สุริยุปราคา 21 มิถุนายน 2563
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2563 เกิดสุริยุปราคาวงแหวน ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกจนมีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ บังดวงอาทิตย์ไม่มิด มีลักษณะปรากฏคล้ายวงแหวน เราเห็นสุริยุปราคาชนิดนี้ได้เมื่ออยู่ในแนวเส้นทางแคบ ๆ ตามศูนย์กลางเงาดวงจันทร์ที่ลากผ่านผิวโลก สุริยุปราคาครั้งนี้แนวคราสวงแหวนเริ่มต้นที่สาธารณรัฐคองโกในทวีปแอฟริกา ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซูดานใต้ เอธิโอเปีย เอริเทรีย จากนั้นลงสู่ทะเลแดง ผ่านตะวันออกกลาง เยเมน ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน
แนวคราสวงแหวนเคลื่อนผ่านปากอ่าวโอมานซึ่งเชื่อมกับอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย แล้วเข้าสู่ปากีสถาน อินเดีย จีน และไต้หวัน แล้วไปสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งทางทิศใต้ของเกาะกวม จุดกลางคราสของสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้อยู่ในรัฐอุตตราขัณฑ์ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่นั่นเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 38 วินาที สำหรับที่จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวคราสเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 1 นาทีเศษ
สุริยุปราคาครั้งนี้เงามัวของดวงจันทร์สัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 10:46 - 16:34 น. ตามเวลาประเทศไทย ศูนย์กลางเงาที่ทำให้เกิดคราสวงแหวนสัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 11:48 - 15:32 น. บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วน ได้แก่ ส่วนใหญ่ของแอฟริกา ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป เอเชีย ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย บางส่วนทางเหนือของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
ประเทศไทยสามารถสังเกตสุริยุปราคาในวันนี้ได้โดยเห็นเป็นแบบบางส่วน คือ ดวงอาทิตย์แหว่งเนื่องจากถูกดวงจันทร์บังไปบางส่วน โดยต้องใช้แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ หรืออาศัยการฉายแสงอาทิตย์ลงบนฉากรับภาพ เส้นทางคราสวงแหวนอยู่ห่างไปทางทิศเหนือของประเทศไทย ภาคเหนือจึงเห็นดวงอาทิตย์แหว่งลึกมากกว่าภาคอื่น กรุงเทพฯ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนระหว่างเวลา 13:11 – 16:10 น. โดยดวงอาทิตย์แหว่งลึกที่สุดเวลา 14:49 น. หากวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์ไปครึ่งดวง หรือคิดเป็นพื้นที่ 39.5% ของวงกลมดวงอาทิตย์
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเมื่อสังเกตที่กรุงเทพฯ และอำเภอเมืองของทุกจังหวัด
หมายเหตุ :
- มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า จุดจอมฟ้าหรือจุดเหนือศีรษะมีมุมเงย = 90°
- มุมทิศ คือ มุมที่วัดจากทิศเหนือ กวาดไปทางขวามือ ทิศเหนือ = 0° ทิศตะวันออก = 90° ทิศใต้ = 180° และทิศตะวันตก = 270°
- ขนาด คือ ขนาดความลึกของสุริยุปราคา แสดงสัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์โดยวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
- พื้นที่ คือ พื้นที่วงกลมของดวงอาทิตย์ในส่วนที่ถูกดวงจันทร์บัง
โดยทั่วไป ไม่ว่าในยามปรกติ ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน ห้ามดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้าสามารถทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ แต่บางครั้งเราอาจสังเกตดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลาสั้น ๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกลกว่าเมื่ออยู่สูงบนท้องฟ้า
สุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ประเทศไทยเกิดสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้า มีความสว่างมาก จึงห้ามดูด้วยตาเปล่า และอย่าดูผ่านกล้องที่ไม่มีแผ่นกรองแสงปิดหน้ากล้อง หากมีเมฆเป็นม่านมาบังให้ดูเหมือนจะสังเกตได้ก็ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากเมฆมีความหนาไม่คงที่ เมื่อลมพัดเมฆผ่านไป แสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอันตรายต่อดวงตา
วิธีการสังเกตที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสง ได้แก่ แว่นสุริยะ หน้ากากหรือแว่นตาที่ช่างเชื่อมโลหะใช้ (ต้องทึบมากพอ ดูแล้วสบายตา - ที่แนะนำคือเบอร์ 14 ขึ้นไป) ฟิล์มเอกซ์เรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และอย่าดูต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรดูครั้งละไม่เกิน 1 นาที แล้วหยุดพัก
วัสดุกรองแสงที่ไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน (เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำกันในอดีต แต่ในทางปฏิบัติ การรมควันอาจไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดรอยขีดข่วน หรือเสี่ยงต่อการแตก) แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ตต์ แผ่นซีดี ฟิล์มเอกซ์เรย์ส่วนที่มีภาพ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ อย่านำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะมีความสามารถในการกรองแสงย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านได้ ไม่ปลอดภัยต่อดวงตา รวมทั้งให้ภาพที่ไม่คมชัด
นอกจากการสังเกตทางตรง ยังมีวิธีสังเกตทางอ้อม คือการให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาไปตกที่ฉากรับภาพ หากไม่มีกล้องโทรทรรศน์ สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการของกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะเป็นรูขนาด 1 เซนติเมตร แล้วเอาไปประกบกับกระจกเงาด้วยเทปกาว จากนั้นนำกระจกที่ปิดให้เหลือช่องขนาดเล็กนี้ไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปที่ผนัง ดวงกลมที่ปรากฏบนผนังคือภาพดวงอาทิตย์ มีลักษณะแหว่งเว้าตามสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
ขนาดของภาพดวงอาทิตย์บนฉากแปรผันตามระยะห่างระหว่างกระจกกับฉากรับภาพ โดยที่ระยะ 1 เมตรจะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ดังนั้นที่ระยะห่าง 10 เมตร จะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาด 9 เซนติเมตร วิธีนี้ทำให้เราสามารถสังเกตสุริยุปราคาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่พึงระวังอย่าให้ใครที่เดินผ่านไปมามีโอกาสหันมามองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
สุริยุปราคาวงแหวนมีโอกาสเกิดได้มากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวง สถิติสุริยุปราคาในระยะเวลา 5,000 ปี นับตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000 มีสุริยุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 11,898 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาบางส่วน 35.3% สุริยุปราคาวงแหวน 33.2% สุริยุปราคาเต็มดวง 26.7% และแบบผสม (พื้นที่บางส่วนในแนวเส้นทางสุริยุปราคาเห็นเป็นแบบเต็มดวง ที่เหลือเห็นเป็นแบบวงแหวน) 4.8% ส่วนระยะเวลาที่เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดคือ 12.4 นาที
สุริยุปราคาวงแหวนอาจไม่น่าสนใจเท่าสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แผ่นกรองแสงช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าไม่มืดสลัวลงอย่างในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อย่างในช่วงที่เริ่มและสิ้นสุดการเป็นวงแหวน ขณะที่ขอบดวงจันทร์แตะขอบดวงอาทิตย์ หลายครั้งเราจะสังเกตได้ว่าพื้นผิวที่ไม่เรียบบนดวงจันทร์ก่อให้เกิดแนวสว่างของขอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ในสุริยุปราคาเต็มดวงรู้จักกันดีในชื่อลูกปัดเบลี โดยมองเห็นจุดสว่างหลายจุดตรงบริเวณแนวรอยต่อระหว่างขอบดวงจันทร์กับขอบดวงอาทิตย์เรียงต่อกันดูคล้ายลูกปัด
