จันทรุปราคาคืนวันสิ้นปี 2552
คืนวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะเกิดจันทรุปราคาเห็นได้ทั่วประเทศ จันทรุปราคามี 3 ชนิด ได้แก่ จันทรุปราคาเต็มดวง จันทรุปราคาบางส่วน และจันทรุปราคาเงามัว จันทรุปราคาเต็มดวงหมายถึงจันทรุปราคาที่ดวงจันทร์เข้าไปในเงามืดหมดทั้งดวง ดวงจันทร์มืดสลัวลงมาก และมีสีส้มหรือน้ำตาล จันทรุปราคาบางส่วนเกิดเมื่อดวงจันทร์ถูกเงามืดของโลกบดบังเพียงบางส่วนของดวง ส่วนจันทรุปราคาเงามัวเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ผ่านเข้าไปในเงามัวเท่านั้น จันทรุปราคาชนิดสุดท้ายนี้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดวงจันทร์ได้ยากจึงไม่ค่อยน่าสนใจ
ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นขณะดวงจันทร์อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ จันทรุปราคาเริ่มขึ้นเมื่อดวงจันทร์สัมผัสเงามัวในเวลา 00:17 น. (เข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2553) แม้ว่าจันทรุปราคาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ขณะนั้นจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ คาดว่าน่าจะเริ่มสังเกตเห็นพื้นผิวดวงจันทร์คล้ำลงเล็กน้อยตั้งแต่เวลาประมาณ 01:20 น. จันทรุปราคาบางส่วนเริ่มขึ้นในเวลา 01:53 น. สังเกตได้ว่าขอบดวงจันทร์ด้านซ้ายมือจะคล้ำมากและเริ่มแหว่ง
เวลา 02:23 น. ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด ขอบดวงจันทร์ด้านทิศใต้ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองไปบนฟ้า จะถูกเงามืดของโลกบังไปเพียงราว 8% วัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางดวงจันทร์ ขณะนั้นดวงจันทร์มีมุมเงยเหนือขอบฟ้าประมาณ 60 องศา หลังจากนั้นดวงจันทร์จะเคลื่อนออกจากเงาโลก กลับมาเต็มดวงในเวลา 02:53 น. แต่เนื่องจากดวงจันทร์ยังอยู่ในเงามัว เราจึงเห็นพื้นผิวดวงจันทร์หมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกจนถึงเวลาประมาณ 03:20 น. จันทรุปราคาครั้งนี้สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามัวในเวลา 04:28 น.
ส่วนอื่น ๆ ของโลกที่เห็นปรากฏการณ์ครั้งนี้พร้อมประเทศไทย ได้แก่ ทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันตกของออสเตรเลีย ประเทศในเอเชียและออสเตรเลียเห็นจันทรุปราคาในเช้ามืดวันที่ 1 มกราคม 2553 ขณะดวงจันทร์เคลื่อนต่ำลงบนท้องฟ้าทิศตะวันตก ส่วนยุโรปและแอฟริกาจะเห็นจันทรุปราคาในค่ำวันที่ 31 ธันวาคม ขณะดวงจันทร์กำลังเคลื่อนสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศตะวันออก
จันทรุปราคาคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เกิดจันทรุปราคาในคืนวันสิ้นปีนับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ปฏิทินสากล ครั้งถัดไปจะเกิดในคืนวันสิ้นปี พ.ศ. 2571 เป็นครั้งที่น่าสนใจอย่างยิ่งและต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะจากผลการคำนวณพบว่าดวงจันทร์จะถูกเงาโลกบังหมดทั้งดวงเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงระหว่างเวลา 23:16 - 00:28 น. ดังนั้นการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2572 ในประเทศไทยและประเทศในเขตเวลาเดียวกัน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซียตะวันตก บางส่วนของมองโกเลีย ตอนกลางของรัสเซีย จะกระทำระหว่างที่กำลังเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงบนท้องฟ้า
