ดาวหางแพนสตาร์ส (C/2011 L4 PANSTARRS)

วรเชษฐ์ บุญปลอด 20 กุมภาพันธ์ 2556 (ปรับปรุง 12 มีนาคม 2556)

ดาวหางแพนสตาร์สเป็นดาวหางหนี่งใน 3 ดวง ที่คาดว่าจะสว่างจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงปีนี้ อีก 2 ดวง คือ ดาวหางไอซอน (C/2012 S1 ISON) และดาวหางเลมมอน (C/2012 F6 Lemmon) ไอซอนจะเห็นได้ในปลายปี ส่วนเลมมอน ซึ่งสว่างที่สุดในช่วงที่เข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์ในเดือนมีนาคม 2556 อยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถสังเกตได้จากประเทศไทย

ชื่อดาวหาง การค้นพบ และวงโคจร

ดาวหางแพนสตาร์สมีชื่อตามโครงการแพนสตาร์ส (Pan-STARRS ย่อมาจาก Panoramic Survey Telescope & Rapid Response System) ซึ่งเป็นโครงการสำรวจท้องฟ้าโดยมีเป้าหมายหลักในการค้นหาดาวเคราะห์น้อยและดาวหางที่อาจเป็นภัยคุกคามโลก มีข้อสังเกตว่าโครงการนี้ใช้ชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า Pan-STARRS แต่ในชื่อดาวหางที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลกำหนดนั้น ใช้อักษรตัวใหญ่ทั้งหมด และเขียนติดกัน

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางในภาพถ่ายซีซีดีที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2554 ผ่านกล้องแพนสตาร์ส 1 (ย่อว่า PS1) ขนาด 1.8 เมตร ซึ่งตั้งอยู่ที่ยอดเขาฮาเลอาคาลา (Haleakala) ในหมู่เกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา ขณะค้นพบดาวหางสว่างที่โชติมาตรประมาณ 19.4 อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง จากนั้นได้พบภาพที่ถ่ายติดดาวหางหลายภาพภายในคลังภาพของโครงการเมาต์เลมมอน (Mt. Lemmon Survey) รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ก่อนการค้นพบ

ขณะค้นพบ ดาวหางแพนสตาร์สอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไกลถึง 7.9 หน่วยดาราศาสตร์ อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์ การคำนวณวงโคจรในช่วงแรกพบว่าดาวหางจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 โดยมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 0.3 หน่วยดาราศาสตร์ ระยะใกล้ขนาดนั้น ทำให้มีความหวังว่ามันจะเป็นดาวหางที่สว่างมากดวงหนึ่ง

ผลการคำนวณล่าสุดพบว่าดาวหางมีวงโคจรเป็นรูปไฮเพอร์โบลา ผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 10 มีนาคม 2556 ที่ระยะ 0.3 หน่วยดาราศาสตร์ (ใกล้เคียงวงโคจรของดาวพุธ) และใกล้โลกที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2556 ที่ระยะ 1.1 หน่วยดาราศาสตร์ ระนาบวงโคจรของดาวหางเกือบตั้งฉากกับวงโคจรโลก โดยเอียงทำมุม 84°

การเคลื่อนที่ในวงโคจรของดาวหางแพนสตาร์ส วงโคจรเอียงทำมุมเกือบตั้งฉากกับระนาบสุริยวิถี (ระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์) วงโคจรส่วนที่เป็นเส้นประคือส่วนที่ดาวหางอยู่ใต้ระนาบ ภาพนี้แสดงตำแหน่งโลกในช่วงเวลาเดียวกัน และวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่น

ตำแหน่งและความสว่าง

มกราคม-กุมภาพันธ์ 2556

กลางเดือนมกราคม 2556 ดาวหางอยู่บริเวณส่วนหางของกลุ่มดาวแมงป่อง สว่างที่โชติมาตร 8 ซึ่งจางกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านั้นประมาณ 1 อันดับ ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีแนวโน้มว่าช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุดในเดือนมีนาคม อาจไม่สว่างกว่าโชติมาตร 3 ซึ่งนับว่าจางกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้อยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ความสว่างของดาวหางแพนสตาร์สได้เพิ่มขึ้นมาที่โชติมาตร 5 และมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยซีกโลกใต้เป็นซีกโลกที่สังเกตดาวหางได้ดี

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ รายงานจากซีกโลกใต้ระบุว่าดาวหางสว่างเพิ่มขึ้นไปที่โชติมาตร 2.6-2.8 เป็นช่วงที่ดาวหางผ่านใกล้ดาวโฟมัลฮอต (Fomalhaut) ในกลุ่มดาวปลาใต้ สามารถเห็นดาวหางได้ด้วยตาเปล่า แม้ว่าจะอยู่สูงจากขอบฟ้าไม่กี่องศา และมีแสงรบกวนจากตัวเมือง (ประเทศไทยยังสังเกตไม่ได้ เพราะดาวหางตกลับขอบฟ้าเกือบพร้อมกับดวงอาทิตย์)

