ดาวหางโฮมส์ (17P/Holmes)

ปรับปรุงเมื่อ : 27 พฤศจิกายน 2550 วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

วันที่ 24 ตุลาคม 2550 ดาวหางโฮมส์ (17P/Holmes) ซึ่งโคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ได้สว่างขึ้นอย่างฉับพลันจากความสว่างเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมถึงเกือบล้านเท่า สามารถมองเห็นดาวหางได้ด้วยตาเปล่าโดยอยู่ในกลุ่มดาวเพอร์ซิอัส มีลักษณะเป็นดวงกลมฝ้ามัว แตกต่างจากดาวฤกษ์ทั่วไปบนท้องฟ้า กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์สามารถส่องเห็นหัวดาวหางที่มีขนาดราวครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์ หางเริ่มปรากฏให้เห็นแต่สั้นและจางกว่าหัวดาวหางมาก นักดาราศาสตร์คาดว่าดาวหางโฮมส์จะยังคงสว่างเช่นนี้ต่อไปอีกถึงอย่างน้อยกลางเดือนพฤศจิกายน

ลำดับเหตุการณ์

จดหมายข่าวจากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลฉบับที่ 8886 ระบุว่าควน อันโตเนียว เอนริเกซ ซันตานา (Juan Antonio Henriquez Santana) นักดาราศาสตร์บนเกาะเตเนรีฟในหมู่เกาะคะเนรีของสเปน สังเกตพบความผิดปกตินี้เป็นคนแรกเมื่อหลังเที่ยงคืนก่อนเช้ามืดวันพุธที่ 24 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะนั้นดาวหางมีโชติมาตร 8 สว่างขึ้นจากเดิมที่โชติมาตร 17 จากนั้นไม่กี่นาที นักดาราศาสตร์ในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของดาวหางดวงนี้โดยคะเนว่าดาวหางสว่างที่โชติมาตร 7.3 ดาวหางโฮมส์สว่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา ซึ่งนักดาราศาสตร์ในญี่ปุ่นได้รายงานว่าสามารถสังเกตเห็นดาวหางดวงนี้ได้ด้วยตาเปล่าแม้อยู่ในเมืองใหญ่

วันที่ 25 ตุลาคม 2550 เวลา 0.15 น. ตามเวลาประเทศไทย นักดาราศาสตร์ในญี่ปุ่นรายงานว่าดาวหางสว่างที่โชติมาตร 2.8 ลักษณะทั่วไปดูคล้ายดาวฤกษ์มากกว่าดาวหาง

วันที่ 28 ตุลาคม 2550 หัวดาวหางหรือโคม่าของดาวหางโฮมส์ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมากจนมีขนาดราว 6-7 ลิปดา ความสว่างโดยรวมของดาวหางนับจากวันที่ 25 ตุลาคม ค่อนข้างคงที่ที่โชติมาตร 2.3-2.8 ดาวหางเริ่มมีลักษณะเป็นหมอกฝ้าทรงกลม ไม่เหมือนก่อนหน้านั้นที่เป็นจุดคล้ายดาว

วันที่ 31 ตุลาคม 2550 นักดาราศาสตร์เริ่มถ่ายภาพติดหางของดาวหาง โคม่ามีขนาดราว 10 ลิปดาหรือหนึ่งในสามของขนาดปรากฏของดวงจันทร์ขณะที่ความสว่างยังคงที่ สามารถสังเกตเห็นได้ว่ามันมีลักษณะเป็นดวงกลมฝ้า รายงานจากที่ต่าง ๆ ระบุว่ากล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูงส่องเห็นนิวเคลียสซึ่งเป็นจุดที่สว่างที่สุด พื้นที่ที่สว่างที่สุดของหัวดาวหางเบี่ยงเบนจากตำแหน่งของนิวเคลียส ขอบรอบหัวดาวหางสว่างกว่าด้านในเล็กน้อย

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 เมื่อส่องดูดาวหางด้วยกล้องโทรทรรศน์เริ่มสังเกตเห็นหางได้จาง ๆ โคม่าขยายใหญ่จนมีขนาดราวครึ่งหนึ่งของขนาดปรากฎดวงจันทร์ แต่ความสว่างโดยรวมยังคงที่ สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้อยู่ในเมืองที่มีมลพิษทางแสง (แต่ต้องทราบตำแหน่งที่แน่นอน)

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ความสว่างของดาวหางโฮมส์ยังคงที่ ส่วนโคม่าได้ขยายใหญ่ขึ้นจนใกล้เคียงกับขนาดปรากฎของดวงจันทร์ นักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวายอาศัยกล้องโทรทรรศน์แคนาดา-ฝรั่งเศส-ฮาวาย (Canada-France-Hawaii Telescope -- CFHT) ที่สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้พบว่าโคม่าของดาวหางโฮมส์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.4 ล้านกิโลเมตร นับได้ว่าใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 มีการเผยแพร่ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลซึ่งถ่ายไว้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2550 ภาพเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน แสดงให้เห็นการกระจายตัวของฝุ่นที่ไม่สม่ำเสมอรอบนิวเคลียส โดยฝุ่นมีปริมาณมากในแนวตะวันออก-ตะวันตก

สันนิษฐานกันว่าการปะทุความสว่างครั้งนี้อาจเกิดจากบางส่วนของดาวหางได้หลุดออกแล้วแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้หวังว่าการสังเกตด้วยกล้องฮับเบิลอาจช่วยยืนยันแนวคิดดังกล่าว ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยคาดคะเนขนาดนิวเคลียสของดาวหางโฮมส์จากความสว่างว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.4 กิโลเมตร การวัดขนาดของดาวหางในปัจจุบันหรืออนาคตอาจบอกได้ว่าดาวหางสูญเสียมวลสารออกไปมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม การสังเกตในช่วงที่ผ่านมายังไม่แสดงให้เห็นถึงชิ้นส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบที่เคยพบในดาวหางชวาสมานน์-วัคมานน์ 3 ปัจจุบันดาวหางอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.6 หน่วยดาราศาสตร์ (240 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งทำให้การสังเกตชิ้นส่วนที่เชื่อว่าแตกออกจากดาวหางด้วยกล้องฮับเบิลเป็นไปได้ยาก

นักดาราศาสตร์คาดหมายว่าดาวหางโฮมส์จะยังคงสว่างเช่นนี้และมีขนาดของโคม่าขยายใหญ่ขึ้นได้อีกจนถึงจุดหนึ่งที่ความสว่างพื้นผิวจางลงจนกลืนไปกับท้องฟ้า สีขาว-เหลืองของดาวหางที่สังเกตได้ในขณะนี้เกิดจากฝุ่นดาวหางสะท้อนกับแสงอาทิตย์ หางของดาวหางโฮมส์ซึ่งไม่น่าจะยาวมากนักกำลังชี้ออกไปข้างหลังในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์และโลก เราจึงแทบไม่สังเกตเห็นหรือเห็นได้ยาก

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 รายงานระบุว่าความสว่างโดยรวมของดาวหางโฮมส์ลดลงไปที่โชติมาตร 3.4 ท่ามกลางแสงจันทร์

การสังเกตในประเทศไทย

ประเทศไทยสามารถมองเห็นดาวหางโฮมส์ได้โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่เวลาประมาณสองทุ่มหรือสามทุ่มเป็นต้นไป แต่น่าจะเริ่มเห็นได้ดีในช่วงที่ดาวหางขึ้นสูงห่างจากขอบฟ้ามากกว่านั้น คือช่วงเวลาตั้งแต่ 4-5 ทุ่มเป็นต้นไป โดยสังเกตการณ์ได้ทั้งคืนจนถึงก่อนฟ้าสางซึ่งดาวหางจะเคลื่อนไปทางซ้ายมือตามการหมุนของโลก ดาวหางจะมีตำแหน่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ (ดูแผนที่ตำแหน่งดาวหาง) ปัจจุบันดาวหางดวงนี้มีลักษณะเป็นดวงกลมฝ้า ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ดูคล้ายดาวฤกษ์

ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีแสงจันทร์รบกวนการดูดาวหาง แต่ไม่เป็นอุปสรรคมากนักเนื่องจากดาวหางค่อนข้างสว่าง ครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายนเป็นคืนเดือนมืด จึงสามารถสังเกตดาวหางได้ชัดเจนในกรณีที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอกรบกวน แต่ช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน 2550 แสงจันทร์ได้กลับมารบกวนอีกครั้ง น่าจะสังเกตดาวหางได้ดีขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนห่างจากดาวหางมากขึ้น

วงโคจร

ดาวหางโฮมส์เป็นดาวหางคาบสั้น จึงมีชื่อเรียกเป็นรหัสว่า 17P/Holmes มันโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบ 6.88 ปี วงโคจรมีความรีสูงและเอียงทำมุมประมาณ 19 องศากับระนาบวงโคจรโลก เข้าใกล้ดวงอาทิตยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 ด้วยระยะห่าง 2.05 หน่วยดาราศาสตร์ หรือประมาณสองเท่าของระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ไกลเกือบถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดี

ดาวหางคืออะไร?

ดาวหางเป็นวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ดาวหางมี "นิวเคลียส" หรือใจกลางที่มีขนาดราว 1-10 กิโลเมตรเท่านั้น มักเรียกดาวหางกันว่าเป็น "ก้อนหิมะสกปรก" เนื่องจากดาวหางมีองค์ประกอบของน้ำแข็ง ฝุ่น และหิน ดาวหางมีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยขณะที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ แต่เมื่อมันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น รังสีจากดวงอาทิตย์ทำให้ดาวหางอุ่นขึ้น น้ำแข็งที่ปกคลุมดาวหางจะระเหิดนำพาฝุ่น แก๊ส และโมเลกุลต่าง ๆ พุ่งออกมาโดยรอบ เกิดเป็นหัวดาวหางหรือโคม่า (coma) ห่อหุ้มรอบนิวเคลียสไว้ นอกจากนี้แรงดันและกระแสอนุภาคมีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ เป็นตัวผลักดันให้แก๊สและฝุ่นพุ่งทอดยาวออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เกิดเป็นหางของดาวหาง

ในอดีตจนถึงเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ผู้คนค่อนข้างหวาดกลัวการปรากฏตัวของดาวหาง เพราะมันดูจะเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้า ความรู้สมัยใหม่บอกเราว่าแท้จริงดาวหางเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มีดาวหางอยู่มากมายในอวกาศเพียงแต่แทบทั้งหมดอยู่ห่างจากโลกและไม่สว่างนัก จะสว่างขึ้นจนสังเกตพบได้เมื่อมันโคจรเข้ามาใกล้โลกและดวงอาทิตย์

ดูเพิ่ม

ที่มา