ประเทศไทยเห็นสุริยุปราคาวงแหวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยแนวคราสวงแหวนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในประเทศไทยนานประมาณ 3 นาทีครึ่ง ครั้งถัดไปจะเห็นได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2574 โดยบริเวณที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ผ่านตอนล่างสุดของตรัง ส่วนใหญ่ของสตูลและสงขลา ทางใต้ของปัตตานี ยะลา และเกือบทั้งหมดของนราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในยะลานานประมาณ 4 นาทีครึ่ง
แนวคราสวงแหวนผ่านประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 โดยแนวคราสเกือบจะซ้อนทับกับเมื่อปี 2574 แต่เห็นได้เป็นบริเวณกว้างกว่า เริ่มตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของสุราษฎร์ธานีลงไป และเกิดหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน ที่เส้นกลางแนวคราสบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 6 นาทีเศษ
หลังจากครั้งนี้ สุริยุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปเป็นสุริยุปราคาในวันที่ 20 เมษายน 2566 โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน มีเพียงส่วนน้อยของประเทศที่เห็นได้ เช่น ภาคใต้ตอนล่าง บางส่วนของตราด และด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพฯ และส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถเห็นได้) และดวงอาทิตย์แหว่งไม่มาก หลังจากนั้นต้องรออีก 4 ปี คนไทยทั่วประเทศจึงจะมีโอกาสเห็นสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม 2570 จากข้อมูลนี้ แสดงว่าสุริยุปราคาในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 จะเป็นโอกาสสุดท้ายในรอบหลายปีสำหรับคนในกรุงเทพฯ และคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะหลังจากนั้นต้องรอนานถึง 7 ปี จึงจะมีโอกาสสังเกตสุริยุปราคาได้อีกครั้ง
● สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในปี 2563
● เชิญชมสุริยุปราคาบางส่วน เหนือท้องฟ้าเมืองไทย จุดสูงสุดอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร
แนวคราสวงแหวนเคลื่อนผ่านปากอ่าวโอมานซึ่งเชื่อมกับอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย แล้วเข้าสู่ปากีสถาน อินเดีย จีน และไต้หวัน แล้วไปสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งทางทิศใต้ของเกาะกวม จุดกลางคราสของสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้อยู่ในรัฐอุตตราขัณฑ์ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่นั่นเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 38 วินาที สำหรับที่จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวคราสเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 1 นาทีเศษ
สุริยุปราคาครั้งนี้เงามัวของดวงจันทร์สัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 10:46 - 16:34 น. ตามเวลาประเทศไทย ศูนย์กลางเงาที่ทำให้เกิดคราสวงแหวนสัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 11:48 - 15:32 น. บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วน ได้แก่ ส่วนใหญ่ของแอฟริกา ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป เอเชีย ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย บางส่วนทางเหนือของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
| เหตุการณ์ | เวลา | พิกัด |
|---|---|---|
| 1. เงามัวเริ่มสัมผัสผิวโลก | 10:45:59.9 | ละติจูด 1° 02.1′ S ลองจิจูด 34° 24.7′ E |
| 2. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนเริ่มสัมผัสผิวโลก | 11:48:27.4 | ละติจูด 1° 16.1′ N ลองจิจูด 17° 48.0′ E |
| 3. กึ่งกลางคราส (ขนาดอุปราคา = 0.99401) | 13:40:05.4 | ละติจูด 30° 31.2′ N ลองจิจูด 79° 40.0′ E |
| 4. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนออกจากผิวโลก | 15:31:41.7 | ละติจูด 11° 28.2′ N ลองจิจูด 147° 35.3′ E |
