หลังจากรอนแรมจากโลกเป็นเวลาถึงแปดปี ยานเบพิโคลอมโบได้ไปถึงหมุดหมายสำคัญของภารกิจอีกหมายหนึ่งแล้ว วันนี้ (3 กันยายน 2569) มอดูลเอ็มทีเอ็มของยานได้แยกตัวเองออกจากส่วนที่เหลือ เป็นการเตรียมการก่อนไปถึงดาวพุธอันเป็นจุดหมายปลายทาง
ยานเบพิโคลอมโบ เป็นยานสำรวจดาวพุธขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ร่วมกับองค์การแจ็กซา
ยานเบพิโคลอมโบ ประกอบด้วยมอดูลหลักสามมอดูล แต่ละมอดูลแยกจากกันเป็นอิสระได้เหมือนยานอวกาศลำหนึ่ง ยานเบพิโคลอมโบจึงเหมือนกับยานอวกาศสามลำเกาะอยู่ด้วยกัน โดยทั้งสามมอดูลจะเกาะติดกันและเดินทางไปดาวพุธด้วยกัน เมื่อใกล้ถึงเป้าหมายแล้วจึงแยกร่างออกจากกัน
มอดูลของเบพิโคลอมโบประกอบด้วย เอ็มทีเอ็ม (MTM--Mercury Transfer Module) ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานหลักและมอดูลขับดันในระหว่างการเดินทางไปดาวพุธ เอ็มพีโอ (MPO--Mercury Planetary Orbiter) เป็นมอดูลของอีซา และ มีโอ หรือ เอ็มเอ็มโอ (MMO--Mercury Magnetospheric Orbiter) เป็นมอดูลของแจ็กซา
เบพิโคลอมโบออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 โดยจรวดเอเรียน 5 การเดินทางไปยังดาวพุธมีความซับซ้อนต่างจากการเดินทางไปยังดาวเคราะห์วงนอก ในขณะที่การเดินทางไปยังดาวเคราะห์วงนอก ยานต้องเร่งความเร็วเพื่อหนีออกจากดวงอาทิตย์ แต่การเดินทางไปยังดาวพุธ ยานต้องหาทางลดความเร็วเพื่อให้ยานช้าลงพอที่จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธได้ ในการนี้ แทนที่ยานจะใช้จรวดชลอมาทำหน้าที่ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาล กลับใช้ประโยชน์จากความโน้มถ่วงของดาวเคราะห์แทน ทำให้ยานลดความเร็วได้โดยใช้เชื้อเพลิงน้อยมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและการคำนวณเส้นทางที่ซับซ้อนอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ยานต้องใช้เวลานานหลายปีในการเดินทางไปยังเป้าหมายที่อยู่ใกล้แค่ดาวพุธ
ตามแผนเดิม ยานเบพิโคลอมโบ ใช้เวลาประมาณ 7 ปีจึงไปถึงดาวพุธ เส้นทางการเดินทางมีทั้งอ้อมดวงอาทิตย์ เฉียดโลก เฉียดดาวศุกร์สองครั้ง เฉียดดาวพุธหกครั้ง แต่ในเดือนเมษายน 2567 ยานประสบปัญหาในส่วนของแผงเซลล์สุริยะ ทำให้การจ่ายพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ ยานซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอออนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจึงมีแรงขับไม่พอ วิศวกรจึงการปรับแนววิถีของยานใหม่เพื่อให้ภารกิจดำเนินต่อไปได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น กำหนดการไปถึงที่หมายดาวพุธจึงต้องเลื่อนจากเดือนธันวาคม 2568 เป็นเดือนพฤศจิกายน 2569
วันนี้ ยานเอ็มทีเอ็มได้แยกตัวออกมา แต่ยานยังไปไม่ถึงดาวพุธ และจะยังไม่ได้เข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ จากนี้ไป ยานเอ็มพีโอและมีโอจะยังเกาะกันไปจนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายนจึงจะไปถึงดาวพุธและเริ่มกระบวนการปรับแนววิถีเพื่อเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ
จากนั้น ในวันที่ 9 ธันวาคม ยานมีโอกับเอ็มพีโอจึงจะแยกตัวออกจากกัน และเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ จากนั้นเอ็มพีโอจะค่อย ๆ ปรับวงโคจรให้แคบลงและเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติของภารกิจในเดือนมีนาคม 2570 เอ็มพีโอจะโคจรรอบดาวพุธในแนวขั้ว
ภารกิจสำรวจทางวิทยาศาสตร์จริง ๆ จะเริ่มในวันที่ 6 เมษายน 2570 ทั้งเอ็มพีโอจะเน้นไปที่การหาองค์ประกอบพื้นผิว สภาพทางธรณีวิทยา และโครงสร้างภายในของดาวพุธ ส่วนมีโอจะเน้นไปที่การวัดสนามแม่เหล็กของดาวพุธและอันตรกิริยาต่อลมสุริยะ
