังเกตการบังได้ แต่ยังคงมีโอกาสสังเกตเห็นดาวยูเรนัสอยู่ใกล้ดวงจันทร์ระหว่างที่เกิดจันทรุปราคา)

ภาพจำลองดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคา พฤศจิกายน 2565 เวลา 18:32 น. เมื่อสังเกตจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวลาที่ดาวยูเรนัสโผล่ออกมาจากหลังดวงจันทร์ (จาก Stellarium)

การที่ดวงจันทร์เข้าบังดาวเคราะห์ขณะเกิดจันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย พบเห็นได้ยากมากสำหรับดาวเคราะห์สว่างอย่างดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ (พบได้บ่อยกว่าสำหรับดาวเคราะห์ที่ไม่สว่างอย่างดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะดาวเคราะห์สว่างเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งเร็วกว่ายูเรนัสและเนปจูน) ส่วนดาวพุธกับดาวศุกร์ไม่มีโอกาสถูกดวงจันทร์บังขณะเกิดจันทรุปราคา

จากการคำนวณในเบื้องต้นพบว่าหลังจากปีนี้ ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ขณะเกิดจันทรุปราคาครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2106 เป็นจันทรุปราคาบางส่วน และดาวเคราะห์ที่ถูกบังก็คือดาวยูเรนัสอีกเช่นเดียวกัน

แผนที่แสดงบริเวณที่เห็นดวงจันทร์บังดาวยูเรนัส (ภายในพื้นที่ล้อมรอบด้วยเส้นสีน้ำเงิน) (จาก วรเชษฐ์ บุญปลอด)

จันทรุปราคาครั้งถัดไป


หลังจากปีนี้ ประเทศไทยสามารถสังเกตจันทรุปราคาบางส่วนได้ในเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 และจะมีโอกาสเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้อีกในคืนวันอาทิตย์ที่ กันยายน 2568 และหัวค่ำของวันอังคารที่ มีนาคม 2569