| 5. เงามัวออกจากผิวโลก | 16:34:03.8 | ละติจูด 9° 10.5′ N ลองจิจูด 130° 58.0′ E |
ประเทศไทยสามารถสังเกตสุริยุปราคาในวันนี้ได้โดยเห็นเป็นแบบบางส่วน คือ ดวงอาทิตย์แหว่งเนื่องจากถูกดวงจันทร์บังไปบางส่วน โดยต้องใช้แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ หรืออาศัยการฉายแสงอาทิตย์ลงบนฉากรับภาพ เส้นทางคราสวงแหวนอยู่ห่างไปทางทิศเหนือของประเทศไทย ภาคเหนือจึงเห็นดวงอาทิตย์แหว่งลึกมากกว่าภาคอื่น กรุงเทพฯ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนระหว่างเวลา 13:11 – 16:10 น. โดยดวงอาทิตย์แหว่งลึกที่สุดเวลา 14:49 น. หากวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์ไปครึ่งดวง หรือคิดเป็นพื้นที่ 39.5% ของวงกลมดวงอาทิตย์
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเมื่อสังเกตที่กรุงเทพฯ และอำเภอเมืองของทุกจังหวัด
| สถานที่ | เริ่ม | บังเต็มที่ | สิ้นสุด | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เวลา | มุมเงย | เวลา | มุมเงย | มุมทิศ | ขนาด | พื้นที่ | เวลา | มุมเงย | |
| กระบี่ | 13:21 | 70° | 14:47 | 53° | 299° | 0.321 | 20.7% | 15:59 | 37° |
| กรุงเทพมหานคร | 13:11 | 74° | 14:49 | 54° | 291° | 0.505 | 39.5% | 16:10 | 35° |
| กาญจนบุรี | 13:07 | 76° | 14:46 | 55° | 291° | 0.506 | 39.6% | 16:08 | 36° |
| กาฬสินธุ์ | 13:16 | 73° | 14:54 | 50° | 287° | 0.612 | 51.7% | 16:16 | 32° |
| กำแพงเพชร | 13:02 | 79° | 14:44 | 56° | 288° | 0.580 | 48.0% | 16:09 | 37° |
| ขอนแก่น | 13:13 | 74° | 14:53 | 51° | 287° | 0.606 | 51.0% | 16:15 | 33° |
| จันทบุรี | 13:19 | 71° | 14:54 | 50° | 292° | 0.485 | 37.3% | 16:12 | 33° |
| ฉะเชิงเทรา | 13:13 | 74° | 14:50 | 53° | 291° | 0.509 | 39.9% | 16:11 | 34° |
| ชลบุรี | 13:13 | 73° | 14:50 | 53° | 291° | 0.498 | 38.7% | 16:10 | 34° |
| ชัยนาท | 13:07 | 76° | 14:47 | 55° | 289° | 0.546 | 44.1% | 16:10 | 36° |
| ชัยภูมิ | 13:12 | 74° | 14:51 | 52° | 288° | 0.580 | 48.0% | 16:14 | 33° |
| ชุมพร | 13:14 | 72° | 14:47 | 54° | 296° | 0.396 | 28.0% | 16:04 | 36° |
| เชียงราย | 12:58 | 81° | 14:43 | 57° | 283° | 0.687 | 60.7% | 16:10 | 37° |
| เชียงใหม่ | 12:57 | 81° | 14:41 | 58° | 285° | 0.647 | 55.9% | 16:09 | 38° |
| ตรัง | 13:25 | 68° | 14:49 | 52° | 299° | 0.311 | 19.8% | 16:00 | 36° |
| ตราด | 13:21 | 70° | 14:55 | 50° | 292° | 0.477 | 36.5% | 16:12 | 32° |
| ตาก | 13:00 | 79° | 14:43 | 57° | 287° | 0.590 | 49.1% | 16:09 | 37° |
| นครนายก | 13:12 | 74° | 14:50 | 53° | 290° | 0.525 | 41.7% | 16:11 | 34° |
| นครปฐม | 13:09 | 75° | 14:47 | 54° | 291° | 0.504 | 39.4% | 16:09 | 36° |
| นครพนม | 13:18 | 71° | 14:57 | 49° | 286° | 0.653 | 56.5% | 16:18 | 30° |
| นครราชสีมา | 13:14 | 73° | 14:52 | 52° | 289° | 0.556 | 45.2% | 16:13 | 33° |
| นครศรีธรรมราช | 13:24 | 69° | 14:50 | 52° | 297° | 0.341 | 22.6% | 16:02 | 35° |
| นครสวรรค์ | 13:06 | 77° | 14:46 | 55° | 289° | 0.561 | 45.8% | 16:10 | 36° |
| นนทบุรี | 13:11 | 75° | 14:49 | 54° | 291° | 0.508 | 39.8% | 16:10 | 35° |
| นราธิวาส | 13:37 | 64° | 14:56 | 48° | 298° | 0.298 | 18.6% | 16:03 | 33° |
| น่าน | 13:03 | 79° | 14:46 | 55° | 284° | 0.660 | 57.5% | 16:12 | 36° |
| บึงกาฬ | 13:13 | 74° | 14:53 | 51° | 285° | 0.671 | 58.7% | 16:16 | 32° |
| บุรีรัมย์ | 13:17 | 72° | 14:55 | 50° | 289° | 0.565 | 46.3% | 16:15 | 32° |
| ปทุมธานี | 13:10 | 75° | 14:49 | 54° | 291° | 0.514 | 40.5% | 16:10 | 35° |
| ประจวบคีรีขันธ์ | 13:13 | 73° | 14:48 | 54° | 294° | 0.441 | 32.7% | 16:07 | 36° |