ยานเบพิโคลอมโบ เป็นยานสำรวจดาวพุธขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ร่วมกับองค์การแจ็กซา
ยานเบพิโคลอมโบ ประกอบด้วยมอดูลหลักสามมอดูล แต่ละมอดูลแยกจากกันเป็นอิสระได้เหมือนยานอวกาศลำหนึ่ง ยานเบพิโคลอมโบจึงเหมือนกับยานอวกาศสามลำเกาะอยู่ด้วยกัน โดยทั้งสามมอดูลจะเกาะติดกันและเดินทางไปดาวพุธด้วยกัน เมื่อใกล้ถึงเป้าหมายแล้วจึงแยกร่างออกจากกัน
มอดูลของเบพิโคลอมโบประกอบด้วย เอ็มทีเอ็ม (MTM--Mercury Transfer Module) ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานหลักและมอดูลขับดันในระหว่างการเดินทางไปดาวพุธ เอ็มพีโอ (MPO--Mercury Planetary Orbiter) เป็นมอดูลของอีซา และ มีโอ หรือ เอ็มเอ็มโอ (MMO--Mercury Magnetospheric Orbiter) เป็นมอดูลของแจ็กซา
ส่วนประกอบของยานเบพิโคลอมโบ
ยานเบพิโคลอมโบประกอบด้วยมอดูลหลักสามมอดูลที่ทำหน้าที่เป็นยานอวกาศในตัวเอง ยานเบพิโคลอมโบจึงดูคล้ายกับเป็นยานอวกาศสามลำเกาะอยู่ด้วยกัน เดินทางไปดาวพุธด้วยกัน เมื่อไปถึงที่หมายแล้วจึงค่อยแยกร่างออกไปปฏิบัติภารกิจของตัวเอง
(จาก planetary.org)
(จาก planetary.org)
เบพิโคลอมโบออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 โดยจรวดเอเรียน 5 การเดินทางไปยังดาวพุธมีความซับซ้อนต่างจากการเดินทางไปยังดาวเคราะห์วงนอก ในขณะที่การเดินทางไปยังดาวเคราะห์วงนอก ยานต้องเร่งความเร็วเพื่อหนีออกจากดวงอาทิตย์ แต่การเดินทางไปยังดาวพุธ ยานต้องหาทางลดความเร็วเพื่อให้ยานช้าลงพอที่จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธได้ ในการนี้ แทนที่ยานจะใช้จรวดชลอมาทำหน้าที่ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาล กลับใช้ประโยชน์จากความโน้มถ่วงของดาวเคราะห์แทน ทำให้ยานลดความเร็วได้โดยใช้เชื้อเพลิงน้อยมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและการคำนวณเส้นทางที่ซับซ้อนอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ยานต้องใช้เวลานานหลายปีในการเดินทางไปยังเป้าหมายที่อยู่ใกล้แค่ดาวพุธ
ตามแผนเดิม ยานเบพิโคลอมโบ ใช้เวลาประมาณ 7 ปีจึงไปถึงดาวพุธ เส้นทางการเดินทางมีทั้งอ้อมดวงอาทิตย์ เฉียดโลก เฉียดดาวศุกร์สองครั้ง เฉียดดาวพุธหกครั้ง แต่ในเดือนเมษายน 2567 ยานประสบปัญหาในส่วนของแผงเซลล์สุริยะ ทำให้การจ่ายพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ ยานซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอออนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจึงมีแรงขับไม่พอ วิศวกรจึงการปรับแนววิถีของยานใหม่เพื่อให้ภารกิจดำเนินต่อไปได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น กำหนดการไปถึงที่หมายดาวพุธจึงต้องเลื่อนจากเดือนธันวาคม 2568 เป็นเดือนพฤศจิกายน 2569
วันนี้ ยานเอ็มทีเอ็มได้แยกตัวออกมา แต่ยานยังไปไม่ถึงดาวพุธ และจะยังไม่ได้เข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ จากนี้ไป ยานเอ็มพีโอและมีโอจะยังเกาะกันไปจนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายนจึงจะไปถึงดาวพุธและเริ่มกระบวนการปรับแนววิถีเพื่อเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ
จากนั้น ในวันที่ 9 ธันวาคม ยานมีโอกับเอ็มพีโอจึงจะแยกตัวออกจากกัน และเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธ จากนั้นเอ็มพีโอจะค่อย ๆ ปรับวงโคจรให้แคบลงและเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติของภารกิจในเดือนมีนาคม 2570 เอ็มพีโอจะโคจรรอบดาวพุธในแนวขั้ว
ภารกิจสำรวจทางวิทยาศาสตร์จริง ๆ จะเริ่มในวันที่ 6 เมษายน 2570 ทั้งเอ็มพีโอจะเน้นไปที่การหาองค์ประกอบพื้นผิว สภาพทางธรณีวิทยา และโครงสร้างภายในของดาวพุธ ส่วนมีโอจะเน้นไปที่การวัดสนามแม่เหล็กของดาวพุธและอันตรกิริยาต่อลมสุริยะ