มีข้อสังเกตว่า พ.ศ. 2571 ห่างจาก พ.ศ. 2552 เป็นระยะเวลา 19 ปี ซึ่งตรงกับวัฏจักรดวงจันทร์หรือวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle) ที่ทุก ๆ 19 ปี ดิถีจันทร์จะกลับมาซ้ำเดิมในวันและเดือนเดียวกันในปฏิทิน หลังจากผ่านพ้นปี 2571 ไปแล้ว อีกเกือบ 400 ปี ประเทศไทยจึงจะเกิดจันทรุปราคาในช่วงรอยต่อของปีอีกครั้งในวันสิ้นปี พ.ศ. 2943 (เป็นจันทรุปราคาบางส่วนในช่วงใกล้เช้ามืดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2944)
●เวลาประเทศไทย ใช้เวลาตามเขตเวลาซึ่งเร็วกว่าเวลาสากล 7 ชั่วโมง
ปีหน้ามีจันทรุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยเพียงครั้งเดียว เป็นจันทรุปราคาบางส่วนในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 ซึ่งตรงกับวันสุนทรภู่ ปรากฏการณ์ดำเนินอยู่ในระหว่างที่ดวงอาทิตย์ตกและดวงจันทร์ขึ้นบนท้องฟ้าประเทศไทย
ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นขณะดวงจันทร์อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ จันทรุปราคาเริ่มขึ้นเมื่อดวงจันทร์สัมผัสเงามัวในเวลา 00:17 น. (เข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2553) แม้ว่าจันทรุปราคาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ขณะนั้นจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ คาดว่าน่าจะเริ่มสังเกตเห็นพื้นผิวดวงจันทร์คล้ำลงเล็กน้อยตั้งแต่เวลาประมาณ 01:20 น. จันทรุปราคาบางส่วนเริ่มขึ้นในเวลา 01:53 น. สังเกตได้ว่าขอบดวงจันทร์ด้านซ้ายมือจะคล้ำมากและเริ่มแหว่ง
เวลา 02:23 น. ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด ขอบดวงจันทร์ด้านทิศใต้ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองไปบนฟ้า จะถูกเงามืดของโลกบังไปเพียงราว 8% วัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางดวงจันทร์ ขณะนั้นดวงจันทร์มีมุมเงยเหนือขอบฟ้าประมาณ 60 องศา หลังจากนั้นดวงจันทร์จะเคลื่อนออกจากเงาโลก กลับมาเต็มดวงในเวลา 02:53 น. แต่เนื่องจากดวงจันทร์ยังอยู่ในเงามัว เราจึงเห็นพื้นผิวดวงจันทร์หมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกจนถึงเวลาประมาณ 03:20 น. จันทรุปราคาครั้งนี้สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามัวในเวลา 04:28 น.
| เหตุการณ์ | เวลา | มุมเงย (ที่กรุงเทพฯ) | มุมทิศ (ที่กรุงเทพฯ) |
|---|---|---|---|
| 1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก (ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง) | 00:17:06 น. | 79° | 359° |
| 2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์เริ่มแหว่ง) | 01:52:41 น. | 66° | 299° |
| 3. กึ่งกลางของปรากฏการณ์ (ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด) | 02:22:39 น. | 59° | 294° |
| 4. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามืด) | 02:52:44 น. | 53° | 292° |
| 5. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก | 04:28:15 น. | 32° | 290° |
ส่วนอื่น ๆ ของโลกที่เห็นปรากฏการณ์ครั้งนี้พร้อมประเทศไทย ได้แก่ ทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันตกของออสเตรเลีย ประเทศในเอเชียและออสเตรเลียเห็นจันทรุปราคาในเช้ามืดวันที่ 1 มกราคม 2553 ขณะดวงจันทร์เคลื่อนต่ำลงบนท้องฟ้าทิศตะวันตก ส่วนยุโรปและแอฟริกาจะเห็นจันทรุปราคาในค่ำวันที่ 31 ธันวาคม ขณะดวงจันทร์กำลังเคลื่อนสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศตะวันออก
จันทรุปราคาในช่วงรอยต่อของปี
จันทรุปราคาในช่วงรอยต่อของปีตามปฏิทินสากลและเวลาท้องถิ่น คือในคืนวันที่ 31 ธันวาคม หรือเช้ามืดวันที่ 1 มกราคม เกิดขึ้นยากมาก ถ้าคิดเฉพาะจันทรุปราคาเงามืด (แบบบางส่วนและเต็มดวง) ประเทศไทยเคยเกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1656 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นยุคที่เรายังไม่ใช้ปฏิทินสากลจันทรุปราคาคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เกิดจันทรุปราคาในคืนวันสิ้นปีนับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ปฏิทินสากล ครั้งถัดไปจะเกิดในคืนวันสิ้นปี พ.ศ. 2571 เป็นครั้งที่น่าสนใจอย่างยิ่งและต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะจากผลการคำนวณพบว่าดวงจันทร์จะถูกเงาโลกบังหมดทั้งดวงเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงระหว่างเวลา 23:16 - 00:28 น. ดังนั้นการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2572 ในประเทศไทยและประเทศในเขตเวลาเดียวกัน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซียตะวันตก บางส่วนของมองโกเลีย ตอนกลางของรัสเซีย จะกระทำระหว่างที่กำลังเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงบนท้องฟ้า
มีข้อสังเกตว่า พ.ศ. 2571 ห่างจาก พ.ศ. 2552 เป็นระยะเวลา 19 ปี ซึ่งตรงกับวัฏจักรดวงจันทร์หรือวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle) ที่ทุก ๆ 19 ปี ดิถีจันทร์จะกลับมาซ้ำเดิมในวันและเดือนเดียวกันในปฏิทิน หลังจากผ่านพ้นปี 2571 ไปแล้ว อีกเกือบ 400 ปี ประเทศไทยจึงจะเกิดจันทรุปราคาในช่วงรอยต่อของปีอีกครั้งในวันสิ้นปี พ.ศ. 2943 (เป็นจันทรุปราคาบางส่วนในช่วงใกล้เช้ามืดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2944)
| วันที่ | ชนิด | เริ่มคราสบางส่วน | เริ่มคราสเต็มดวง | บังเต็มที่ | สิ้นสุดคราสเต็มดวง | สิ้นสุดคราสบางส่วน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 31 ธันวาคม พ.ศ. 1650 | บางส่วน | 22:21 น. | - | 23:28 น. | - | 00:36 น. |
| 31 ธันวาคม พ.ศ. 2180 | บางส่วน | 17:11 น. | - | 18:41 น. | - | 20:11 น. |
| 31 ธันวาคม พ.ศ. 2199 | เต็มดวง | 15:53 น. | 16:53 น. | 17:40 น. | 18:28 น. | 19:28 น. |
| 1 มกราคม พ.ศ. 2553 | บางส่วน | 01:53 น. | - | 02:23 น. | - | 02:53 น. |
| 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571 | เต็มดวง | 22:08 น. | 23:16 น. | 23:52 น. | 00:28 น. | 01:36 น. |
| 1 มกราคม พ.ศ. 2944 | บางส่วน | 04:03 น. | - | 05:09 น. | - | 06:15 น. |
| 31 ธันวาคม พ.ศ. 2981 | บางส่วน | 22:07 น. | - | 23:46 น. | - | 01:25 น. |
| 1 มกราคม พ.ศ. 3354 | เต็มดวง | 00:30 น. | 01:34 น. | 02:26 น. | 03:18 น. | 04:22 น. |
หมายเหตุ:
●คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ทำให้เวลาเกิดคราสสำหรับเหตุการณ์ในอนาคตมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ (ยิ่งไกลจากปัจจุบันมาก ยิ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง)●เวลาประเทศไทย ใช้เวลาตามเขตเวลาซึ่งเร็วกว่าเวลาสากล 7 ชั่วโมง
ปีหน้ามีจันทรุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยเพียงครั้งเดียว เป็นจันทรุปราคาบางส่วนในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 ซึ่งตรงกับวันสุนทรภู่ ปรากฏการณ์ดำเนินอยู่ในระหว่างที่ดวงอาทิตย์ตกและดวงจันทร์ขึ้นบนท้องฟ้าประเทศไทย