| ปราจีนบุรี | 13:13 | 74° | 14:51 | 52° | 290° | 0.522 | 41.4% | 16:12 | 34° |
| ปัตตานี | 13:33 | 65° | 14:55 | 49° | 298° | 0.305 | 19.3% | 16:03 | 33° |
| พระนครศรีอยุธยา | 13:10 | 75° | 14:48 | 54° | 290° | 0.524 | 41.6% | 16:10 | 35° |
| พะเยา | 12:59 | 80° | 14:43 | 57° | 284° | 0.666 | 58.1% | 16:11 | 37° |
| พังงา | 13:18 | 71° | 14:46 | 54° | 299° | 0.330 | 21.6% | 15:59 | 37° |
| พัทลุง | 13:27 | 68° | 14:51 | 51° | 298° | 0.317 | 20.4% | 16:01 | 35° |
| พิจิตร | 13:05 | 77° | 14:47 | 55° | 288° | 0.586 | 48.7% | 16:11 | 36° |
| พิษณุโลก | 13:04 | 78° | 14:46 | 55° | 287° | 0.597 | 50.0% | 16:11 | 36° |
| เพชรบุรี | 13:10 | 74° | 14:48 | 54° | 292° | 0.481 | 36.9% | 16:08 | 36° |
| เพชรบูรณ์ | 13:08 | 76° | 14:49 | 54° | 288° | 0.591 | 49.3% | 16:12 | 35° |
| แพร่ | 13:01 | 79° | 14:45 | 56° | 285° | 0.636 | 54.6% | 16:11 | 36° |
| ภูเก็ต | 13:20 | 70° | 14:45 | 54° | 299° | 0.312 | 19.8% | 15:57 | 38° |
| มหาสารคาม | 13:15 | 73° | 14:54 | 50° | 288° | 0.603 | 50.6% | 16:16 | 32° |
| มุกดาหาร | 13:19 | 71° | 14:57 | 49° | 287° | 0.626 | 53.4% | 16:18 | 30° |
| แม่ฮ่องสอน | 12:52 | 83° | 14:38 | 60° | 284° | 0.655 | 56.8% | 16:07 | 40° |
| ยโสธร | 13:19 | 71° | 14:56 | 49° | 288° | 0.599 | 50.2% | 16:17 | 31° |
| ยะลา | 13:35 | 65° | 14:55 | 48° | 298° | 0.296 | 18.4% | 16:02 | 33° |
| ร้อยเอ็ด | 13:17 | 72° | 14:55 | 50° | 288° | 0.602 | 50.6% | 16:16 | 31° |
| ระนอง | 13:14 | 72° | 14:45 | 54° | 297° | 0.376 | 26.0% | 16:02 | 37° |
| ระยอง | 13:16 | 72° | 14:52 | 52° | 292° | 0.479 | 36.7% | 16:11 | 34° |
| ราชบุรี | 13:09 | 75° | 14:47 | 54° | 292° | 0.493 | 38.2% | 16:08 | 36° |
| ลพบุรี | 13:09 | 75° | 14:48 | 54° | 290° | 0.538 | 43.2% | 16:11 | 35° |
| ลำปาง | 12:59 | 80° | 14:43 | 57° | 285° | 0.636 | 54.6% | 16:10 | 37° |
| ลำพูน | 12:57 | 81° | 14:41 | 58° | 285° | 0.641 | 55.2% | 16:09 | 38° |
| เลย | 13:08 | 76° | 14:49 | 53° | 286° | 0.628 | 53.6% | 16:13 | 34° |
| ศรีสะเกษ | 13:21 | 70° | 14:57 | 48° | 289° | 0.580 | 48.0% | 16:17 | 30° |
| สกลนคร | 13:16 | 72° | 14:55 | 50° | 286° | 0.640 | 55.0% | 16:17 | 31° |
| สงขลา | 13:30 | 66° | 14:52 | 50° | 298° | 0.309 | 19.6% | 16:02 | 34° |
| สตูล | 13:30 | 66° | 14:51 | 50° | 299° | 0.287 | 17.6% | 15:59 | 35° |
| สมุทรปราการ | 13:12 | 74° | 14:49 | 53° | 291° | 0.502 | 39.2% | 16:10 | 35° |
| สมุทรสงคราม | 13:10 | 75° | 14:47 | 54° | 292° | 0.491 | 38.0% | 16:09 | 36° |
| สมุทรสาคร | 13:11 | 75° | 14:48 | 54° | 291° | 0.497 | 38.7% | 16:09 | 35° |
| สระแก้ว | 13:16 | 72° | 14:53 | 51° | 290° | 0.521 | 41.3% | 16:13 | 33° |
| สระบุรี | 13:11 | 75° | 14:49 | 53° | 290° | 0.532 | 42.6% | 16:11 | 35° |
| สิงห์บุรี | 13:08 | 76° | 14:48 | 54° | 290° | 0.539 | 43.3% | 16:10 | 35° |
| สุโขทัย | 13:02 | 79° | 14:45 | 56° | 287° | 0.599 | 50.2% | 16:10 | 37° |
| สุพรรณบุรี | 13:08 | 76° | 14:47 | 54° | 290° | 0.524 | 41.7% | 16:10 | 36° |
| สุราษฎร์ธานี | 13:19 | 71° | 14:48 | 53° | 297° | 0.356 | 24.1% | 16:02 | 36° |
| สุรินทร์ | 13:19 | 71° | 14:56 | 50° | 289° | 0.565 | 46.3% | 16:16 | 31° |
| หนองคาย | 13:11 | 75° | 14:52 | 52° | 286° | 0.649 | 56.1% | 16:15 | 33° |
| หนองบัวลำภู | 13:11 | 75° | 14:51 | 52° | 286° | 0.625 | 53.3% | 16:14 | 33° |
| อ่างทอง | 13:09 | 75° | 14:48 | 54° | 290° | 0.530 | 42.3% | 16:10 | 35° |
| อำนาจเจริญ | 13:20 | 70° | 14:58 | 48° | 288° | 0.605 | 50.9% | 16:18 | 30° |