มีนาคม 2556

วันที่ 5 มีนาคม เป็นต้นไป หลังจากดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ควรจะเริ่มพยายามมองหาดาวหางบริเวณใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก โอกาสเห็นดาวหางจะเพิ่มขึ้นทุกวันหลังจากนั้น เนื่องจากดาวหางเคลื่อนห่างขอบฟ้ามากขึ้นทีละน้อย เมื่อเทียบตำแหน่งในเวลาเดียวกันของทุกวัน

หัวค่ำของวันที่ 9-17 มีนาคม น่าจะเป็นช่วงที่สังเกตดาวหางดวงนี้ได้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะวันที่ 8-12 มีนาคม เนื่องจากคาดว่าจะเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด อย่างไรก็ตาม ดาวหางแพนสตาร์สจะอยู่ในแสงสนธยา ท้องฟ้าที่ไม่มืดสนิท และตำแหน่งดาวหางที่อยู่ใกล้ขอบฟ้า ทำให้การสังเกตดาวหางด้วยตาเปล่าค่อนข้างจะยากสำหรับประเทศไทย

ตำแหน่งดาวหางเมื่อสังเกตจากประเทศไทยในช่วงวันที่ 4-24 มีนาคม 2556 เทียบกับขอบฟ้าในเวลาหลังดวงอาทิตย์ตก 30 นาที (เมื่อกำมือแล้วเหยียดแขนออกไปข้างหน้าให้สุด กำปั้นของเรามีขนาดเชิงมุม 10° ดังนั้น ดาวหางก็จะไม่อยู่สูงเกินจากนี้) ภาพนี้แสดงทิศทางของหางแก๊ส ซึ่งชี้ไปในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ (หางอาจจางกว่า และความยาวของหางอาจสั้นกว่าที่แสดงในภาพ) คาดว่าดาวหางน่าจะสว่างที่สุดในช่วงวันที่ 8-12 มีนาคม ที่โชติมาตร 2 (ใกล้เคียงความสว่างของดาวเหนือ หรือหากสว่างกว่าเล็กน้อย จะเทียบได้กับดาว 3 ดวง ตรงเข็มขัดนายพราน) หลัง 1 ทุ่ม ดาวหางจะเคลื่อนต่ำลงเรื่อย ๆ ตามการหมุนของโลก และตกลับขอบฟ้าไป เช่นเดียวกับวัตถุท้องฟ้าอื่น
ภาพวาดดาวหางโดนาตี (C/1858 L1 Donati) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1858 ซึ่งร่ำลือกันว่าเป็นดาวหางที่สวยที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอห์น บอร์เทิล คาดว่าหากดาวหางแพนสตาร์สมีความสว่างมากอย่างที่คาดไว้ หางฝุ่นอาจตีวงโค้งคล้ายดาวหางโดนาตี แม้ว่าความยาวของหางจะสั้นกว่ามาก

ผลการวิเคราะห์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 โดย อันเดรียส คัมเมอเรอร์ (Andreas Kammerer) นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาวหาง ระบุว่าดาวหางแพนสตาร์สน่าจะสว่างที่สุดที่โชติมาตร +2.0 หางยาวประมาณ 10° และหัวดาวหางหรือโคม่า (coma) น่าจะมีขนาดประมาณ 10 ลิปดา

จอห์น บอร์เทิล (John Bortle) ให้ความเห็นกับนิตยสาร Sky & Telescope เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ระบุว่าดาวหางแพนสตาร์สน่าจะสว่างที่สุดในวันที่ 10 มีนาคม ราวโชติมาตร +2.2 หางยาวประมาณ 5°-15° แล้วจางลงไปที่โชติมาตร +5.0 ในปลายเดือน โดยตำแหน่งและความสว่างของดาวหางแพนสตาร์สดูคล้ายดาวหางมาร์คอส (C/1957 P1 Mrkos) หากดาวหางแพนสตาร์สสามารถสว่างได้ถึงระดับนี้ หางฝุ่นอาจแผ่กว้างและตีวงโค้ง อย่างไรตาม แสงสนธยาอาจทำให้การปรากฏของหางในลักษณะดังกล่าวไม่ชัดเจน

สมการคำนวณความสว่างของดาวหางโดย เซอิชิ โยะชิดะ (Seiichi Yoshida) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2556 แสดงว่าดาวหางแพนสตาร์สน่าจะสว่างที่สุดในวันที่ 8-11 มีนาคม ราวโชติมาตร +1.8 (ใกล้เคียงความสว่างของดาว 3 ดวง ตรงเข็มขัดนายพราน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดาวไถ ตามกลุ่มดาวไทย)

วันที่ 6 มีนาคม 2556 เทอร์รี เลิฟจอย (Terry Lovejoy) รายงานจากออสเตรเลียว่าดาวหางแพนสตาร์สสว่างที่โชติมาตร +1.5 แสดงว่าดาวหางแพนสตาร์สสว่างกว่าโชติมาตรที่คำนวณด้วยสมการข้างต้นราว 0.5 อันดับ แปลว่าเมื่อดาวหางสว่างที่สุดในวันที่ 10 มีนาคม มันอาจสว่างได้เกือบถึงโชติมาตร +1.0

