ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย
ดาวหางและดาวเคราะห์น้อยจัดเป็นวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เกือบทั้งหมดมีความสว่างน้อย ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ด้วยธรรมชาติของดาวหางที่เป็นดวงฝ้า ไม่ใช่จุดสว่างแบบดาวฤกษ์ ดาวหางที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่ามักต้องสว่างกว่าโชติมาตร 3 หรือ 4 ดาวหางที่สว่างกว่านี้ หรือสว่างจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้ามืด ห่างไกลจากแสงรบกวน ไม่ได้มีมาให้เห็นบ่อย หลายปีจึงจะมีให้เห็นสักดวงหนึ่ง
● ดาวหางสวอน (C/2025 R2)
● ดาวหางเลมมอน (C/2025 A6)
● ดาวหางแอตลัส (C/2024 G3)
● ดาวหางจื่อจินซาน-แอตลัส (C/2023 A3)
● ดาวหางแอตลัส (C/2024 S1)
● ดาวหางเลนเนิร์ด - C/2021 A1 (Leonard)
● ดาวหางนีโอไวส์ - C/2020 F3 (NEOWISE)
● ดาวหางสวอน - C/2020 F8 (SWAN)
● ดาวหางแอตลาส - C/2019 Y4 (ATLAS)
● ดาวหางวีร์ทาเนน (46P/Wirtanen)
ประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นได้ทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่หัวค่ำของวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิสจะขึ้นทางทิศตะวันออก ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อยู่สูงสุดบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลาประมาณเที่ยงคืน เคลื่อนผ่านกลุ่มดาวงูไฮดรา นกกา ถ้วย และสิงโต ตลอดทั้งคืน อะโพฟิสจะสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากโชติมาตร 6.4 ไปที่ 3.9 สว่างที่สุดก่อนจะตกลับขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาตี 3 ครึ่ง ของวันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2572 ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนใกล้โลกที่สุด
● รู้จักดาวหาง
ดาวหางที่น่าสนใจในปัจจุบัน
● ดาวหางสวอน (C/2025 R2)
● ดาวหางเลมมอน (C/2025 A6)
ดาวหางที่น่าสนใจในอดีต
● ดาวหางแอตลัส (C/2024 G3)
● ดาวหางจื่อจินซาน-แอตลัส (C/2023 A3)
● ดาวหางแอตลัส (C/2024 S1)
● ดาวหางเลนเนิร์ด - C/2021 A1 (Leonard)
● ดาวหางนีโอไวส์ - C/2020 F3 (NEOWISE)
● ดาวหางสวอน - C/2020 F8 (SWAN)
● ดาวหางแอตลาส - C/2019 Y4 (ATLAS)
● ดาวหางวีร์ทาเนน (46P/Wirtanen)
ซีรีสและเวสตา
ในบรรดาดาวเคราะห์น้อยที่โคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย ดวงที่สว่างที่สุดคือเวสตา (Vesta) หากช่วงที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ใกล้เคียงกับช่วงที่เวสตาผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดบนวงโคจร สามารถสว่างได้ถึงโชติมาตร 5.3 เห็นได้ด้วยตาเปล่าและเห็นได้ชัดเจนในกล้องสองตา ส่วนซีรีส (Ceres) ซึ่งมีสถานภาพเป็นดาวเคราะห์แคระด้วย และเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อย สามารถสว่างที่สุดได้ถึงโชติมาตร 6.8| วันที่ | โชติมาตร | กลุ่มดาว |
|---|---|---|
| 31 มกราคม 2561 (20 น.) | 6.9 | ปู |
| 29 พฤษภาคม 2562 (6 น.) | 7.0 | คนแบกงู |
| 28 สิงหาคม 2563 (19 น.) | 7.7 | คนแบกหม้อน้ำ |
| 27 พฤศจิกายน 2564 (11 น.) | 7.0 | วัว |
| 21 มีนาคม 2566 (15 น.) | 6.9 | ผมเบเรนิซ |
| 21 มีนาคม 2566 (15 น.) | 7.3 | คนยิงธนู |
| 2 ตุลาคม 2568 (20 น.) | 7.6 | ซีตัส |
| 8 มกราคม 2570 (1 น.) | 6.8 | คนคู่ |
| วันที่ | โชติมาตร | กลุ่มดาว |
|---|---|---|
| 20 มิถุนายน 2561 (3 น.) | 5.3 | คนยิงธนู |
| 12 พฤศจิกายน 2562 (16 น.) | 6.5 | ซีตัส |
| 5 มีนาคม 2564 (1 น.) | 6.0 | สิงโต |
| 23 สิงหาคม 2565 (2 น.) | 5.8 | คนแบกหม้อน้ำ |
| 22 ธันวาคม 2566 (2 น.) | 6.4 | นายพราน |
| 2 พฤษภาคม 2568 (13 น.) | 5.6 | คันชั่ง |
| 13 ตุลาคม 2569 (13 น.) | 6.3 | ซีตัส |
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส
โดยทั่วไป มีดาวเคราะห์น้อยสองดวง คือซีรีสและเวสตาเท่านั้น ที่พอจะสังเกตได้ด้วยกล้องสองตาสำหรับนักดาราศาสตร์สมัครเล่น แต่มีเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย อย่างการเฉียดใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (99942 Apophis) ในวันที่ 13-14 เมษายน 2572 อะโพฟิสถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2547 การสังเกตด้วยเรดาร์เมื่อ พ.ศ. 2555-2556 ได้รับการประเมินว่ามีขนาดราว 450 × 170 เมตร จะผ่านใกล้โลกที่ระยะห่างเพียง 37,700 กิโลเมตร ทำให้สว่างถึงระดับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า (ยังคงเห็นเป็นเพียงจุดสว่างคล้ายดาว)ประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นได้ทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่หัวค่ำของวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิสจะขึ้นทางทิศตะวันออก ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อยู่สูงสุดบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลาประมาณเที่ยงคืน เคลื่อนผ่านกลุ่มดาวงูไฮดรา นกกา ถ้วย และสิงโต ตลอดทั้งคืน อะโพฟิสจะสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากโชติมาตร 6.4 ไปที่ 3.9 สว่างที่สุดก่อนจะตกลับขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาตี 3 ครึ่ง ของวันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2572 ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนใกล้โลกที่สุด
แนวการเคลื่อนที่ของอะโพฟิสขณะเฉียดใกล้โลกในวันที่ 13-14 เมษายน 2572 (จาก CNEOS)
ดูเพิ่ม
● รู้จักดาวหาง