| อุดรธานี | 13:12 | 74° | 14:52 | 52° | 286° | 0.635 | 54.4% | 16:15 | 33° |
| อุตรดิตถ์ | 13:02 | 79° | 14:45 | 56° | 286° | 0.620 | 52.7% | 16:11 | 36° |
| อุทัยธานี | 13:06 | 77° | 14:46 | 55° | 289° | 0.551 | 44.7% | 16:10 | 36° |
| อุบลราชธานี | 13:22 | 69° | 14:59 | 48° | 288° | 0.589 | 49.0% | 16:18 | 30° |
หมายเหตุ :
- มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า จุดจอมฟ้าหรือจุดเหนือศีรษะมีมุมเงย = 90°
- มุมทิศ คือ มุมที่วัดจากทิศเหนือ กวาดไปทางขวามือ ทิศเหนือ = 0° ทิศตะวันออก = 90° ทิศใต้ = 180° และทิศตะวันตก = 270°
- ขนาด คือ ขนาดความลึกของสุริยุปราคา แสดงสัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์โดยวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
- พื้นที่ คือ พื้นที่วงกลมของดวงอาทิตย์ในส่วนที่ถูกดวงจันทร์บัง
การสังเกตสุริยุปราคา
โดยทั่วไป ไม่ว่าในยามปรกติ ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน ห้ามดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้าสามารถทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ แต่บางครั้งเราอาจสังเกตดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลาสั้น ๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกลกว่าเมื่ออยู่สูงบนท้องฟ้า
สุริยุปราคาบางส่วน 26 ธันวาคม 2562 (จาก วิมุติ วสะหลาย)
สุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ประเทศไทยเกิดสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้า มีความสว่างมาก จึงห้ามดูด้วยตาเปล่า และอย่าดูผ่านกล้องที่ไม่มีแผ่นกรองแสงปิดหน้ากล้อง หากมีเมฆเป็นม่านมาบังให้ดูเหมือนจะสังเกตได้ก็ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากเมฆมีความหนาไม่คงที่ เมื่อลมพัดเมฆผ่านไป แสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอันตรายต่อดวงตา
วิธีการสังเกตที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสง ได้แก่ แว่นสุริยะ หน้ากากหรือแว่นตาที่ช่างเชื่อมโลหะใช้ (ต้องทึบมากพอ ดูแล้วสบายตา - ที่แนะนำคือเบอร์ 14 ขึ้นไป) ฟิล์มเอกซ์เรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และอย่าดูต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรดูครั้งละไม่เกิน 1 นาที แล้วหยุดพัก
วัสดุกรองแสงที่ไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน (เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำกันในอดีต แต่ในทางปฏิบัติ การรมควันอาจไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดรอยขีดข่วน หรือเสี่ยงต่อการแตก) แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ตต์ แผ่นซีดี ฟิล์มเอกซ์เรย์ส่วนที่มีภาพ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ อย่านำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะมีความสามารถในการกรองแสงย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านได้ ไม่ปลอดภัยต่อดวงตา รวมทั้งให้ภาพที่ไม่คมชัด
นอกจากการสังเกตทางตรง ยังมีวิธีสังเกตทางอ้อม คือการให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาไปตกที่ฉากรับภาพ หากไม่มีกล้องโทรทรรศน์ สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการของกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะเป็นรูขนาด 1 เซนติเมตร แล้วเอาไปประกบกับกระจกเงาด้วยเทปกาว จากนั้นนำกระจกที่ปิดให้เหลือช่องขนาดเล็กนี้ไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปที่ผนัง ดวงกลมที่ปรากฏบนผนังคือภาพดวงอาทิตย์ มีลักษณะแหว่งเว้าตามสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
ขนาดของภาพดวงอาทิตย์บนฉากแปรผันตามระยะห่างระหว่างกระจกกับฉากรับภาพ โดยที่ระยะ 1 เมตรจะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ดังนั้นที่ระยะห่าง 10 เมตร จะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาด 9 เซนติเมตร วิธีนี้ทำให้เราสามารถสังเกตสุริยุปราคาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่พึงระวังอย่าให้ใครที่เดินผ่านไปมามีโอกาสหันมามองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