วันที่ 10 มีนาคม 2556 ดาวหางแพนสตาร์สผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด รายงานจากที่ต่าง ๆ แสดงว่ามีความสว่างใกล้เคียงโชติมาตร 0 หรืออาจถึง -1 แม้ว่าดาวหางจะสว่างถึงระดับนี้ แต่สังเกตได้ยากด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้กล้องสองตา เนื่องจากแสงสนธยา และความหนาแน่นของบรรยากาศที่ขอบฟ้าจะลดความสว่างของดาวหางให้จางลง

มุมเงยของดาวหางแพนสตาร์ส (หลังดวงอาทิตย์ตก 30 นาที)
วันที่ โชติมาตร
(ปรับปรุง 12 มี.ค. 56)
กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา
7 มี.ค. +1.9 4.6° 3.8° 5.5°
8 มี.ค. +1.8 5.4° 4.9° 6.1°
9 มี.ค. +1.8 6.1° 5.8° 6.6°
10 มี.ค. +1.8 6.7° 6.5° 6.9°
11 มี.ค. +1.8 7.1° 7.1° 7.0°
12 มี.ค. +1.9 7.3° 7.5° 7.0°
13 มี.ค. +2.0 7.4° 7.7° 6.8°
14 มี.ค. +2.1 7.3° 7.9° 6.5°
15 มี.ค. +2.3 7.1° 7.9° 6.1°
16 มี.ค. +2.4 6.9° 7.8° 5.6°
17 มี.ค. +2.6 6.5° 7.6° 5.0°
18 มี.ค. +2.7 6.1° 7.3° 4.4°
19 มี.ค. +2.9 5.6° 7.0° 3.8°
20 มี.ค. +3.0 5.1° 6.6° 3.1°
21 มี.ค. +3.2 4.6° 6.2° 2.5°
22 มี.ค. +3.3 4.0° 5.8° 1.8°
23 มี.ค. +3.5 3.5° 5.4° 1.1°
24 มี.ค. +3.6 3.0° 4.9° 0.5°

ประเทศไทยจะสังเกตดาวหางแพนสตาร์สได้ดีตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว 30 นาที (ภาคกลางตรงกับเวลาประมาณ 1 ทุ่ม) โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อุปสรรคสำคัญในการสังเกตดาวหางดวงนี้ในช่วงดังกล่าว คือดาวหางอยู่ห่างดวงอาทิตย์ 15° จึงมีเวลาสังเกตได้ไม่นาน และดาวหางจะอยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก จึงต้องสังเกตจากสถานที่ที่ขอบฟ้าทิศตะวันตกเปิดโล่ง ไม่มีสิ่งใดบดบัง หรือสังเกตจากอาคารสูง และอาจต้องใช้กล้องสองตาช่วยกวาดหา

ตำแหน่งดาวหางกับจันทร์เสี้ยวในวันพุธที่ 13 มีนาคม 2556 ขณะอยู่ใกล้กันที่ระยะห่าง 5°

ปลายเดือนมีนาคม ดาวหางอยู่ในกลุ่มดาวแอนดรอเมดา ผ่านใกล้ดาราจักรแอนดรอเมดาในต้นเดือนเมษายน ประเทศในละติจูดสูง ๆ ทางเหนือ จะสังเกตดาวหางได้ดี โดยดาวหางจะเคลื่อนไปทางเหนือและจางลงเรื่อย ๆ ช่วงสงกรานต์เป็นต้นไป ประเทศไทยมีโอกาสสังเกตดาวหางแพนสตาร์สในเวลาเช้ามืด ปรากฏบริเวณกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย แต่ดาวหางจะอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ความสว่างลดลงไปอยู่ที่ประมาณโชติมาตร 6 จากนั้นต้นเดือนพฤษภาคม ดาวหางจะเข้าสู่กลุ่มดาวซีฟิอัส ความสว่างลดลงไปที่โชติมาตร 7 ปลายเดือนพฤษภาคม 2556 แพนสตาร์สจะผ่านใกล้ดาวเหนือที่ระยะ 5° เป็นช่วงที่ความสว่างน่าจะลดลงไปที่โชติมาตร 8-9

จากวงโคจรของดาวหางแพนสตาร์สแสดงว่านี่เป็นครั้งแรกที่มันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันมีปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์สูงกว่าปกติในช่วงแรก ๆ หลังจากการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในปีนี้ คาดว่าดาวหางดวงนี้จะกลับมาอีกครั้งในอีกประมาณ 110,000 ปี

หมายเหตุ : ช่วงเดือนมีนาคม 2556 ดาวหางเลมมอน (C/2012 F6 Lemmon) เป็นดาวหางอีกดวงหนึ่ง ที่คาดว่าจะสว่างถึงระดับที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า (ราวโชติมาตร 4-5) แต่ดาวหางดวงนี้ไม่สามารถสังเกตได้จากประเทศไทย เนื่องจากตกลับขอบฟ้าในเวลาใกล้เคียงกับเวลาดวงอาทิตย์ตก

แหล่งข้อมูล

ดูเพิ่ม