สถิติการเกิดสุริยุปราคาวงแหวน
สุริยุปราคาวงแหวนมีโอกาสเกิดได้มากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวง สถิติสุริยุปราคาในระยะเวลา 5,000 ปี นับตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000 มีสุริยุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 11,898 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาบางส่วน 35.3% สุริยุปราคาวงแหวน 33.2% สุริยุปราคาเต็มดวง 26.7% และแบบผสม (พื้นที่บางส่วนในแนวเส้นทางสุริยุปราคาเห็นเป็นแบบเต็มดวง ที่เหลือเห็นเป็นแบบวงแหวน) 4.8% ส่วนระยะเวลาที่เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดคือ 12.4 นาที
สุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 (จาก Brocken Inaglory)
สุริยุปราคาวงแหวนอาจไม่น่าสนใจเท่าสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แผ่นกรองแสงช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าไม่มืดสลัวลงอย่างในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อย่างในช่วงที่เริ่มและสิ้นสุดการเป็นวงแหวน ขณะที่ขอบดวงจันทร์แตะขอบดวงอาทิตย์ หลายครั้งเราจะสังเกตได้ว่าพื้นผิวที่ไม่เรียบบนดวงจันทร์ก่อให้เกิดแนวสว่างของขอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ในสุริยุปราคาเต็มดวงรู้จักกันดีในชื่อลูกปัดเบลี โดยมองเห็นจุดสว่างหลายจุดตรงบริเวณแนวรอยต่อระหว่างขอบดวงจันทร์กับขอบดวงอาทิตย์เรียงต่อกันดูคล้ายลูกปัด
สุริยุปราคาวงแหวนในประเทศไทย
ประเทศไทยเห็นสุริยุปราคาวงแหวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยแนวคราสวงแหวนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในประเทศไทยนานประมาณ 3 นาทีครึ่ง ครั้งถัดไปจะเห็นได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2574 โดยบริเวณที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ผ่านตอนล่างสุดของตรัง ส่วนใหญ่ของสตูลและสงขลา ทางใต้ของปัตตานี ยะลา และเกือบทั้งหมดของนราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในยะลานานประมาณ 4 นาทีครึ่ง
แนวคราสวงแหวนผ่านประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 โดยแนวคราสเกือบจะซ้อนทับกับเมื่อปี 2574 แต่เห็นได้เป็นบริเวณกว้างกว่า เริ่มตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของสุราษฎร์ธานีลงไป และเกิดหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน ที่เส้นกลางแนวคราสบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 6 นาทีเศษ
สุริยุปราคาครั้งถัดไป
หลังจากครั้งนี้ สุริยุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปเป็นสุริยุปราคาในวันที่ 20 เมษายน 2566 โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน มีเพียงส่วนน้อยของประเทศที่เห็นได้ เช่น ภาคใต้ตอนล่าง บางส่วนของตราด และด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพฯ และส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถเห็นได้) และดวงอาทิตย์แหว่งไม่มาก หลังจากนั้นต้องรออีก 4 ปี คนไทยทั่วประเทศจึงจะมีโอกาสเห็นสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม 2570 จากข้อมูลนี้ แสดงว่าสุริยุปราคาในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 จะเป็นโอกาสสุดท้ายในรอบหลายปีสำหรับคนในกรุงเทพฯ และคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะหลังจากนั้นต้องรอนานถึง 7 ปี จึงจะมีโอกาสสังเกตสุริยุปราคาได้อีกครั้ง
ดูเพิ่ม
● สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในปี 2563
● เชิญชมสุริยุปราคาบางส่วน เหนือท้องฟ้าเมืองไทย จุดสูงสุดอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร









